ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 104 เร็วที่สุดภายในห้าวัน
ทางด้านไป๋จิ้งเหวินกับไป๋หลิง หลังจากทั้งสองก้าวเข้าไปภายในห้อง ก็พบว่าหญิงชรากำลังนั่งรออยู่บนเตียงแล้ว
ดวงตาของนางยังคงแดงก่ำ คราบน้ำตาบนใบหน้ายังไม่แห้งสนิท แต่ความแข็งกร้าวซึ่งเคยปกคลุมอยู่ทั่วร่างกลับหายไปจนหมดสิ้น
หญิงชรามองบุตรสาวกับหลานสาวซึ่งยืนอยู่ตรงประตู ก่อนยกมืออันสั่นเทาขึ้น
“จิ้งเหวิน หลิงเอ๋อร์... เข้ามาใกล้ยายเถอะ”
สองแม่ลูกสบตากันเล็กน้อย ก่อนเดินเข้าไปหาอย่างระมัดระวัง
ยิ่งพวกนางเข้าใกล้ หญิงชราก็ยิ่งมองเห็นร่องรอยความเหนื่อยล้าบนใบหน้าของบุตรสาวชัดเจนขึ้น แม้ไป๋จิ้งเหวินจะดูสดใสขึ้นจากการดูแลของยูรัน แต่เส้นผมสีขาวและร่องรอยแห่งกาลเวลายังคงบอกเล่าถึงสิ่งที่นางต้องแบกรับมาตลอดหลายสิบปี
ภาพของเด็กหญิงตัวเล็กซึ่งเคยวิ่งตามหลังตนผุดขึ้นในความทรงจำ
ครั้งหนึ่งไป๋จิ้งเหวินเคยชอบแอบเข้ามาในห้องทำงาน นั่งอยู่ใต้โต๊ะและรอให้มารดาตรวจบัญชีเสร็จ หากรอนานเกินไป นางก็จะนอนหลับอยู่ตรงนั้นจนต้องถูกอุ้มกลับห้องทุกครั้ง
เด็กหญิงคนนั้นเคยจับชายแขนเสื้อของนางไว้แน่นและถามว่า
“ท่านแม่ เมื่อไรท่านจะว่างมาเล่นกับข้า?”
แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นเพียง
“แม่ต้องทำงาน ทุกอย่างที่แม่ทำก็เพื่อตระกูลและเพื่อตัวเจ้า”
วันหนึ่งเด็กหญิงเลิกเข้ามาถาม
นางเคยคิดว่าบุตรสาวเติบโตและรู้ความแล้ว เพิ่งจะเข้าใจในวันนี้เองว่าอีกฝ่ายเพียงเรียนรู้ว่าต่อให้อ้อนวอนอย่างไร มารดาก็ไม่มีวันเลือกนางก่อนงานของตระกูล
หญิงชรายื่นมือออกไปจับมือไป๋จิ้งเหวิน ก่อนเอ่ยคำที่ติดค้างอยู่ภายในใจมานานหลายสิบปี
“จิ้งเหวิน... แม่ขอโทษ”
ร่างของไป๋จิ้งเหวินสั่นสะท้าน
นางเคยจินตนาการถึงวันที่จะได้ยินคำนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่เมื่อมันเกิดขึ้นจริง นางกลับไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไร
หญิงชรากำมือบุตรสาวแน่นขึ้น
“แม่จำได้แล้วว่าการสูญเสียสามีเจ็บปวดเพียงใด จำได้ว่าหลังจากบิดาของเจ้าจากไป แม่เคยนั่งร้องไห้อยู่เพียงลำพังทุกคืน”
“แม่เคยสัญญากับตัวเองว่าจะไม่มีวันยอมให้เจ้าต้องพบกับความเจ็บปวดแบบเดียวกัน”
น้ำเสียงของนางเริ่มสั่นเครือ
“แต่สุดท้ายแม่กลับเป็นคนผลักเจ้าไปเผชิญชะตากรรมเดียวกับตัวเอง”
น้ำตาของไป๋จิ้งเหวินไหลลงมาอย่างเงียบงัน
“วันที่สามีของเจ้าต้องประกอบพิธี เจ้าคุกเข่าอยู่ต่อหน้าแม่ทั้งคืน ขอให้แม่ยกเลิกจารีตนั้น”
“เจ้ายอมสละสิทธิ์สืบทอด ยอมทิ้งทรัพย์สินทุกอย่าง ขอเพียงให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป”
