ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 101 เจ้าคงได้เป็นหลานเขยของข้า
ยูรันพยักหน้าเล็กน้อย
“ข้าจะให้ท่านดูสองสิ่ง”
หญิงชรามองเขาอย่างตั้งใจ
“สิ่งแรกคืออดีตที่ท่านหลงลืมไปแล้ว ส่วนสิ่งที่สองคืออนาคตซึ่งจะเกิดขึ้น หากท่านยอมปล่อยวางสิ่งที่กดทับหัวใจมาตลอดชีวิต”
เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้
“เราเริ่มกันเลยแล้วกัน”
“กระจก!”
วูบ! กระจกสัจธรรมแสดงตัวออกมาอย่างรู้งาน
เพียงชั่วพริบตา ภายในห้องก็แสดงความทรงจำของหญิงชราออกมา
หญิงชรามองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
“นี่คือสมบัติชนิดใดกัน?”
“มันสามารถแสดงความทรงจำของท่านได้”
ความทรงจำค่อยๆ ดำเนินไป
เสียงหัวเราะอันคุ้นเคยดังออกมาจากอีกฟากของกระจก
ร่างของหญิงชราสั่นสะท้านทันที
นางจำเสียงนั้นได้
มันคือเสียงของสามีที่จากไปนานแสนนาน
ภาพบนผิวกระจกค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
หญิงชราเห็นตนเองในวัยสาวกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะคิดบัญชีภายในร้านค้าเล็ก ๆ ใบหน้าของนางยังอ่อนเยาว์ ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และยังไม่มีร่องรอยของความเย็นชาเช่นทุกวันนี้
ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่หน้าโต๊ะ เขาวางถุงเงินลงแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“แม่นางไป๋ เจ้าคิดเงินข้าเกินไปสองเหรียญ”
หญิงสาวในกระจกตรวจดูบัญชี ก่อนเงยหน้าขึ้นอย่างไม่พอใจ
“ข้าไม่มีทางคิดผิด”
“เช่นนั้นสองเหรียญนี้คงคิดถึงข้า จึงแอบกระโดดเข้ามาในถุงเงินเองกระมัง”
หญิงสาวพยายามทำสีหน้าเคร่งขรึม แต่สุดท้ายกลับหลุดหัวเราะออกมา
หญิงชราซึ่งนั่งอยู่หน้าเตียงมองภาพนั้นอย่างนิ่งงัน
นางจำได้แล้ว
นั่นคือวันที่นางพบกับสามีเป็นครั้งแรก
ภาพในกระจกเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ
จากร้านค้าเล็ก ๆ กลายเป็นถนนยามเย็นซึ่งมีโคมไฟแขวนเรียงราย ชายหนุ่มเดินอยู่ข้างนาง มือหนึ่งถือขนม อีกมือช่วยถือสมุดบัญชีซึ่งนางหอบมาจนเต็มแขน
เขาไม่ได้เป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง ไม่ได้เกิดจากตระกูลใหญ่ และไม่มีทรัพย์สมบัติมากมาย
แต่ทุกครั้งที่นางเหนื่อย เขาจะคอยยืนอยู่ข้างกายเสมอ
เมื่อบัญชีมีปัญหา เขาจะนั่งตรวจสอบกับนางจนถึงรุ่งเช้า เมื่อการค้าเกิดความเสียหาย เขาไม่เคยกล่าวโทษ เพียงชงชาอุ่นให้แล้วบอกว่าค่อยเริ่มต้นใหม่ในวันพรุ่งนี้
ภาพงานแต่งงานปรากฏขึ้นใต้แสงโคมสีแดง
หญิงสาวในชุดเจ้าสาวกำลังยิ้มอย่างมีความสุข ขณะที่ชายหนุ่มจับมือนางเอาไว้แน่น ราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกสามารถพรากทั้งสองออกจากกันได้
หลังจากนั้นไม่นาน ไป๋จิ้งเหวินก็ถือกำเนิดขึ้น
ชายหนุ่มอุ้มทารกน้อยอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ใบหน้าซึ่งเคยสงบนิ่งเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“นางตัวเล็กเกินไปแล้ว ข้าจะทำนางหล่นหรือไม่?”
