ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 99 เหตุใดเพียงคืนเดียว นางถึงดูสดใสขึ้นมากขนาดนี้?
รถม้าของตระกูลลู่ค่อย ๆ หยุดลงเบื้องหน้าคฤหาสน์ตระกูลไป๋
ทันทีที่ทุกคนก้าวลงจากรถ ประตูคฤหาสน์ก็เปิดออก พร้อมกับร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งซึ่งเดินออกมาต้อนรับโดยมีสาวใช้คอยประคองอยู่ข้างกาย
นางคือฮูหยินไป๋จิ้งเหวิน มารดาของไป๋หลิง
แม้โครงหน้ายังคงงดงามและมีส่วนคล้ายไป๋หลิงอย่างชัดเจน แต่สภาพของนางกลับอิดโรยอย่างมาก ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาหม่นหมอง ใต้ตาปรากฏรอยคล้ำ เส้นผมซึ่งเคยดำสนิทมีสีขาวแทรกอยู่หลายเส้น
เพียงมองก็รู้ว่านางไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่มานานแล้ว
สภาพของไป๋จิ้งเหวินแตกต่างจากลู่เหยียนหนิงในตอนนี้ราวกับอยู่คนละโลก คนหนึ่งเปล่งปลั่งสดใสและมีชีวิตชีวา ขณะที่อีกคนดูเหมือนกำลังถูกภาระอันหนักอึ้งกัดกินทีละน้อย
ไป๋จิ้งเหวินสูญเสียสามีไปเพราะจารีตเก่าแก่และคร่ำครึของตระกูล จากนั้นจึงต้องเลี้ยงดูบุตรสาวเพียงลำพัง พร้อมแบกรับภาระภายในตระกูลเอาไว้บนบ่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ชีวิตของนางจึงไม่ได้แตกต่างจากลู่เหยียนหนิงมากนัก
“ท่านแม่...”
ไป๋หลิงมองสภาพของมารดา ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ไป๋จิ้งเหวินฝืนยิ้มให้บุตรสาว
“หลิงเอ๋อร์ เจ้ากลับมาแล้วหรือ?”
ลู่เหยียนหนิงเห็นสภาพของอีกฝ่าย รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อย ๆ เลือนหาย
“จิ้งเหวิน เหตุใดเจ้าจึงดูอิดโรยถึงเพียงนี้?”
“ข้าไม่เป็นไร เพียงช่วงนี้พักผ่อนน้อยไปบ้างเท่านั้น”
แม้นางจะกล่าวเช่นนั้น แต่เสียงกลับแหบพร่าและอ่อนแรงจนไม่มีผู้ใดเชื่อ
ยูรันยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปถามลู่เหยียนหนิงด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ท่านแม่ลู่ ท่านคิดว่าสภาพของท่านแม่ไป๋ในตอนนี้เป็นอย่างไร?”
ทุกคนชะงักเล็กน้อยเมื่อได้ยินเขาเรียกไป๋จิ้งเหวินว่าท่านแม่ไป๋อย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งที่ทั้งสองยังไม่เคยแนะนำตัวกันด้วยซ้ำ
ยูรันกล่าวต่อ
“ข้าควรดูแลท่านแม่ไป๋เหมือนที่ดูแลท่านหรือไม่? หรือพาท่านทั้งสองไปพักผ่อนด้วยกันเลยจะดีกว่า นางดูเหมือนต้องการพักมากกว่าท่านเสียอีก”
ลู่เหยียนหนิงพิจารณาไป๋จิ้งเหวินอย่างละเอียด ก่อนพยักหน้า
“ควรเป็นเช่นนั้น หากปล่อยให้นางฝืนต่อไป ร่างกายคงทรุดหนักกว่าเดิม”
ไป๋จิ้งเหวินมองคนทั้งสองด้วยความงุนงง
“เดี๋ยวก่อน... คุณชายผู้นี้คือใคร แล้วเหตุใดจึงเรียกข้าว่าท่านแม่ไป๋?”
ยูรันประสานมือคารวะอย่างสุภาพ
“ข้ามีนามว่ายูรัน เป็นศิษย์น้องของศิษย์พี่รองไป๋หลิงขอรับ”
กล่าวจบ เขาก็เดินเข้าไปประคองแขนอีกข้างของไป๋จิ้งเหวินแทนสาวใช้ ก่อนหันไปพูดกับไป๋หลิง
“ศิษย์พี่รอง ข้าเปลี่ยนแผนแล้ว เรื่องที่พวกเราจะพูดคุยกันเลื่อนไปเป็นวันพรุ่งนี้”
ไป๋หลิงชะงัก
“เหตุใดจึงต้องเลื่อน?”