ภาพในวันนั้นย้อนกลับเข้ามาในความคิดของหญิงชราอย่างชัดเจน
บุตรสาวของนางคุกเข่าจนหัวเข่าเต็มไปด้วยเลือด แต่ตัวนางกลับนั่งอยู่บนเก้าอี้ประมุขและกล่าวเพียงว่า
“กฎของบรรพชนไม่อาจเปลี่ยนแปลงเพราะคนเพียงคนเดียว”
หญิงชราหลับตาลงอย่างเจ็บปวด
“แม่เห็นเจ้าร้องไห้ เห็นเขาแบกหีบกลับมาด้วยร่างกายที่บอบช้ำ และเห็นเจ้าอุ้มร่างของเขาเอาไว้จนลมหายใจสุดท้าย”
“แต่แม่ยังคงหลอกตนเองว่าทั้งหมดเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากยอมรับว่าจารีตนั้นผิด ก็เท่ากับต้องยอมรับว่าการตายของบิดาเจ้าและสามีของเจ้าล้วนสูญเปล่า”
หญิงชราส่ายหน้าช้า ๆ
“แม่ไม่ได้ปกป้องตระกูล แม่เพียงใช้จารีตซ่อนความผิดของตนเอง”
ไป๋จิ้งเหวินพยายามกลั้นเสียงสะอื้น แต่สุดท้ายกลับทำไม่สำเร็จ
“ท่านแม่... ข้ารอคำนี้มานานมาก”
หญิงชราเงยหน้ามองบุตรสาวทั้งน้ำตา
“เจ้ายังยอมเรียกข้าว่าท่านแม่อยู่อีกหรือ?”
ไป๋จิ้งเหวินทรุดตัวลงคุกเข่าข้างเตียง ก่อนกอดมารดาแน่น
“ข้าเคยโกรธท่าน เคยเกลียดท่าน และเคยคิดว่าจะไม่มีวันให้อภัย”
นางซบใบหน้าลงกับบ่าของหญิงชรา
“แต่ไม่ว่าข้าจะโกรธเพียงใด ท่านก็ยังเป็นมารดาของข้าเสมอ”
หญิงชราร้องไห้ออกมา ก่อนยกแขนโอบกอดบุตรสาวเอาไว้ เหมือนวันที่อีกฝ่ายยังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยซึ่งชอบวิ่งเข้ามาหา
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงหันไปทางไป๋หลิง
“หลิงเอ๋อร์ เข้ามาหายายเถอะ”
ไป๋หลิงเม้มริมฝีปาก ก่อนคุกเข่าลงข้างมารดา
หญิงชรายกมือลูบศีรษะหลานสาวอย่างอ่อนโยน
“ยายขอโทษที่ใช้เรื่องของบิดาเจ้ามาบังคับเจ้า ขอโทษที่ทำให้เจ้ากลัวการมีครอบครัว และต้องหนีออกจากบ้านไปอยู่สำนักเพียงลำพัง”
“พิธีแบกคลังเวียนเขาจะจบลงในรุ่นของยาย จะไม่มีบุรุษคนใดต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อพิสูจน์ว่าตนคู่ควรกับสตรีตระกูลไป๋อีก”
หญิงชรานำตราประมุขออกมา ก่อนวางลงในมือของไป๋จิ้งเหวิน
“ต่อจากนี้ ตระกูลไป๋เป็นของเจ้า จงนำมันไปในเส้นทางที่เจ้าเห็นว่าถูกต้องเถอะ”
ไป๋จิ้งเหวินไม่ได้สนใจตราประมุข นางเพียงดึงไป๋หลิงเข้ามากอดด้วยกัน
คนสามรุ่นโอบกอดกันอยู่บนเตียง เสียงร้องไห้ซึ่งถูกกักเก็บมานานหลายสิบปีดังขึ้นภายในห้อง
ไม่มีผู้ใดกล่าวถึงฐานะผู้นำ ไม่มีผู้ใดพูดถึงจารีตหรือหน้าที่ของตระกูล
ในช่วงเวลานั้น พวกนางเป็นเพียงมารดา บุตรสาว และหลานสาวที่กำลังพยายามตามหาครอบครัวซึ่งเคยสูญเสียไป
หลังจากร้องไห้กันอยู่พักใหญ่ บรรยากาศภายในห้องก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
