ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 102 ข้าอยากร้องไห้...
นอกห้อง ทุกคนกำลังเฝ้ารอด้วยความกังวล
ยูรันบอกว่าใช้เวลาเพียงครู่เดียว แต่จนถึงตอนนี้กลับผ่านไปเกือบสามชั่วยามแล้ว ดวงอาทิตย์เคลื่อนขึ้นสูงจนใกล้ถึงเวลาเที่ยง ประตูห้องยังคงปิดสนิท
ยิ่งกว่านั้น ม่านพลังซึ่งยูรันกางเอาไว้ยังปิดกั้นทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเสียงหรือจิตสัมผัส ทำให้คนด้านนอกไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าภายในกำลังเกิดอะไรขึ้น
หนานอวี้เดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไร
“เหตุใดศิษย์น้องยังไม่ออกมาอีก?”
นางหันไปมองประตู ก่อนเดินกลับมาอีกทาง
“เขาบอกว่าใช้เวลาไม่นานไม่ใช่หรือ นี่ผ่านไปสามชั่วยามจนใกล้เที่ยงแล้วนะ!”
ไป๋หลิงซึ่งนั่งรออยู่ด้านข้างเริ่มทนไม่ไหว
“หนานอวี้ เจ้าหยุดเดินสักทีจะได้หรือไม่?”
หนานอวี้หยุดฝีเท้า
“ข้ากำลังเป็นห่วงอยู่นี่!”
“แต่คนที่ควรเดินวนไปมาเพราะความกังวลควรเป็นข้า ไม่ใช่เจ้า!”
“ข้าก็กังวลแทนเจ้าไม่ได้หรือ?”
“ยิ่งเจ้าเดิน ข้ายิ่งกังวลกว่าเดิม!”
หนานอวี้คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มเดินต่อ
“เช่นนั้นข้าจะเดินให้ช้าลงแล้วกัน”
“นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าหมายถึง!”
ไป๋จิ้งเหวินไม่ได้สนใจการโต้เถียงของทั้งสอง นางนั่งกำมือแน่นอยู่บนเก้าอี้ สายตาไม่เคยละจากประตูแม้แต่ครู่เดียว
ลู่เหยียนหนิงนั่งอยู่ข้างกัน คอยจับมือนางเอาไว้
“ไม่ต้องกังวล ยูรันรับปากแล้วว่าจะจัดการ เขาย่อมไม่ทำร้ายมารดาของเจ้า”
“ข้ารู้ เพียงแต่... ข้าไม่รู้ว่านางจะยอมฟังหรือไม่”
“รออีกสักหน่อยเถอะ”
ทันใดนั้น ม่านพลังซึ่งปกคลุมห้องอยู่ก็สลายหายไป
ทุกคนเงียบเสียงพร้อมกัน ก่อนหันไปมองประตูเป็นสายตาเดียว
แอ๊ด...
ประตูค่อย ๆ เปิดออก ยูรันเดินออกมาจากด้านในด้วยสีหน้าสงบนิ่ง
ไป๋หลิงกับไป๋จิ้งเหวินลุกขึ้นทันที
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
ยูรันไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง เพียงเปิดทางให้ทั้งสอง
“ท่านแม่ไป๋ ศิษย์พี่รอง เข้าไปเถอะขอรับ”
ไป๋จิ้งเหวินมองเข้าไปภายในห้องอย่างลังเล
“แล้วมารดาของข้า...”
“นางกำลังรอพวกท่านอยู่”
ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
“มีบางคำที่ท่านยายต้องการบอกพวกท่านด้วยตนเอง แต่ก่อนเข้าไป พวกท่านต้องมอบอำนาจจัดการตระกูลชั่วคราวให้ข้ากับท่านแม่ลู่ก่อน”
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเปลี่ยนคำพูด
“ไม่สิ มอบให้ท่านแม่ลู่คนเดียวก็พอ ข้าไม่คิดจะแตะต้องงานพวกนั้นอยู่แล้ว”
ลู่เหยียนหนิงหันมามองเขาทันที
“เหตุใดจึงกลายเป็นงานของข้าเล่า?”
“เพราะท่านแม่เก่งที่สุด”
“เด็กคนนี้ปากหวานจริง ๆ”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่นางกลับไม่มีท่าทีปฏิเสธ
ไป๋หลิงขมวดคิ้ว
“เหตุใดต้องมอบอำนาจให้ฮูหยินลู่? ข้าจัดการเองได้”
“ข้ารู้ว่าศิษย์พี่รองจัดการได้”
ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่ระหว่างที่พวกท่านอยู่กับท่านยาย กิจการทั้งหมดของตระกูลไป๋จะถูกส่งให้ตระกูลลู่ช่วยดูแลชั่วคราว พวกท่านสามคนควรใช้เวลาอยู่ด้วยกันโดยไม่ต้องห่วงเรื่องงาน”
เขาหยุดไปเล็กน้อย
“ท่านยายเหลือเวลาไม่มากแล้ว อย่างมากที่สุดก็ประมาณสี่วัน”
ใบหน้าของไป๋จิ้งเหวินซีดลงทันที
“สี่วัน?”
