ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 103 ลำเอียงชัด ๆ
ยูรันถอนหายใจ ก่อนรวบรวมเอกสารทั้งหมดมาวางไว้ตรงหน้า
“เอาเถอะ ข้าจะบอกวิธีแก้ให้ พวกมันจนถึงขนาดต้องใช้เงินของสองตระกูลร่วมกันเพื่อทำเรื่องแค่นี้ เช่นนั้นก็จัดการง่ายแล้ว”
หนานอวี้ขมวดคิ้ว
“แล้วมันง่ายอย่างไร? ข้าไม่เข้าใจ”
ยูรันหยิบถ้วยชาสองใบมาวางบนโต๊ะ
“ตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงกำลังใช้เงินกว้านซื้อแร่ภายในเมือง และจ่ายเงินให้พ่อค้ารายเล็กหยุดส่งสินค้าให้ตระกูลไป๋”
เขาหยิบเมล็ดถั่วบนจานอาหารมาวางรวมกันข้างถ้วยทั้งสอง
“แปลว่าแร่เหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน เพียงย้ายจากตลาดเข้าไปกองอยู่ในโกดังของพวกมันเท่านั้น”
ลู่ชิงถานเริ่มเข้าใจ
“หมายความว่าเงินจำนวนมากของทั้งสองตระกูลกำลังจมอยู่กับแร่ที่กักตุนไว้หรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง”
ยูรันหยิบถ้วยใบที่สามมาวางลง
“สิ่งที่พวกเราต้องทำมีเพียงติดต่อพ่อค้าในเมืองอื่น แล้วซื้อแร่จากภายนอกเข้ามาส่งมอบตามสัญญา”
หนานอวี้ถามขึ้น
“แต่การขนส่งจากเมืองอื่นย่อมมีราคาแพงกว่าไม่ใช่หรือ?”
“แพงกว่าเล็กน้อยก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยตระกูลไป๋จะไม่ผิดสัญญาและยังรักษาความน่าเชื่อถือเอาไว้ได้”
ยูรันกล่าวต่อ
“หลังจากส่งมอบสินค้าครบแล้ว ให้นำแร่ส่วนเกินจากเมืองอื่นออกมาขายในเมืองหลอมศิลาในราคาต่ำกว่าตลาด”
ลู่เหยียนหนิงดวงตาเป็นประกายขึ้นทันที
“เมื่อมีแร่จากภายนอกไหลเข้ามา การกักตุนของพวกมันก็จะหมดความหมาย ราคาของแร่ภายในเมืองจะลดลงอย่างรวดเร็ว”
“อืม”
ยูรันพยักหน้า
“เงินของตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงถูกเปลี่ยนเป็นแร่ไปเกือบหมดแล้ว พวกมันยังต้องจ่ายค่าโกดัง ค่าคุ้มกัน และเงินให้พ่อค้ารายเล็ก หากราคาตก พวกมันก็จะเริ่มขาดเงินหมุนเวียน”
“สุดท้ายจึงต้องรีบขายแร่ที่กักตุนไว้ออกมาเพื่อเอาเงินสดกลับคืน”
หนานอวี้เริ่มมองเห็นภาพ
“แล้วพวกเราก็ซื้อแร่เหล่านั้นกลับมาในราคาถูก?”
“ไม่ต้องออกหน้าเองด้วยซ้ำ ให้พ่อค้าคนกลางซื้อแทนก็พอ”
ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้
“ตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงออกเงินกว้านซื้อแร่ ช่วยขนไปเก็บ ช่วยจ่ายค่าดูแล แล้วสุดท้ายตระกูลไป๋ค่อยซื้อกลับมาในราคาต่ำกว่าครึ่ง”
หนานอวี้นิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง
“เดี๋ยวนะ... เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าพวกมันกำลังใช้เงินของตัวเองรวบรวมสินค้าให้ตระกูลไป๋หรือ?”