หญิงชราเริ่มเล่าเรื่องในอดีต เรื่องที่นางได้พบกับสามีเป็นครั้งแรก เรื่องที่เขาชอบแกล้งทำเป็นคิดบัญชีผิดเพื่อหาเหตุผลมาพบนาง และเรื่องที่เขาเคยทำอาหารจนไหม้ทั้งครัว แต่ยังยืนยันให้นางกินเพราะไม่ต้องการเสียของ
ไป๋จิ้งเหวินหัวเราะทั้งน้ำตา
“ข้ายังจำได้ ท่านพ่อบอกว่าอาหารจานนั้นเป็นสูตรลับของตระกูล แต่หลังจากข้ากินไปคำหนึ่ง ข้าก็ปวดท้องอยู่สามวัน”
“เขายังโทษว่าเป็นเพราะกระเพาะของเจ้าไม่แข็งแรงพอ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นเป็นครั้งแรกภายในห้องแห่งนี้
จากนั้นไป๋จิ้งเหวินก็เล่าถึงสามีของตนเอง
นางเล่าว่าเขาไม่ใช่บุรุษที่แข็งแกร่ง ไม่เคยมีความทะเยอทะยานยิ่งใหญ่ แต่กลับยอมตื่นขึ้นมาทำอาหารให้ภรรยากับบุตรสาวทุกเช้า
ทุกครั้งที่นางตรวจบัญชีจนดึก เขาจะนั่งรออยู่ข้างกาย แม้ช่วยอะไรไม่ได้มากก็ยังยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้นางทำงานอยู่เพียงลำพัง
เมื่อไป๋หลิงยังเด็กและไม่ยอมนอน เขาจะอุ้มนางเดินไปรอบคฤหาสน์จนกว่าจะหลับ บางคืนต้องเดินอยู่นานหลายชั่วยาม แต่ไม่เคยบ่นแม้แต่คำเดียว
ไป๋หลิงนั่งฟังเรื่องของบิดาที่ตนแทบจำไม่ได้ด้วยดวงตาแดงก่ำ
“ท่านพ่อเป็นคนเช่นนั้นหรือเจ้าคะ?”
ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
“อืม เขารักเจ้ามาก”
หญิงชรามองบุตรสาวกับหลานสาว ก่อนถอนหายใจด้วยความอาลัย
“บุรุษที่ยอมยืนอยู่ข้างสตรีในวันที่นางเหนื่อยล้า ไม่รังเกียจภาระของครอบครัว และยังดูแลคนรอบตัวโดยไม่เรียกร้องสิ่งตอบแทน หาได้ยากยิ่งนัก”
ภายในความคิดของนางพลันปรากฏภาพยูรัน
ชายหนุ่มผู้นั้นดูแลไป๋จิ้งเหวินโดยไม่รู้สึกรังเกียจ กล้าเข้ามาพูดกับหญิงชราที่ใกล้ตาย และยังยอมแบกรับปัญหาภายในตระกูลเพื่อให้ไป๋หลิงได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัว
หญิงชราหันไปมองหลานสาว ก่อนรอยยิ้มพึงพอใจจะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“หลิงเอ๋อร์ เด็กที่ชื่อยูรันนั่น เป็นสามีที่ดีจริง ๆ”
“แค่ก ๆ ๆ!”
ไป๋หลิงสำลักลมหายใจทันที นางรีบยกมือปิดปาก ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง
แม้แต่ไป๋จิ้งเหวินยังชะงัก ก่อนหันไปมองบุตรสาวด้วยสายตาประหลาดใจ
“ท่านแม่ เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น?”
หญิงชรายิ้มบาง ๆ
“เขารู้จักเอาใจใส่ผู้อื่น ทั้งยังยอมเสียเวลาช่วยคลี่คลายปัญหาภายในตระกูลของเรา บุรุษที่มีความสามารถและรู้จักดูแลครอบครัวเช่นนี้ หาได้ยากยิ่ง”
นางหันกลับไปมองไป๋หลิง ดวงตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู
“หากหลิงเอ๋อร์ได้แต่งงานกับเขา ยายก็คงวางใจได้”
“ท่านยาย! ข้ากับศิษย์น้องไม่ได้เป็นอย่างที่ท่านคิดนะ!”