หญิงสาวบนเตียงหัวเราะจนต้องยกมือกุมท้อง
“หากเจ้ากล้าทำลูกหล่น ข้าจะโยนเจ้าออกจากบ้าน”
“เช่นนั้นข้าคงต้องอุ้มนางให้แน่นกว่านี้”
เขาก้มมองบุตรสาวในอ้อมแขน ก่อนรอยยิ้มอ่อนโยนจะปรากฏขึ้น
“จิ้งเหวินของพ่อ ต่อไปพ่อจะดูแลเจ้าให้ดีที่สุด”
ความทรงจำดำเนินต่อไปด้วยช่วงเวลาเรียบง่าย
มีภาพชายหนุ่มแบกไป๋จิ้งเหวินตัวน้อยไว้บนบ่า วิ่งเล่นไปรอบสวน ขณะที่นางเดินตามหลังพลางตำหนิให้เขาระวัง
มีภาพครอบครัวสามคนนั่งรับประทานอาหารด้วยกัน ไป๋จิ้งเหวินทำข้าวหกเต็มโต๊ะ แต่ไม่มีผู้ใดโกรธ กลับพากันหัวเราะอย่างมีความสุข
มีภาพสามีภรรยานั่งตรวจบัญชีจนดึก ก่อนบุตรสาวตัวน้อยจะลากผ้าห่มเข้ามานอนอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา
วันเหล่านั้นไม่ได้เต็มไปด้วยสมบัติล้ำค่าหรืออำนาจยิ่งใหญ่
แต่มันเป็นช่วงเวลาที่หญิงชรามีความสุขที่สุดในชีวิต
นางเคยคิดว่าความสุขเช่นนี้จะคงอยู่ตลอดไป
กระทั่งวันที่นางต้องรับช่วงดูแลกิจการของตระกูล
เหล่าผู้อาวุโสนำหีบเงินสำรองออกมาวางกลางลาน พร้อมประกาศว่าสามีของผู้สืบทอดต้องประกอบพิธีแบกคลังเวียนเขาตามจารีตบรรพชน
หีบใบนั้นหนักหลายร้อยชั่ง เส้นทางรอบภูเขายาวหลายสิบลี้ ทั้งยังเต็มไปด้วยทางลาดชันและหินแหลมคม
นางพยายามคัดค้าน
แต่สามีกลับจับมือนางเอาไว้แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม
“ไม่เป็นไร เพียงเดินให้ครบรอบเดียวเท่านั้น”
“แต่มันอันตรายเกินไป”
“หากข้าไม่ทำ พวกเขาจะไม่มีวันยอมรับเจ้าในฐานะผู้นำอย่างแท้จริง”
เขาบีบมือนางเบา ๆ
“รอข้ากลับมาเถอะ หลังจากวันนี้จะไม่มีผู้ใดใช้เรื่องนี้กดดันเจ้าได้อีก”
ภาพในกระจกเปลี่ยนไป
ชายหนุ่มเดินเท้าเปล่าอยู่บนเส้นทางขรุขระ หีบเงินขนาดใหญ่กดทับแผ่นหลังจนร่างของเขาค่อย ๆ โค้งลงทุกขณะ
ฝ่าเท้าถูกก้อนหินบาดจนมีเลือดไหลเป็นทาง หัวไหล่แตกช้ำ ลมหายใจเริ่มติดขัด แต่เขายังคงฝืนเดินต่อไป
นางติดตามอยู่ห่าง ๆ ร้องขอให้หยุดพิธีหลายครั้ง แต่เหล่าผู้อาวุโสกลับขวางทางเอาไว้ เพราะหากมีผู้ช่วยเหลือ พิธีจะถือว่าล้มเหลว
สุดท้ายชายหนุ่มก็แบกหีบกลับมาถึงประตูตระกูล
เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นรอบด้าน
ทุกคนพากันกล่าวว่าเขาผ่านพิธีแล้ว ว่าจารีตของบรรพชนได้รับการสืบทอดอีกครั้ง
ทว่าไม่มีผู้ใดสนใจว่าร่างกายของเขาแทบไม่เหลือกำลังแล้ว
ชายหนุ่มปล่อยหีบลง ก่อนทรุดตัวเข้าสู่อ้อมแขนของภรรยา
เลือดไหลออกจากมุมปากของเขาไม่หยุด แม้นางจะเรียกหมอทั้งหมดในเมืองมา แต่ร่างกายและอวัยวะภายในของเขาก็บอบช้ำเกินกว่าจะรักษาได้
ในคืนเดียวกันนั้น เขานอนอยู่บนเตียงโดยมีภรรยากุมมือไว้แน่น
สายตาของเขาเลื่อนไปยังไป๋จิ้งเหวินตัวน้อยซึ่งกำลังร้องไห้อยู่ข้างเตียง ก่อนหันกลับมามองภรรยา
“ขอโทษนะ... ข้าคงรักษาสัญญาไม่ได้แล้ว”
หญิงสาวส่ายหน้าทั้งน้ำตา
“ไม่ เจ้าต้องไม่เป็นอะไร เจ้าบอกให้ข้ารอเจ้ากลับมาไม่ใช่หรือ? เจ้าก็กลับมาแล้ว!”
ชายหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนแรง
“ดูแลจิ้งเหวินแทนข้าด้วย”
มือที่นางกุมเอาไว้ค่อย ๆ ไร้เรี่ยวแรง
ภาพภายในกระจกหยุดลงตรงรอยยิ้มสุดท้ายของเขา
หญิงชรายกมือสั่นเทาขึ้นแตะผิวกระจก น้ำตาไหลอาบใบหน้าโดยไม่อาจควบคุม
“ข้าจำได้แล้ว...”
นางจำรอยยิ้มของเขาได้แล้ว จำเสียงหัวเราะ จำความอบอุ่นจากมือคู่นั้น และจำได้ว่าตนเคยรักเขามากเพียงใด
“เหตุใดข้าถึงลืมเจ้าไปได้...”
หญิงชราร้องไห้ออกมาราวกับกลับไปเป็นหญิงสาวในวันนั้นอีกครั้ง
ยูรันไม่ได้เอ่ยปลอบ เพียงปล่อยให้นางร้องไห้กับความทรงจำซึ่งถูกฝังมานาน
เมื่อเสียงสะอื้นค่อย ๆ เบาลง เขาจึงแตะผิวกระจกอีกครั้ง
“ต่อไปคือสิ่งที่สอง”
ภาพความตายของชายหนุ่มสลายหายไป แสงอาทิตย์อ่อนโยนค่อย ๆ ส่องเข้ามาแทนที่
ภายในกระจก หญิงชราเห็นตนเองเปิดประตูห้องออกไป
ไป๋จิ้งเหวินกับไป๋หลิงยังคงยืนรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นนางออกมา ทั้งสองต่างมีสีหน้าระมัดระวัง ราวกับไม่รู้ว่าควรเข้าหาหรือถอยหนี
หญิงชราในภาพไม่ได้ออกคำสั่งและไม่ได้กล่าวถึงจารีต
นางเพียงมองบุตรสาว ก่อนเอ่ยคำที่เก็บเอาไว้นานหลายปี
“จิ้งเหวิน แม่ขอโทษ”
ไป๋จิ้งเหวินยืนนิ่ง น้ำตาค่อย ๆ เอ่อล้นขึ้นในดวงตา
หญิงชรายื่นตราประมุขให้บุตรสาวด้วยมือสั่นเทา
“แม่คืนชีวิตของเจ้าให้แล้ว ต่อจากนี้จงเลือกทางเดินด้วยตัวเองเถอะ”
ไป๋จิ้งเหวินไม่ได้สนใจตราประมุข นางกลับโผเข้ากอดมารดาแน่น ก่อนร้องไห้ออกมาราวกับบุตรสาวตัวน้อยในอดีต
ไป๋หลิงเองก็คุกเข่าลงข้างกาย ก่อนกอดทั้งสองเอาไว้พร้อมกัน
เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่คนสามรุ่นได้โอบกอดกันโดยไม่มีจารีต หน้าที่ หรืออำนาจของตระกูลคั่นกลาง
ภาพเปลี่ยนไปเป็นโต๊ะอาหารในช่วงเย็น
หญิงชรานั่งอยู่ระหว่างบุตรสาวกับหลานสาว เบื้องหน้าเต็มไปด้วยอาหารที่ยูรันทำขึ้น นางเล่าเรื่องในวัยเด็กของไป๋จิ้งเหวินให้ไป๋หลิงฟัง ขณะที่บุตรสาวพยายามห้ามไม่ให้เปิดเผยเรื่องน่าอาย
เสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วทั้งห้อง
วันต่อมา ทั้งสามเดินเล่นด้วยกันในสวน
หญิงชรานั่งหวีผมให้ไป๋จิ้งเหวินเหมือนที่เคยทำเมื่อนางยังเป็นเด็ก ส่วนไป๋หลิงนั่งอยู่ข้าง ๆ ฟังเรื่องของท่านตาที่ไม่เคยมีโอกาสได้รู้จักอย่างตั้งใจ
พวกนางเปิดหีบเก่าและนำข้าวของของเขาออกมาดูทีละชิ้น
ครั้งนี้ไม่มีผู้ใดพยายามลืมความเจ็บปวด แต่เลือกจดจำความสุขที่เคยมีร่วมกับเขาแทน
ในวันสุดท้าย หญิงชรานำบัญญัติตระกูลออกมา ก่อนขีดฆ่าพิธีแบกคลังเวียนเขาด้วยมือตนเอง
นางเขียนข้อความใหม่ลงไปใต้กฎเดิม
“ความยากลำบากของบรรพชนมีไว้ให้ลูกหลานจดจำ มิใช่มีไว้บังคับให้ผู้ใดต้องทุกข์ทรมานซ้ำรอยเดิม”
เมื่อดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า นางกลับไปนั่งในสวนพร้อมบุตรสาวและหลานสาว