“ในที่สุดเจ้าก็เข้าใจ”
ยูรันชี้ไปยังเอกสารตรงหน้า
“แผนของพวกมันใช้ได้ก็ต่อเมื่อตระกูลไป๋ซื้อแร่จากภายในเมืองเท่านั้น ขอเพียงเปลี่ยนแหล่งซื้อ เงินทั้งหมดที่พวกมันทุ่มลงไปก็จะกลายเป็นกองหินราคาแพงในโกดังทันที”
ยูรันหยุดไปเล็กน้อย ก่อนหันไปทางหนานอวี้
“หากต้องการให้พวกมันเสียหายมากกว่านี้ ศิษย์พี่สาม ข้าจะทำน้อยหน่าให้ท่านสักสองสามลูก”
หนานอวี้กะพริบตา
“น้อยหน่า? เจ้าจะให้ข้าเอาผลไม้ไปทำอะไร?”
ยูรันยกมือขึ้นทำท่าถือวัตถุทรงกลม
“มันเพียงมีรูปร่างคล้ายน้อยหน่า แต่กินไม่ได้ เมื่อถึงเวลา ท่านก็แอบเข้าไปในโกดังของพวกมัน รอให้คนงานออกไปจนหมด แล้วโยนเข้าไปข้างใน”
เขากางนิ้วออก พร้อมเลียนเสียงระเบิด
“ตู้ม!”
ทุกคนภายในห้องนิ่งอึ้งไปพร้อมกัน
ยูรันชี้ไปยังกองเอกสาร
“แร่ทั้งหมดที่พวกมันใช้เงินมหาศาลกว้านซื้อมา รวมถึงโกดังที่ใช้เก็บรักษา จะหายไปพร้อมกันในพริบตา”
ดวงตาของหนานอวี้สว่างวาบ
“ทำได้จริงหรือ?”
“ได้สิ แต่ต้องรอสัญญาณจากข้าก่อน และเลือกเวลาที่ไม่มีคนอยู่ ข้าต้องการทำลายทรัพย์สิน ไม่ได้ต้องการให้คนงานที่ไม่เกี่ยวข้องตายไปด้วย”
หนานอวี้พยักหน้ารัว ๆ
“ไม่มีปัญหา เรื่องแอบเข้าไปโยนของไว้เป็นหน้าที่ข้าเอง!”
ลู่เหยียนหนิงยกมือกุมหน้าผาก
“ยูรัน นั่นไม่ใช่การตอบโต้ทางการค้าแล้วกระมัง”
“ข้ารู้ขอรับท่านแม่”
ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“นั่นเป็นแผนเสริมสำหรับกรณีที่พวกเราอยากเห็นความเสียหายอย่างชัดเจน”
เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างตรงไปตรงมา
“และข้าชอบแผนเสริมมากกว่าแผนหลัก”
ลู่เหยียนหนิงเลิกคิ้ว
“เพราะเหตุใด?”
“แผนหลักไม่อลังการงานสร้างเลยสักนิด”
“...”
ยูรันชี้ไปยังเอกสารบนโต๊ะ
“แผนหลักทำให้พวกเราได้แร่กลับมาในราคาถูกก็จริง แต่ไม่สะใจ พวกเราต้องรอให้พวกมันขาดเงิน ค่อย ๆ ลดราคา แล้วเจรจาซื้อขายกันอีกหลายรอบ น่าเบื่อจะตาย”
จากนั้นเขาก็กำมือ ก่อนกางออกอีกครั้ง
“แต่แผนเสริมโยนน้อยหน่าเข้าไปเพียงครั้งเดียว ตู้ม! โกดังหาย แร่หาย เงินที่พวกมันทุ่มลงไปก็หายทั้งหมด เห็นผลทันตาและสะใจกว่ามาก”
องครักษ์จางอดถามไม่ได้
“แต่ถ้าระเบิดแร่ทั้งหมดทิ้ง พวกเราก็จะไม่ได้สินค้ากลับมาเช่นกันไม่ใช่หรือขอรับ?”
“ใช่”
ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“แผนเสริมทำให้พวกมันสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมด ส่วนพวกเราไม่ได้อะไรกลับมา”
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนกล่าวอย่างสบายอารมณ์
“แต่ไม่เป็นไร เพราะข้ารวย”
“...”
ทุกคนภายในห้องหมดคำจะพูดพร้อมกัน
ลู่เหยียนหนิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
“สรุปแล้วเจ้าไม่ได้ต้องการแก้ปัญหาทางการค้า เพียงอยากระเบิดโกดังของพวกมันใช่หรือไม่?”
