คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 100 ข้าตกลงรับข้อเสนอของเจ้า7,861 ตัวอักษร

ตอนที่ 100 ข้าตกลงรับข้อเสนอของเจ้า

ไม่นานนัก ทุกคนก็มานั่งรวมกันภายในห้องอาหาร

บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารเช้าหลากหลายชนิด

ยูรันประคองท่านแม่ทั้งสองมานั่ง ก่อนตักโจ๊กใส่ชามให้พวกนางด้วยตนเอง

เมื่อคืนไป๋จิ้งเหวินเหนื่อยล้ามาก แม้จะรับประทานอาหารฝีมือยูรันไปบ้าง แต่นางกลับกินได้เพียงเล็กน้อย ทั้งยังไม่มีสมาธิมากพอจะรับรู้รสชาติอย่างเต็มที่

ทว่าเช้าวันนี้แตกต่างออกไป

หลังได้นอนหลับสนิท ร่างกายของนางก็กลับมามีชีวิตชีวา แม้แต่ความอยากอาหารซึ่งหายไปนานยังกลับคืนมาอีกครั้ง

ไป๋จิ้งเหวินตักโจ๊กขึ้นชิมอย่างตั้งใจ

ทันทีที่อาหารสัมผัสลิ้น ดวงตาของนางก็เบิกกว้างเล็กน้อย

เนื้อโจ๊กนุ่มละเอียด รสชาติกลมกล่อม ไม่จืดชืดหรือหนักจนเกินไป กลิ่นหอมของสมุนไพรผสมผสานกับเนื้อวิญญาณอย่างลงตัว ทั้งยังมีพลังอุ่นอ่อนโยนไหลผ่านลำคอ ช่วยให้ทั่วทั้งร่างรู้สึกสบายยิ่งขึ้น

นางลองคีบอาหารอีกจานเข้าปาก ก่อนหยุดตะเกียบกลางอากาศ

“อร่อยมาก...”

ไป๋จิ้งเหวินหันไปมองยูรันอย่างไม่อยากเชื่อ

“อาหารทั้งหมดนี้เจ้าทำเองหรือ?”

“ท่านแม่ไป๋ชอบหรือไม่?”

“ชอบสิ ข้าไม่เคยกินอาหารที่อร่อยถึงเพียงนี้มาก่อนเลย”

ลู่เหยียนหนิงยิ้มอย่างภาคภูมิใจราวกับตนเป็นคนลงมือทำ

“ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือยังว่าเหตุใดข้าจึงยอมตามใจเขาทุกอย่าง?”

ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ก่อนตักอาหารเข้าปากอีกคำ

ไป๋หลิงนั่งมองมารดารับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย ดวงตาของนางค่อย ๆ อ่อนลง

หลายปีที่ผ่านมา มารดาของนางกินอาหารเพียงเพื่อประคองร่างกาย บางวันถึงกับไม่แตะต้องอาหารเลยแม้แต่คำเดียว นางไม่ได้เห็นมารดากินด้วยความสุขเช่นนี้มานานมากแล้ว

ไม่นาน โจ๊กทั้งชามก็หมดลง

ไป๋จิ้งเหวินมองชามว่างเปล่าของตน ก่อนลังเลเล็กน้อย

“ยูรัน... ข้าขอเพิ่มอีกชามได้หรือไม่?”

ยูรันยิ้ม ก่อนยกหม้อโจ๊กเข้ามาตักให้นางทันที

“ท่านแม่ไป๋อยากกินเท่าไรก็กินได้ ข้าทำเอาไว้มากพอสำหรับทุกคนอยู่แล้ว”

บรรดาสาวใช้ของตระกูลไป๋ที่ยืนอยู่ด้านข้างต่างมองภาพนั้นด้วยความตกตะลึง

ฮูหยินซึ่งปกติกินอาหารเพียงไม่กี่คำ วันนี้กลับเป็นฝ่ายขอเพิ่มด้วยตนเอง

เพียงคืนเดียว ชายหนุ่มผู้นี้ไม่เพียงทำให้สีหน้าของฮูหยินสดใสขึ้น แต่ยังนำความอยากอาหารและรอยยิ้มที่หายไปนานกลับคืนมาได้อีกด้วย

หลังจากทุกคนรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ยูรันก็วางตะเกียบลง ก่อนหันไปทางไป๋หลิง

“ศิษย์พี่รอง ได้เวลาแล้ว”

ไป๋จิ้งเหวินชะงักเล็กน้อย

“ได้เวลาอะไรหรือ หลิงเอ๋อร์?”