ไป๋จิ้งเหวินจับมือข้างหนึ่งของนางเอาไว้ ส่วนไป๋หลิงกุมมืออีกข้าง
ไม่มีผู้ใดพูดถึงความตาย
พวกนางเพียงนั่งชมท้องฟ้า เล่าเรื่องเก่า และหัวเราะไปด้วยกันจนแสงสุดท้ายค่อย ๆ เลือนหาย
ในอนาคตนั้น หญิงชราไม่ได้จากไปในฐานะประมุขผู้โดดเดี่ยวซึ่งกอดตราประจำตระกูลเอาไว้จนวาระสุดท้าย
นางจากไปในฐานะมารดาและท่านยาย ท่ามกลางอ้อมกอดของครอบครัว พร้อมรอยยิ้มซึ่งไม่เคยปรากฏบนใบหน้ามานานหลายสิบปี
ภาพทั้งหมดหยุดลงตรงช่วงเวลาที่คนทั้งสามกอดกัน
หญิงชรายื่นมือแตะกระจกอีกครั้ง น้ำตายังคงไหลอาบใบหน้า แต่ครั้งนี้ภายในดวงตาของนางไม่ได้มีเพียงความเศร้า
ยังมีความปรารถนาที่จะได้สัมผัสอนาคตนั้นด้วยตนเอง
“ข้าอยากกลับไปหาพวกนาง...”
เสียงของนางสั่นเครือ
“ข้ายังมีโอกาสอยู่ใช่หรือไม่?”
หญิงชรายื่นมือแตะกระจกอีกครั้ง น้ำตายังคงไหลอาบใบหน้า แต่ครั้งนี้ภายในดวงตาของนางไม่ได้มีเพียงความเศร้า
ยังมีความปรารถนาที่จะได้สัมผัสอนาคตนั้นด้วยตนเอง
“ข้าอยากกลับไปหาพวกนาง...”
เสียงของนางสั่นเครือ
“ข้ายังมีโอกาสอยู่ใช่หรือไม่?”
ยูรันพยักหน้า
“ทุกคนล้วนสมควรได้รับโอกาส แต่ก่อนออกไป ข้าขอถามท่านอีกครั้ง”
เขามองหญิงชราอย่างจริงจัง
“ท่านยาย หากได้พบพวกนางแล้ว ท่านพร้อมจะกล่าวคำขอโทษออกมาหรือไม่?”
หญิงชรานิ่งไปเล็กน้อย
ยูรันกล่าวต่อ
“คำขอโทษเป็นเพียงถ้อยคำเรียบง่ายไม่กี่คำ แต่การกล่าวมันออกมาจากหัวใจอย่างแท้จริง กลับเป็นเรื่องยากเย็นสำหรับคนเรายิ่งนัก”
“เพราะการเอ่ยคำว่าขอโทษ หมายความว่าเราต้องยอมรับว่าตนเองเคยทำผิด และยอมวางทิฐิซึ่งแบกเอาไว้มานาน”
หญิงชราหลับตาลง ก่อนนึกถึงภาพบุตรสาวและหลานสาวในกระจก
เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความลังเลทั้งหมดก็หายไปแล้ว
“ข้าพร้อม”
นางพยักหน้าด้วยความตั้งใจแน่วแน่
“ต่อให้พวกนางไม่ยอมให้อภัย ข้าก็จะกล่าวคำขอโทษออกไป”
ยูรันยิ้มเล็กน้อย ก่อนสะบัดมือสลายกระจกแห่งความทรงจำ
ขณะเขากำลังจะหมุนตัวจากไป หญิงชรากลับกล่าวขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“น่าเสียดายนัก...”
ยูรันหยุดฝีเท้า
“น่าเสียดายเรื่องใดหรือขอรับ?”
หญิงชรามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนรอยยิ้มบางเบาจะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“หากข้ามีชีวิตอยู่ได้นานกว่านี้ เจ้าคงได้เป็นหลานเขยของข้า”
“แค่ก ๆ!”
ยูรันสำลักลมหายใจทันที
“ท่านยายล้อเล่นแล้ว”
เขารีบหันหลังให้ ก่อนยกมือสลายม่านปิดกั้นเสียง
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน พวกท่านคงมีเรื่องต้องพูดคุยกันอีกมาก”
กล่าวจบ ยูรันก็เปิดประตูเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้หญิงชรานั่งมองตามด้วยรอยยิ้มซึ่งไม่ได้ปรากฏบนใบหน้ามานานหลายปี.