ยูรันยิ้มเล็กน้อย
“ท่านแม่ลู่ช่างเข้าใจข้ายิ่งนัก”
หนานอวี้ยกมือขึ้นทันที
“ข้าเห็นด้วยกับแผนเสริม!”
ลู่เหยียนหนิงยกมือกุมหน้าผาก
“ข้าว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยเหมาะสมนัก”
ยูรันรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงปลอบโยน
“โธ่ ท่านแม่ ท่านคิดมากเกินไปแล้ว ผ่อนคลายลงสักหน่อยเถอะ”
ลู่เหยียนหนิงมองเขาอย่างไม่เชื่อสายตา
“คนที่กำลังวางแผนระเบิดโกดังของผู้อื่น มีสิทธิ์บอกให้ข้าผ่อนคลายด้วยหรือ?”
“ท่านลองคิดตามข้าดูก่อน”
ยูรันเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงจริงจัง
“หากตระกูลไป๋ล้มละลาย ศิษย์พี่รองก็จะถูกบีบบังคับให้แต่งงานกับศิษย์พี่เย่ เมื่อจัดการตระกูลไป๋เสร็จ รายต่อไปย่อมเป็นตระกูลลู่”
รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่เหยียนหนิงค่อย ๆ เลือนหาย
ยูรันกล่าวต่อ
“เมื่อตระกูลลู่ล้มละลายและไม่มีผู้ใดปกป้องลู่ชิงถาน นางก็จะถูกจับไปเป็นเตาหลอม”
ลู่ชิงถานหน้าซีดลงทันที
“พวกมันจะสูบพลังและพลังชีวิตของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ต่อให้นางอยากตาย พวกมันก็จะใช้โอสถยื้อชีวิตเอาไว้”
“แม้ร่างกายผอมแห้งจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก นางก็ยังต้องถูกใช้เป็นเตาหลอมต่อไปจนหมดประโยชน์”
ปัง!
ลู่เหยียนหนิงกำหมัดแน่นจนที่วางแขนของเก้าอี้แตกร้าว กลิ่นอายเย็นเยียบแผ่ออกมาจากร่างของนางทันที
ยูรันถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“หากอนาคตกลายเป็นเช่นนั้น ท่านแม่ไม่แค้นหรือ?”
ลู่เหยียนหนิงหันไปมองบุตรสาว ก่อนดวงตาจะเต็มไปด้วยความโกรธ
“ผู้ใดกล้าแตะต้องชิงถาน ข้าจะฆ่ามันให้หมด!”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“นั่นแหละ”
เขายกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“มีประโยคหนึ่งที่ข้าชอบมาก เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร”
ทุกคนพยักหน้าตามโดยไม่รู้ตัว
ยูรันกล่าวต่อด้วยสีหน้าจริงจังเช่นเดิม
“แต่หากทนไม่ไหว แล้วจะระงับไปทำไม?”
“ระเบิดพวกมันทิ้งเสียก็จบ”
“เมื่อพวกมันไม่มีชีวิตเหลืออยู่ ท่านแม่ก็ไม่มีผู้ใดให้จองเวรอีกแล้ว”
“...”
ทั่วทั้งห้องเงียบสนิท
หนานอวี้รู้สึกว่าความหมายของประโยคช่วงหลังมีบางอย่างผิดแปลกไปอย่างมาก แต่เมื่อนึกถึงชะตากรรมที่ลู่ชิงถานอาจต้องพบ นางก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างหนักแน่น
“แม้จะฟังดูแปลก ๆ แต่ข้าเห็นด้วย”
องครักษ์จางเองก็กำหมัดแน่น
“ข้าเองก็เห็นด้วยขอรับ จะปล่อยให้คนพวกนั้นมีโอกาสทำร้ายคุณหนูไม่ได้เด็ดขาด!”
ลู่เหยียนหนิงพลันได้สติ ก่อนหันขวับมามองเขา
“เดี๋ยวก่อน เจ้าเพียงจงใจพูดให้ข้าโมโหไม่ใช่หรือ?!”