ไป๋หลิงยังไม่ทันตอบ ยูรันก็เป็นฝ่ายกล่าวขึ้นก่อน

“ข้าเพียงอยากพูดคุยกับท่านยายของศิษย์พี่รองสักเล็กน้อย หวังว่าท่านแม่ไป๋จะอนุญาต”

รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋จิ้งเหวินค่อย ๆ เลือนหาย นางมองบุตรสาว ก่อนหันกลับมาหายูรัน

“หลิงเอ๋อร์เล่าเรื่องนั้นให้เจ้าฟังแล้วหรือ?”

“ใช่ครับ”

มือของไป๋จิ้งเหวินกำชายแขนเสื้อแน่นขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเพียงนึกถึงเรื่องดังกล่าว ความทรงจำอันเจ็บปวดก็หวนกลับมาอีกครั้ง

“มารดาของข้ายึดมั่นในจารีตของตระกูลอย่างมาก ต่อให้เจ้าเข้าไปพูด นางก็คงไม่ยอมเปลี่ยนใจง่าย ๆ”

“ข้าทราบดี”

ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

“แต่บางเรื่องคงต้องถึงเวลาที่จะพูดได้แล้ว”

ไป๋จิ้งเหวินนิ่งเงียบอยู่หลายอึดใจ ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“ได้ ข้าอนุญาต”

นางสูดหายใจลึก ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้

“ข้าจะพาเจ้าไปพบนางด้วยตนเอง”

ทั้งหมดเดินมาหยุดอยู่หน้าเรือนพักซึ่งตั้งอยู่ส่วนลึกของคฤหาสน์ตระกูลไป๋

บรรยากาศรอบเรือนเงียบสงัด ประตูและหน้าต่างปิดสนิท มีเพียงสาวใช้สูงวัยสองคนคอยเฝ้าอยู่ด้านนอก

ก่อนเข้าไป ยูรันหันมาพูดกับไป๋จิ้งเหวินและไป๋หลิง

“ข้าขอเข้าไปพูดกับท่านยายตามลำพังได้หรือไม่?”

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว

“เจ้าจะคุยคนเดียว?”

“อืม ใช้เวลาไม่นาน เดี๋ยวก็เสร็จ”

ไป๋หลิงยังคงลังเล แต่ไป๋จิ้งเหวินกลับพยักหน้าอนุญาต

“ให้เขาเข้าไปเถอะ”

ยูรันจึงผลักประตูและเดินเข้าไปเพียงลำพัง ก่อนปิดประตูตามหลัง

ทันทีที่ก้าวเข้าไปภายในห้อง เขาก็สะบัดมือกางม่านพลังปิดกั้นเสียงและจิตสัมผัสจากภายนอกอย่างสมบูรณ์

กลิ่นสมุนไพรเข้มข้นลอยอบอวลอยู่ทั่วห้อง บนเตียงด้านในปรากฏร่างของหญิงชราผู้หนึ่งนั่งพิงหัวเตียง ร่างกายของนางผอมแห้ง ใบหน้าซีดเซียว เส้นผมขาวโพลน และมีกลิ่นอายแห่งความเสื่อมถอยแผ่ออกมาจาง ๆ

แม้สภาพจะอิดโรยอย่างมาก แต่ดวงตาคู่นั้นยังคงแข็งกร้าวและเปี่ยมด้วยอำนาจ

ยูรันใช้จิตสัมผัสตรวจสอบนางเพียงครู่เดียว

[อืม... อายุขัยเหลืออีกไม่มาก]

[อย่างมากประมาณสี่วันก็คงถึงขีดจำกัดแล้ว]

หญิงชรามองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างระแวดระวัง

“เจ้าเป็นใครกัน?”