“สภาพของท่านแม่ไป๋ในตอนนี้ไม่เหมาะกับการพูดคุยเรื่องหนัก ๆ”
ยูรันหันไปพยักหน้าให้ลู่เหยียนหนิง ซึ่งอีกฝ่ายเข้าใจความหมายของเขาในทันที
จากนั้นเขาจึงกล่าวกับไป๋จิ้งเหวินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“วันนี้ให้ข้าดูแลท่านแม่ไป๋สักหนึ่งวันเถอะ ท่านไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องอื่น”
ไป๋จิ้งเหวินมองชายหนุ่มที่เพิ่งพบหน้ากันเป็นครั้งแรกด้วยความงุนงง
นางยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเหตุใดเขาจึงเรียกตนว่าท่านแม่ไป๋อย่างสนิทสนม และยิ่งไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเขาจึงเข้ามาจัดการทุกอย่างอย่างเป็นธรรมชาติถึงเพียงนี้
ลู่เหยียนหนิงเดินเข้ามาหานาง ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ฟังเด็กคนนี้เถอะ ข้ารับรองว่าเจ้าจะไม่เสียใจ”
“แต่งานภายในตระกูลของข้ายังมีอีกมาก...”
“เรื่องงานปล่อยให้ศิษย์พี่รองจัดการเอง”
ยูรันตอบทันที
ไป๋หลิงหันขวับมามองเขา
“เดี๋ยวก่อน ข้ายังไม่ได้บอกเลยว่าจะรับจัดการ!”
“ตอนนี้บอกแล้ว”
“ผู้ใดบอก?”
“ข้า”
ยูรันไม่เปิดโอกาสให้นางโต้แย้งอีก เขากับลู่เหยียนหนิงช่วยกันประคองไป๋จิ้งเหวินเข้าไปภายในคฤหาสน์
ส่วนไป๋หลิงยืนมองแผ่นหลังของทั้งสาม ก่อนหันไปเห็นสาวใช้กำลังยกเอกสารกองใหญ่เข้ามาหานาง
สุดท้ายนางก็ทำได้เพียงยกมือกุมหน้าผาก
ตั้งแต่ช่วงเย็นเป็นต้นไป ยูรันดูแลไป๋จิ้งเหวินพร้อมกับลู่เหยียนหนิงอย่างใกล้ชิด
ทุกครั้งที่ไป๋จิ้งเหวินพยายามลุกขึ้นไปจัดการงาน ยูรันจะกล่าวเพียงประโยคเดียว
“ศิษย์พี่รองกำลังจัดการอยู่ ท่านแม่ไป๋ไม่ต้องกังวล”
แม้ว่าตัวเขาจะยังไม่เคยถามความสมัครใจของไป๋หลิงเลยแม้แต่ครั้งเดียวก็ตาม
ลู่เหยียนหนิงเองก็คอยช่วยเกลี้ยกล่อมอยู่ข้าง ๆ
“ปล่อยให้ลูกสาวของเจ้าทำงานบ้างเถอะ เจ้าแบกรับทุกอย่างแทนนางมานานเกินไปแล้ว”
เมื่อถูกทั้งสองร่วมมือกันขัดขวาง ไป๋จิ้งเหวินจึงไม่มีโอกาสกลับไปแตะต้องงานอีก ท้ายที่สุดนางก็ยอมวางทุกอย่างลงชั่วคราว และปล่อยให้ยูรันดูแลตนตลอดช่วงค่ำเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ยูรันลงมือทำอาหารเย็นที่เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายด้วยตนเอง หลังรับประทานอาหารเสร็จ เขาก็เตรียมน้ำสมุนไพรอุ่นสำหรับล้างเท้า กดจุดคลายความอ่อนล้า และนวดไหล่ให้ท่านแม่ทั้งสองอย่างเท่าเทียม
เมื่อถึงเวลาเข้านอน ซุ่งวันนี้ไป๋จิ้งเหวินนอนเร็วกว่าในทุกๆ วัน ยูรันพาทั้งสองไปพักผ่อนในห้องเดียวกัน ก่อนห่มผ้าและปรับอุณหภูมิภายในห้องให้อบอุ่นพอดี
หลังจากยูรันห่มผ้าให้ทั้งสองเรียบร้อย ไป๋จิ้งเหวินก็ยังคงมองเขาด้วยความสงสัย
“ยูรัน ข้ายังไม่เข้าใจ เหตุใดเจ้าจึงดูแลคนที่เพิ่งพบหน้ากันอย่างข้าถึงเพียงนี้?”