ยูรันหันหน้าหนีอย่างแนบเนียน
“ข้าว่าพวกเรากลับมาคุยเรื่องน้อยหน่ากันต่อดีกว่า”
เขาหันไปทางองครักษ์จาง
“ส่วนตาแก่จาง คืนนี้ท่านช่วยไปเดินเล่นรอบเมืองให้หน่อย ข้าอยากรู้ว่าพวกมันมีโกดังกี่แห่ง แต่ละแห่งใหญ่เพียงใด และตั้งอยู่ห่างจากบ้านเรือนมากแค่ไหน ข้าจะได้กะแรงให้ถูก”
องครักษ์จางประสานมือรับคำสั่งทันที
“รับทราบขอรับคุณชาย คืนนี้ข้าน้อยจะออกไปเดินเล่นให้หนำใจ และจะนำข้อมูลทั้งหมดกลับมาให้ท่าน”
ลู่ชิงถานอดถามไม่ได้
“แล้วระหว่างวันนี้ พวกเราจะทำอะไรกันต่อหรือเจ้าคะ?”
“ไม่มีอะไรทำ”
ยูรันตอบทันที
“นั่งรอตาแก่จางกลับมาเฉย ๆ”
“แล้วเหตุใดคุณชายไม่ออกไปตรวจสอบด้วยตนเองเล่าเจ้าคะ? ด้วยความสามารถของท่าน น่าจะรวดเร็วกว่ามาก”
“ไม่ได้”
“เพราะเหตุใด?”
“ถ้าข้าไปเองก็ตรวจนับเสร็จเร็วสิ”
“...”
ลู่ชิงถานนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เสร็จเร็วไม่ดีหรือเจ้าคะ?”
ยูรันถอนหายใจราวกับอีกฝ่ายถามเรื่องไร้สาระ
“หากข้าออกไปทำเอง แล้วตาแก่จางจะมีงานทำหรือ?”
องครักษ์จางซึ่งเพิ่งรู้สึกว่าตนได้รับความไว้วางใจถึงกับคอตกลงอีกครั้ง
ยูรันกล่าวต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน
“อีกอย่าง ข้าขี้เกียจออกไปเดินนับโกดังด้วย อยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ลู่ยังดีเสียกว่า ปล่อยให้ตาแก่จางไปทำงานเถอะ”
ลู่ชิงถานรีบถาม
“แล้วข้าเล่าเจ้าคะ?”
หนานอวี้เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า
“ข้าด้วย!”
ยูรันหันไปทางทั้งสอง
“เจ้าก็ไม่ได้เจ็บป่วยตรงไหนไม่ใช่หรือ?”
จากนั้นจึงหันไปทางหนานอวี้
“ส่วนศิษย์พี่สามยิ่งไม่ต้องพูดถึง ท่านเป็นผู้บำเพ็ญตน ร่างกายแข็งแรงดีอยู่แล้ว ใครจะทำอะไรท่านได้?”
เขาหันกลับมาทางลู่เหยียนหนิง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“แต่ท่านแม่ลู่อายุมากแล้ว หากข้าไม่อยู่ดูแล แล้วใครจะอยู่เป็นเพื่อนท่าน?”
รอยยิ้มของลู่เหยียนหนิงสดใสขึ้นทันที
“เด็กคนนี้ช่างกตัญญูจริง ๆ”
นางตบที่นั่งข้างกายเบา ๆ
“มานั่งข้างแม่สิ”
ยูรันเดินไปนั่งข้างนางอย่างว่าง่าย
ลู่ชิงถานมองภาพตรงหน้าด้วยความน้อยใจ
“ท่านแม่แข็งแรงกว่าข้าเสียอีกนะเจ้าคะ!”
“นั่นเป็นคนละเรื่อง”
ยูรันตอบทันที
“ต่างกันตรงไหนเจ้าคะ?”
“ท่านแม่ก็คือท่านแม่ ย่อมต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษอยู่แล้ว”
ลู่ชิงถานอ้าปาก แต่กลับหาคำโต้แย้งไม่ได้
หนานอวี้มองยูรันซึ่งกำลังรินชาให้ลู่เหยียนหนิง ก่อนพึมพำอย่างไม่พอใจ
“ลำเอียงชัด ๆ”
ลู่เหยียนหนิงยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี โดยไม่มีความคิดจะปฏิเสธข้อกล่าวหานั้นแม้แต่น้อย.