ไป๋หลิงเองก็ยืนแข็งค้าง
ยูรันพยักหน้า
“ข้าจะช่วยประคองพลังชีวิตให้นางอยู่ได้อย่างน้อยสามวัน แต่ไม่มีทางเกินสี่วัน”
เขาถอนหายใจเบา ๆ
“ส่วนอย่างเร็วที่สุดก็คือเมื่อครู่นี้ โชคดีที่นางไม่ได้โมโหข้าจนตายไปเสียก่อน ข้าดันปากมากเสียด้วย”
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าควรเศร้าหรือควรพูดอะไรกับประโยคสุดท้ายก่อนดี
ยูรันหันไปทางลู่เหยียนหนิง
“ต้องฝากท่านแม่ลู่ด้วยนะขอรับ”
ลู่เหยียนหนิงมองไป๋จิ้งเหวิน ก่อนพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
“พวกเจ้าเข้าไปอยู่กับนางเถอะ เรื่องงานทั้งหมดส่งมาให้ข้า ข้าจะจัดการให้เอง”
ไป๋จิ้งเหวินมีสีหน้าลังเล
“แต่นี่เป็นภาระของตระกูลไป๋ ข้าจะโยนให้เจ้าได้อย่างไร?”
ลู่เหยียนหนิงบีบมือนางเบา ๆ
“งานเหล่านี้วันหน้าจะทำเมื่อไรก็ได้ แต่เวลาอยู่กับมารดาของเจ้า หากสูญเสียไปแล้วจะไม่มีวันได้คืน”
คำพูดนั้นทำให้ไป๋จิ้งเหวินเงียบลง
ท้ายที่สุด นางกับไป๋หลิงจึงนำป้ายอำนาจและเอกสารมอบหมายการจัดการชั่วคราวส่งให้ลู่เหยียนหนิง
ยูรันเปิดประตูให้ทั้งสองอีกครั้ง
“เข้าไปเถอะขอรับ อย่าปล่อยให้ท่านยายต้องรอนานกว่านี้เลย”
ไป๋จิ้งเหวินกับไป๋หลิงรีบเข้าไปภายในห้อง ก่อนปิดประตูตามหลัง เพื่อใช้เวลาที่เหลืออยู่กับหญิงชราตามลำพัง
ส่วนยูรัน ลู่เหยียนหนิง ลู่ชิงถาน หนานอวี้ และองครักษ์จางย้ายไปยังห้องทำงานอีกแห่ง เพื่อพูดคุยเรื่องตระกูลเสิ่นกับตระกูลจง
ทันทีที่ทุกคนนั่งลง ยูรันก็หันไปทางองครักษ์จาง
“ตาแก่จาง เรื่องที่ให้ไปสืบได้ความแล้วหรือยัง?”
องครักษ์จางก้มหน้าลงเล็กน้อย
“ยังไม่ได้ข้อมูลสำคัญเลยขอรับคุณชาย”
“...”
เส้นเลือดตรงขมับของยูรันปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ลู่เหยียนหนิงเห็นท่าไม่ดีจึงรีบกุมมือเขาเอาไว้
“ยูรัน เรื่องนี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไปหน่อย ตาแก่จางเองก็อายุมากแล้ว เจ้าอย่าเพิ่งอารมณ์เสียไปเลย”
องครักษ์จางคิ้วกระตุก
[แม้แต่ฮูหยินก็ไม่เรียกข้าว่าองครักษ์จางแล้ว...]
[เหตุใดทุกคนถึงเรียกข้าว่าตาแก่ตามเด็กคนนี้กันหมด?!]
ยูรันจิ๊ปากอย่างไม่พอใจ
“ช่างเถอะ ข้าจะตรวจสอบเองก็ได้”
เขาหันไปมองเอกสารกองใหญ่ภายในห้อง ก่อนถอนหายใจ
“แต่ข้าเกลียดการอ่านเอกสารที่สุด ขอเวลาข้าสักหน่อยแล้วกัน”
หนานอวี้กลับยังไม่เข้าใจ
“ข้ายังสงสัยอยู่ เย่อ้าวเทียนจะวางแผนฮุบกิจการของตระกูลไป๋ได้อย่างไร? ต่อให้มันแข็งแกร่ง ก็ใช่ว่าจะเดินเข้ามายึดร้านค้าและเงินทั้งหมดไปได้ตรง ๆ เสียหน่อย”
“เขาทำคนเดียวย่อมไม่ได้”
ยูรันตอบขณะหยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งขึ้นมา
“นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องร่วมมือกับตระกูลเสิ่นและตระกูลจง”
เขาวางสมุดลงตรงหน้า
“การทำลายตระกูลการค้าไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง เพียงตัดเส้นทางขนส่ง ทำให้คู่ค้ายกเลิกสัญญา สร้างหนี้เสีย กดราคาสินค้า แล้วค่อยซื้อกิจการที่กำลังขาดสภาพคล่อง”
“เมื่อตระกูลไป๋ไม่มีเงินหมุนเวียน ร้านค้า โกดัง และเส้นทางการค้าก็จะถูกยึดไปทีละส่วน โดยไม่ต้องเปิดศึกแม้แต่ครั้งเดียว”
หนานอวี้เริ่มเข้าใจ
“แล้วเย่อ้าวเทียนมีหน้าที่อะไร?”