ไป๋หลิงรีบปฏิเสธ ทว่าใบหน้ากลับแดงก่ำไปจนถึงใบหู ยิ่งทำให้คำพูดของนางฟังดูไม่น่าเชื่อถือขึ้นไปอีก
ไป๋จิ้งเหวินยังคงลูบหลังให้บุตรสาว แต่สายตาที่มองนางกลับเต็มไปด้วยคำถาม
หญิงชราไม่ได้สนใจคำปฏิเสธนั้น นางเพียงถอนหายใจออกมาเบา ๆ
“ยายอยากมีชีวิตอยู่ให้นานกว่านี้ อย่างน้อยก็จนกว่าจะถึงวันแต่งงานของพวกเจ้าสองคน”
น้ำเสียงของนางเจือความเสียดายอย่างไม่อาจปิดบัง
“น่าเสียดายที่ยายคงไม่มีโอกาสได้เห็นวันนั้นแล้ว”
“แค่ก ๆ ๆ ๆ ๆ!”
คราวนี้ไป๋หลิงไอหนักกว่าเดิม จนไป๋จิ้งเหวินต้องรีบช่วยลูบหลังให้ ทว่าสายตาของผู้เป็นมารดากลับไม่ยอมละไปจากใบหน้าที่แดงก่ำของบุตรสาวแม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดว่า หลังจากนี้ไป๋หลิงคงต้องอธิบายเรื่องของตนกับยูรันให้มารดาฟังอย่างละเอียดเสียแล้ว
ตัดภาพกลับมายังเรือนรับรองของตระกูลเสิ่น
ภายในห้องลับชั้นใต้ดิน เย่อ้าวเทียนกำลังนั่งอยู่ร่วมกับชายหนุ่มอีกสองคน
ผู้หนึ่งคือ เสิ่นจงเว่ย นายน้อยแห่งตระกูลเสิ่น ผู้ควบคุมเหมืองแร่และเส้นทางขนส่งส่วนใหญ่ของเมืองหลอมศิลา
อีกผู้หนึ่งคือ จงหยวน นายน้อยแห่งตระกูลจง ผู้มีอำนาจเหนือร้านค้า โรงหลอม และกลุ่มพ่อค้ารายย่อยกว่าครึ่งเมือง
บนโต๊ะเบื้องหน้าของทั้งสามเต็มไปด้วยสมุดบัญชี แผนที่เส้นทางการค้า รายชื่อคู่สัญญา ตลอดจนตราประทับของพ่อค้าซึ่งถูกซื้อตัวเอาไว้แล้ว
เสิ่นจงเว่ยใช้นิ้วเคาะลงบนแผนที่
“ขั้นแรกดำเนินการไปเกือบสมบูรณ์แล้ว ตระกูลเสิ่นของข้ากว้านซื้อแร่เหล็กดำ ทองแดงเพลิง และหินหลอมวิญญาณจากเมืองใกล้เคียงเอาไว้เกินเจ็ดส่วน”
“พ่อค้ารายใดที่ยังไม่ยอมขาย ข้าก็ให้คนเสนอราคาสูงกว่าตระกูลไป๋ถึงสามเท่า พวกมันไม่มีทางปฏิเสธ”
จงหยวนแสยะยิ้ม ก่อนเลื่อนสมุดบัญชีอีกเล่มออกมา
“ส่วนตระกูลจงได้ควบคุมขบวนรถและเรือขนส่งเกือบทั้งหมดแล้ว ต่อให้ตระกูลไป๋หาซื้อแร่จากที่อื่นได้ พวกมันก็ไม่มีทางขนสินค้าเข้ามาในเมืองทันเวลา”
“หากคิดใช้เส้นทางตะวันออก ขบวนสินค้าจะพบกับโจรป่า”
“หากใช้เส้นทางเหนือ สะพานข้ามหุบเขาจะเกิดการชำรุดอย่างกะทันหัน”
“ส่วนเส้นทางใต้ พวกเราซื้อเจ้าหน้าที่ด่านตรวจเอาไว้แล้ว เพียงอ้างว่าสินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน ก็สามารถกักขบวนรถของพวกมันไว้ได้อย่างน้อยสิบวัน”
เย่อ้าวเทียนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“สัญญาการค้าของตระกูลไป๋กำหนดส่งสินค้าเมื่อใด?”
“เร็วที่สุดภายในห้าวัน”