“จำเป็นต้องมีเหตุผลด้วยหรือครับ?”
“อย่างน้อยเจ้าก็ควรต้องการสิ่งใดจากข้าบ้าง”
ยูรันส่ายหน้า
“ข้าไม่ต้องการสิ่งอื่นใด สิ่งเดียวที่ข้าต้องการในตอนนี้คือต้องการให้ท่านพักผ่อนเพียงเท่านี้”
ไป๋จิ้งเหวินเงียบไปครู่หนึ่ง
“ข้าไม่ได้รับการดูแลเช่นนี้มานานมากแล้ว จึงรู้สึกไม่คุ้นเคยอยู่บ้าง”
ลู่เหยียนหนิงซึ่งนอนอยู่ข้างกันหัวเราะเบา ๆ
“เมื่อวานข้าก็คิดเช่นเดียวกับเจ้า แต่หากอยู่กับเด็กคนนี้ เจ้าต้องหัดยอมแพ้เสียบ้าง เขาไม่เปิดโอกาสให้พวกเราปฏิเสธหรอก”
“ท่านแม่ลู่กล่าวถูกแล้ว”
ยูรันตอบโดยไม่ปฏิเสธแม้แต่น้อย
จากนั้นเขาจึงหันไปทางไป๋จิ้งเหวิน
“ที่ผ่านมาเหนื่อยมากเลยใช่ไหมขอรับ?”
คำถามเรียบง่ายนั้นทำให้ดวงตาของนางสั่นไหว
ไป๋จิ้งเหวินนิ่งเงียบอยู่หลายอึดใจ ก่อนตอบเสียงแผ่ว
“อืม... เหนื่อยมากจริง ๆ”
“เช่นนั้นคืนนี้ก็ไม่ต้องคิดเรื่องใดแล้ว หลับให้เต็มที่เถอะขอรับ เรื่องที่เหลือเอาไว้ตื่นขึ้นมาค่อยว่ากัน”
ไป๋จิ้งเหวินหลับตาลง ก่อนกล่าวเบา ๆ
“ขอบใจนะ ยูรัน”
“ไม่เป็นไรขอรับ”
จากนั้นยูรันจึงนั่งลงข้างหน้าต่าง หยิบฟลุตออกมาเป่าท่วงทำนองอันแผ่วเบา
เสียงฟลุตนุ่มนวลลอยอยู่ภายในห้อง ช่วยขับไล่ความคิดวุ่นวายและความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่ภายในใจ
ยูรันบรรเลงเพลงต่อไปโดยไม่เร่งรีบ จนกระทั่งลมหายใจของลู่เหยียนหนิงและไป๋จิ้งเหวินค่อย ๆ สม่ำเสมอ ใบหน้าของทั้งสองผ่อนคลายลง ก่อนจะหลับสนิทไปอย่างสงบ
เมื่อแน่ใจว่าท่านแม่ทั้งสองหลับแล้ว ยูรันจึงค่อยวางขลุ่ยลงและออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ
เช้าวันรุ่งขึ้น ยูรันตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ก่อนเข้าไปในห้องครัวของตระกูลไป๋และเริ่มเตรียมอาหารเช้าด้วยตนเองเช่นเคย
ภายในห้องพัก ไป๋จิ้งเหวินค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้น
นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกว่าร่างกายเบาสบายอย่างที่ไม่เคยเป็นมานาน ความหนักอึ้งภายในศีรษะหายไปจนหมดสิ้น แม้แต่ความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่ตามแขนขาก็แทบไม่หลงเหลือ
เมื่อคืนเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่นางหลับสนิทตลอดทั้งคืน โดยไม่สะดุ้งตื่นขึ้นมากังวลเรื่องงานแม้แต่ครั้งเดียว
ด้านข้าง ลู่เหยียนหนิงตื่นขึ้นมาก่อนแล้ว นางกำลังนั่งหวีผมด้วยท่าทีสบายอารมณ์ ใบหน้ายังคงเปล่งปลั่งสดใสเช่นเดิม
เนื่องจากได้รับการดูแลจากยูรันมาตลอดหลายวัน การเปลี่ยนแปลงในเช้าวันนี้จึงไม่ได้ชัดเจนมากนัก
ทว่าสำหรับไป๋จิ้งเหวินกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ไม่นาน สาวใช้คนหนึ่งก็เปิดประตูเข้ามาเพื่อช่วยทั้งสองผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า
ทันทีที่เห็นใบหน้าของไป๋จิ้งเหวิน นางก็ยืนตะลึงอยู่กับที่
“ฮูหยิน...”