ยูรันประสานมือคารวะอย่างสุภาพ

“ขออนุญาตแนะนำตัว ข้ามีนามว่ายูรัน เป็นศิษย์น้องของไป๋หลิง”

เขากล่าวต่อโดยไม่อ้อมค้อม

“วันนี้ข้ามาเพื่อขอตราประมุขตระกูลจากท่าน และนำไปมอบให้ท่านแม่ไป๋จิ้งเหวิน”

หญิงชราแค่นหัวเราะเสียงเย็น

“หึ อย่าคิดว่าข้าใกล้ตายแล้วจะยอมมอบตราให้พวกเจ้า!”

มือเหี่ยวย่นของนางกำผ้าห่มแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้น

“ข้าจะเผาตราประมุขไปพร้อมกับชีวิตของข้า!”

ยูรันมองหญิงชราอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้นอย่างเรียบง่าย

“แล้วหลังจากนั้นอย่างไรต่อ?”

หญิงชราชะงัก ไม่คิดว่าจะได้รับคำถามเช่นนี้

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

“ท่านเผาตราประมุข จากนั้นก็เสียชีวิตในอีกสี่วัน”

ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ตราเพียงชิ้นเดียว ข้าสร้างขึ้นใหม่ได้อยู่แล้ว”

“ข้ากำลังถามท่านว่า หลังจากนั้นอย่างไรต่อ?”

หญิงชรานิ่งเงียบ ไม่มีทีท่าว่าจะตอบคำถาม

ไม่ใช่ว่านางไม่อยากตอบ แต่เป็นเพราะแม้แต่ตัวนางเองก็ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น

ยูรันจึงกล่าวต่อ

“เหตุผลที่ข้ามาในวันนี้ไม่ใช่เพราะตราประมุข”

หญิงชราแค่นเสียง

“แล้วเจ้ามาทำไม?”

“ท่านกำลังจะตาย อย่างช้าที่สุดคืออีกสี่วัน”

ยูรันหยุดไปเล็กน้อย

“ส่วนอย่างเร็วที่สุดก็คือตอนนี้ หากท่านโมโหข้าจนตายเสียก่อน”

“...”

หญิงชรามองเขาอย่างพูดไม่ออก

“ข้ามีคำถามเพียงข้อเดียว”

น้ำเสียงของยูรันค่อย ๆ จริงจังขึ้น

“ท่านรักบุตรสาวและหลานสาวของท่านหรือไม่?”

หญิงชราขบกรามแน่น

“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร! เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับคำว่ารักหรือไม่รัก!”

“ถ้าเช่นนั้นข้าขอเปลี่ยนคำถาม”

ยูรันไม่ได้โต้เถียง

“ท่านรักตัวเองหรือไม่?”

หญิงชราชะงัก

คำถามนั้นดูเหมือนเรียบง่าย แต่นางกลับไม่อาจตอบได้

ยูรันรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่านางยังคงเงียบ จึงถามขึ้นอีกครั้ง

“หากท่านยังตอบไม่ได้ เช่นนั้นข้าจะเปลี่ยนคำถามใหม่”

“ท่านรักสามีของท่านหรือไม่?”

ร่างของหญิงชรานิ่งค้าง

ไม่ใช่ว่านางไม่อยากตอบ แต่เมื่อพยายามนึกถึงสามี นางกลับพบว่าความทรงจำเหล่านั้นเลือนรางจนน่าตกใจ

นางจำแทบไม่ได้แล้วว่าเขามีใบหน้าเช่นไร

แม้กระทั่งชื่อของเขา นางยังต้องใช้เวลานานกว่าจะนึกออก

ภาพความทรงจำในอดีตค่อย ๆ หวนกลับมาอย่างเชื่องช้า ชายหนุ่มผู้เคยยืนอยู่ข้างกาย รอยยิ้มอ่อนโยน และวันที่นางต้องเลี้ยงดูบุตรสาวเพียงลำพังหลังจากสูญเสียเขาไป

ยูรันถามต่อด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

“แล้วในวันที่สามีของท่านเสียชีวิตเพราะประเพณีนี้ ท่านเสียใจหรือไม่?”