“ก็คงรอปรากฏตัวเป็นผู้กอบกู้ในตอนท้าย"
ยูรันพลิกสมุดบัญชีไปอีกหน้า
“เมื่อศิษย์พี่รองหมดหนทาง เขาก็ยื่นข้อเสนอให้นางแต่งงานกับตน แล้วอ้างว่าจะอาศัยความสัมพันธ์กับตระกูลเสิ่นช่วยแก้ปัญหาให้ตระกูลไป๋”
เขาแค่นเสียงเบา ๆ
“แต่ในความเป็นจริง ต่อให้ศิษย์พี่รองยอมแต่งงาน เขาก็คงไม่ช่วย เพราะตั้งแต่แรกเขาก็เป็นพวกเดียวกับคนที่สร้างปัญหาอยู่แล้ว”
หนานอวี้กำหมัดแน่น
“ไอ้สารเลวนั่น!”
ยูรันไม่ได้ตอบ เขาใช้จิตสัมผัสกวาดผ่านสมุดบัญชีและเอกสารกองใหญ่ทีละชุดด้วยความรวดเร็ว
“จากที่ดูผ่าน ๆ พวกมันกำลังปิดกั้นสินค้าของตระกูลไป๋ โดยเฉพาะแร่กับวัตถุดิบสำคัญ”
“เมื่อรวบรวมสินค้าได้ไม่ทันกำหนด ตระกูลไป๋ก็ส่งมอบของไม่ได้และกลายเป็นฝ่ายผิดสัญญา นอกจากต้องจ่ายค่าชดเชยแล้ว ความน่าเชื่อถือยังลดลงเรื่อย ๆ”
เขาพลิกเอกสารอีกหลายแผ่น
“ดูเหมือนพ่อค้ารายเล็กกับผู้จัดหาวัตถุดิบบางส่วนจะร่วมมือด้วย ไม่ก็ถูกซื้อไปเรียบร้อยแล้ว”
ลู่ชิงถานมองเอกสารจำนวนมากซึ่งผ่านมือเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนอดถามไม่ได้
“เหตุใดท่านพี่ถึงอ่านได้รวดเร็วนักเจ้าคะ?”
ลู่เหยียนหนิงรีบกล่าวเตือนบุตรสาว
“ชิงถาน อย่าเพิ่งรบกวนยูรัน เขากำลังใช้ความคิดอยู่”
ลู่ชิงถานนิ่งค้าง
[ข้าอยากร้องไห้...]
[ดูเหมือนข้าจะสูญเสียตำแหน่งบุตรสาวของท่านแม่ไปโดยสมบูรณ์แล้ว]
ยูรันตรวจสอบเอกสารต่อไปอีกพักหนึ่ง ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ มืดลง
ทันใดนั้น เขาก็สบถออกมา
“ไอ้พวกสมองหมา ปัญญาควายเอ๊ย!”
ทุกคนภายในห้องสะดุ้งพร้อมกัน
ลู่เหยียนหนิงรีบถามด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรหรือยูรัน? เจ้าพบปัญหาร้ายแรงมากหรือ?”
ยูรันส่ายหน้า ก่อนบ่นกระปอดกระแปดด้วยความหงุดหงิด
“ไม่ใช่ปัญหาร้ายแรงอะไรเลยท่านแม่ ไอ้พวกนี้มันโง่เกินไปต่างหาก!”
เขาตบเอกสารลงบนโต๊ะ
“ใช้วิธีปัญญาอ่อนเพียงแค่ตัดเส้นทางการค้า บีบผู้จัดหาวัตถุดิบ แล้วทำให้ตระกูลไป๋ผิดสัญญา แผนมีอยู่แค่นี้ นอกจากโง่ยังจนอีก แต่ถึงกับต้องใช้เงินของสองตระกูลร่วมมือกัน! ”
ยูรันยิ่งพูด เส้นเลือดตรงขมับก็ยิ่งปูดขึ้น
“แค่นี้เองหรือ? ข้าเสียเวลานั่งอ่านเอกสารกองโตเพราะเรื่องแค่นี้เนี่ยนะ?”
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างหงุดหงิด
“บัดซบเอ๊ย เสียเวลาที่ข้าควรเอาไปทำฟาร์มหมด!”
“...”
ทุกคนมองเขาอย่างพูดไม่ออก
พวกนางนึกว่ายูรันกำลังโกรธเพราะพบแผนการอันร้ายกาจและซับซ้อน
ที่แท้เขาเพียงโมโห เพราะแผนของศัตรูง่ายเกินไปจนไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปอ่านเอกสารเท่านั้น.