ไป๋จิ้งเหวินหันไปมอง
“มีอะไรหรือ?”
“วันนี้ท่านดูงดงามมากเลยเจ้าค่ะ!”
สาวใช้รีบหยิบกระจกทองเหลืองมาส่งให้
“ท่านลองดูสิเจ้าคะ”
ไป๋จิ้งเหวินรับกระจกมาส่อง ก่อนจะนิ่งไปชั่วขณะ
รอยคล้ำใต้ดวงตาจางลงอย่างเห็นได้ชัด ผิวพรรณซึ่งเคยซีดเซียวกลับมีเลือดฝาด ดวงตาที่เคยหม่นหมองเปล่งประกายสดใสขึ้น แม้เส้นผมสีขาวและร่องรอยแห่งกาลเวลายังคงอยู่ แต่ใบหน้าของนางกลับดูอ่อนเยาว์ลงหลายปี
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชัดเจนที่สุดไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก แต่เป็นความเหนื่อยล้าซึ่งเคยปกคลุมทั่วร่างได้หายไปแล้ว
ลู่เหยียนหนิงมองภาพนั้น ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ข้าบอกแล้วว่าเจ้าไม่เสียใจแน่”
ไป๋จิ้งเหวินลูบใบหน้าตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ
“เพียงพักผ่อนหนึ่งคืน คนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ?”
“หากเป็นการพักผ่อนที่ยูรันจัดเตรียมให้ ย่อมเป็นไปได้”
หลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ทั้งสองก็เดินออกจากห้องพร้อมกัน
ตลอดทางที่ไป๋จิ้งเหวินเดินผ่าน ไม่ว่าจะเป็นสาวใช้ องครักษ์ หรือคนในตระกูลไป๋ ต่างพากันหยุดฝีเท้าและหันมามองด้วยความตกตะลึง
“นั่นฮูหยินจริงหรือ?”
“เหตุใดเพียงคืนเดียว นางถึงดูสดใสขึ้นมากขนาดนี้?”
“ข้าไม่ได้เห็นฮูหยินยิ้มเช่นนี้มานานเท่าไรแล้ว?”
เมื่อมาถึงเรือนรับรอง ไป๋หลิงซึ่งกำลังจัดการเอกสารกองสุดท้ายก็เงยหน้าขึ้น
ทันทีที่เห็นมารดา นางก็ยืนชะงักอยู่กับที่
“ท่านแม่...”
ไป๋จิ้งเหวินยิ้มให้บุตรสาว
“เมื่อคืนลำบากเจ้าแล้ว”
ไป๋หลิงส่ายหน้า ดวงตาเริ่มร้อนผ่าวเล็กน้อย
“ไม่ลำบากเจ้าค่ะ ขอเพียงท่านแม่ได้พักผ่อนบ้างก็เพียงพอแล้ว”
หนานอวี้กับลู่ชิงถานซึ่งอยู่ภายในห้องต่างมองไป๋จิ้งเหวินอย่างทึ่ง แม้แต่องครักษ์จางซึ่งเคยเห็นการเปลี่ยนแปลงของลู่เหยียนหนิงมาแล้ว ยังอดประหลาดใจไม่ได้
ขณะนั้น กลิ่นอาหารหอมเข้มข้นก็ลอยออกมาจากห้องอาหาร
ยูรันเดินออกมาพร้อมอาหารจานสุดท้าย ก่อนหันหน้าไปทางท่านแม่ทั้งสอง
เขาเดินเข้าไปประคองไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงอย่างเป็นธรรมชาติ
“ท่านแม่ไป๋ดูดีขึ้นมาก ส่วนท่านแม่ลู่วันนี้ก็ยังงดงามเหมือนเดิม ไปกินอาหารเช้ากันก่อนเถอะ ข้าเตรียมไว้แล้ว”