คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 106 ศิลปะคือการระเบิด!7,872 ตัวอักษร

ตอนที่ 106 ศิลปะคือการระเบิด!

ยูรันยกมือขึ้นวาดเป็นวงกลมกลางอากาศ

“ก่อนใช้ ข้าจะวางค่ายกลกักเขตเอาไว้รอบโกดัง แรงระเบิดจะไม่กระจายออกด้านข้าง แต่จะถูกบีบให้พุ่งขึ้นไปบนฟ้าแทน ต่อให้ยืนดูอยู่ใกล้ ๆ ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนลูกหลง”

หนานอวี้ตบโต๊ะดังปัง

“ดี! เช่นนี้ข้าก็โยนได้อย่างสบายใจแล้ว!”

องครักษ์จางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

[เหตุใดพวกเขาจึงพูดเรื่องระเบิดโกดังราวกับกำลังหารือว่าจะจุดดอกไม้ไฟกัน?]

ลู่เหยียนหนิงยกมือกุมขมับ แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่อีกสองตระกูลกำลังวางแผนกับบุตรสาวของตน นางก็ไม่ได้เอ่ยห้าม

ไป๋หลิงกลับยังคงสงบนิ่ง

“แล้วข่าวร้ายเล่า?”

“นั่นสิ ข่าวร้ายต่างหากที่สำคัญ”

ยูรันเดินไปนั่งลง ก่อนรินชาให้ตนเองอย่างไม่รีบร้อน

“ที่เหมืองร้างฝั่งตะวันตก ข้าพบค่ายกลผนึกปราณซ่อนอยู่หนึ่งชุด ภายในหุบเขามีสัตว์อสูรถูกขังไว้หลายตัว ยังมีผู้ฝึกตนกลุ่มหนึ่งปลอมตัวเป็นโจรซุ่มอยู่ตามจุดต่าง ๆ”

สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันที

ยูรันกล่าวต่อ

“ข้ายังพบรถม้าของตระกูลไป๋ เสื้อผ้าผู้คุ้มกัน เลือดสัตว์ และหลักฐานปลอมที่เตรียมโยนความผิดให้พ่อค้ารายย่อยอีกหลายชิ้น”

ไป๋จิ้งเหวินหน้าซีดลง

“พวกมันคิดจะทำอะไร?”

“หากข้าเดาไม่ผิด พวกมันคงคิดล่อศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่สามเข้าไปในเหมือง จากนั้นเปิดค่ายกลผนึกตบะ ปล่อยสัตว์อสูรกับโจรปลอมออกมาโจมตี”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“พอทั้งสองคนตกอยู่ในอันตราย ศิษย์พี่เย่ก็จะปรากฏตัวอย่างสง่างาม สะบัดกระบี่ไม่กี่ครั้ง สังหารสัตว์อสูรที่ถูกควบคุมไว้ แล้วแสร้งรับการโจมตีแทนศิษย์พี่รองจนได้รับบาดเจ็บ”

เขาวางถ้วยชาลง ก่อนทำท่าประสานมือด้วยสีหน้าจริงจัง

“จากนั้นก็คงพูดว่า ‘ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สาม ข้าเป้นศิษย์เอกยอดเขาจันทรา หากมีข้าอยู่จะไม่มีใครทำอะไรพวกท่านได้ทั้งนั้น’ อะไรทำนองนั้น”

“อุบ!”

หนานอวี้รีบยกมือปิดปาก แต่สุดท้ายก็ยังหลุดหัวเราะออกมา

ไป๋หลิงมีสีหน้าเย็นเยียบ

“เย่อ้าวเทียนคิดใช้แผนต่ำช้าเช่นนี้กับข้าจริงหรือ?”

“ไม่รู้สิ ข้าจะไปรู้ความคิดของเขาได้อย่างไร?”

ยูรันยักไหล่ ก่อนเลียนแบบน้ำเสียงเย่อ้าวเทียนในวันนั้น

“แต่ดูจากตอนทำภารกิจครั้งแรก อยู่ดี ๆ เขาก็โพล่งขึ้นมาว่า ‘เจ้ามาทำภารกิจหรือมาเที่ยวเล่นกันแน่? หึ! ภารกิจง่ายดายเพียงนี้ ข้าจะจัดการเอง พวกเจ้ารออยู่เฉย ๆ เถอะ!’”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวสรุป

“จากนิสัยที่ชอบแสดงตนเป็นวีรบุรุษของเขา ข้าเดาว่าแผนน่าจะออกมาประมาณนี้”

ลู่ชิงถานยกมือขึ้นอย่างลังเล

“เอ่อ... ข้าขอแทรกสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”

ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน

“คือว่า... เย่อ้าวเทียนผู้นี้สติไม่ดีหรือเปล่าเจ้าคะ? เหตุใดยิ่งฟังก็ยิ่งดูเหมือนคนปัญญาอ่อน?”

เป๊าะ!

ยูรันดีดนิ้วทันที

“เจ้ากับเยว่หลีพูดเหมือนกันไม่มีผิด ข้าเองก็คิดว่าเขาเหมือนคนปัญญาอ่อน”

เขาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง

รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่ชิงถานแข็งค้างเล็กน้อย

[เยว่หลีอีกแล้ว...]