หญิงชราไม่อาจตอบออกมาได้

แต่ลึกลงไปภายในใจ นางรู้คำตอบดีกว่าผู้ใด

นางเสียใจ

นางเคยเจ็บปวด เคยโกรธแค้น และเคยร้องไห้จนไม่เหลือน้ำตา เพราะต้องสูญเสียสามีและเลี้ยงดูบุตรสาวเพียงลำพัง

เพียงแต่กาลเวลาและความยึดติดทำให้นางหลงลืมความรู้สึกเหล่านั้นไปแล้ว

“ท่านรักตัวเอง ท่านรักบุตรสาว ท่านรักหลานสาว และท่านก็เคยรักสามีของท่าน”

ยูรันกล่าวช้า ๆ ทีละคำ

“แล้วเหตุใดท่านจึงยังยึดติดกับสิ่งที่ทำให้ท่านต้องสูญเสียคนที่รัก และกำลังทำให้บุตรสาวกับหลานสาวต้องสูญเสียสิ่งเดียวกัน?”

หญิงชรายังคงนิ่งเงียบ

แววตาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้น

“ข้ามีข้อเสนอ”

หญิงชราถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า

“ข้อเสนออะไร?”

“เรื่องตราประมุขช่างมันเถอะ อย่างที่ข้าบอก ข้าสร้างขึ้นใหม่ได้อยู่แล้ว มันก็เป็นเพียงสิ่งของชิ้นหนึ่ง”

ยูรันเอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย

“ข้าจะให้ท่านได้มองเห็นความทรงจำของตัวเองซึ่งหลงลืมไปแล้วอีกครั้ง”

“แลกกับการที่ท่านใช้เวลาสามวันสุดท้ายอยู่กับบุตรสาวและหลานสาวของท่าน เป็นอย่างไร?”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“ข้ารู้ว่าท่านต้องการเห็นความทรงจำเหล่านั้นอีกครั้ง”

หญิงชรานิ่งครุ่นคิดอยู่เป็นเวลานาน

นางยังคงลังเล ไม่รู้ว่าควรยอมปล่อยมือจากจารีตที่ยึดถือมาตลอดชีวิตหรือไม่

ทว่ายูรันกลับกล่าวประโยคหนึ่งซึ่งนางคาดไม่ถึง

“สิ่งของต่อให้สูญเสียไปก็ยังสร้างขึ้นใหม่ได้ จารีตประเพณีหากต้องการจะทำ วันหน้าเมื่อไรก็ยังทำได้”

น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลง

“แต่สิ่งที่ไม่อาจสร้างขึ้นใหม่และไม่มีวันย้อนคืนมาได้ คือช่วงเวลาที่เราได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับครอบครัว”

“ท่านเหลือเวลาเพียงสามวัน หากปล่อยให้มันผ่านไป ต่อให้เสียใจในภายหลังก็ไม่มีโอกาสแก้ไขอีกแล้ว”

ยูรันหยุดไปเล็กน้อย

“เวลาเหล่านั้นไม่สำคัญกว่าจารีตซึ่งจะหยิบกลับมาทำเมื่อไรก็ได้รึ?”

หัวใจของหญิงชราสั่นสะท้านข้าตกลงรับข้อเสนอของเจ้า

ภาพของสามี บุตรสาว และไป๋หลิงในวัยเยาว์ผุดขึ้นภายในความคิด นางยึดมั่นกับกฎเกณฑ์มานานเกินไป จนลืมไปแล้วว่าครั้งหนึ่งตนเคยต้องการเพียงใช้ชีวิตร่วมกับคนเหล่านั้นอย่างมีความสุข

ความลังเลทั้งหมดพังทลายลงในทันที

หญิงชราหลับตา ก่อนน้ำตาหยดหนึ่งจะไหลผ่านใบหน้าเหี่ยวย่น

“ได้...”

นางลืมตาขึ้นมองยูรันอีกครั้ง

“ข้าตกลงรับข้อเสนอของเจ้า”