หนานอวี้กับไป๋หลิงเหลือบมองนาง ก่อนหันกลับไปมองยูรันพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ทว่าชายหนุ่มกลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

ยูรันกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ

“สัตว์อสูรเหล่านั้นถูกฝังตราควบคุมเอาไว้ทั้งหมด กลุ่มโจรก็เตรียมเส้นทางหลบหนีไว้แล้ว กระทั่งตำแหน่งที่ศิษย์พี่เย่จะกระโดดลงมายังถูกทำเครื่องหมายเอาไว้เรียบร้อย”

ทุกคนภายในห้องเงียบกริบ

แผนการถูกเตรียมไว้อย่างละเอียดถึงเพียงนี้ หากไป๋หลิงกับหนานอวี้หลงเข้าไปโดยไม่รู้ตัว พวกนางอาจเชื่อจริง ๆ ว่าเย่อ้าวเทียนเสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วยเหลือ

ไป๋จิ้งเหวินกำมือแน่น

“ข่าวร้ายที่เจ้าว่าคือเรื่องนี้สินะ?”

“ท่านแม่ไป๋ มันจะไปใช่ได้ยังไง"

ยูรันส่ายหน้าอย่างจริงจัง

“แผนพวกนั้นข้ารู้หมดแล้ว ก็ต้องไม่นับสิ”

ทุกคนชะงักพร้อมกัน

ไป๋หลิงสูดหายใจลึก ก่อนถามอย่างอดทน

“ถ้าเช่นนั้น ข่าวร้ายคืออะไร?”

ยูรันถอนหายใจยาว ราวกับกำลังเผชิญปัญหาใหญ่หลวง

“ข้ายังไม่รู้ว่าศิษย์พี่เย่คิดจะใช้วิธีใดล่อศิษย์พี่รองออกไปต่างหาก”

“...”

หนานอวี้นิ่งค้างไปหลายอึดใจ ก่อนเส้นเลือดบนหน้าผากจะปูดขึ้นทีละเส้น

“อ๊ากกกกก!”

นางพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อยูรันแล้วเขย่าอย่างแรง

“ที่เจ้าเล่ามาทั้งหมดไม่ใช่ข่าวร้าย แต่ข่าวร้ายของเจ้าคือยังไม่รู้ว่าไอ้สารเลวนั่นจะใช้ข้ออ้างอะไรล่อศิษย์พี่รองออกไปอย่างนั้นหรือ?! ข้าจะบีบคอเจ้าให้ตายไปเลย!”

ยูรันปล่อยให้ร่างกายโยกไปมาตามแรงเขย่า ก่อนตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“ก็ใช่น่ะสิ หากรู้คำเชิญล่วงหน้า พวกเราจะได้เตรียมบทละครตอบกลับให้สมจริงหน่อย”

มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ข้าอยากเห็นเขาคิดว่าแผนกำลังจะสำเร็จ แล้วค่อยรู้ตัวว่าทุกอย่างพังหมด จากนั้นก็กระอักเลือดออกมาอีกสักสองสามคำ”

ยูรันนึกภาพตาม ก่อนหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

“ฮ่า ๆ ๆ! แค่คิดก็ตลกแล้ว!”

มือของหนานอวี้ที่กำลังเขย่าคอเสื้อเขาหยุดชะงัก

นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“มีเหตุผล...ข้าเองก็อยากเห็นไอ้สารเลวนั่นกระอักเลือดเหมือนกัน”

ยูรันยกมือจัดคอเสื้อของตนให้เข้าที่ ก่อนกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“เอาเถอะ เรื่องแผนหลอกล่อนั่นจัดการไม่ยาก ศิษย์พี่รองไม่ต้องตอบรับสิ่งใดก็สิ้นเรื่อง”

เขาหันไปทางไป๋หลิง

“ไม่ว่าจะเป็นจดหมายลับ ข่าวเกี่ยวกับหลักฐาน พ่อค้าถูกจับตัว หรือคำเชิญจากผู้ใดก็ปล่อยผ่านไปทั้งหมด ต่อให้มีคนมาร้องไห้คุกเข่าอยู่หน้าประตู ท่านก็ไม่ต้องออกไป”

ไป๋หลิงพยักหน้า

“ข้าเข้าใจแล้ว”

“ช่วงนี้ท่านอยู่เป็นเพื่อนท่านยายไป๋เถอะ”

น้ำเสียงของยูรันอ่อนลงเล็กน้อย

“ตอนแรกข้าคิดว่านางยังเหลือเวลาอีกสามวัน แต่ดูจากสภาพตอนนี้ คงเหลือเพียงสองวันเท่านั้น”

บรรยากาศภายในห้องเงียบลงทันที

ไป๋หลิงกำมือบนตักแน่น ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“อืม ข้าจะอยู่กับท่านยายจนถึงวาระสุดท้าย”

ยูรันไม่ได้กล่าวปลอบโยน เพียงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

“พวกเราจะรอจนกว่าท่านยายไป๋จะจากไปอย่างสงบ หลังจัดการเรื่องภายในตระกูลเรียบร้อยแล้ว ค่อยลงมือกับโกดังของพวกมัน”

จากนั้นเขาก็หันไปกำชับหนานอวี้ด้วยสีหน้าจริงจังยิ่งกว่าเดิม

“ศิษย์พี่สาม ตอนจุดระเบิด ท่านต้องตะโกนว่า ‘ศิลปะคือการระเบิด!’ ด้วยนะ”

ยูรันยกนิ้วขึ้นทำท่ากดบางสิ่งกลางอากาศ

“พอดีคราวนี้ข้าจะทำเป็นแบบกดปุ่ม เดี๋ยวข้าจะนำพวงน้อยหน่าไปฝังไว้ตามจุดต่าง ๆ ให้เอง เมื่อท่านกดปุ่ม พวกมันก็จะทำงานพร้อมกันทั้งหมด”

เขากางมือทั้งสองข้างออก ก่อนทำท่าระเบิดครั้งใหญ่

“จากนั้นก็ตู้ม!”

“...”

บรรยากาศเศร้าหมองภายในห้องถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี

หนานอวี้กลับตาเป็นประกาย นางลุกพรวดขึ้น ก่อนชูนิ้วออกมาราวกับกำลังจะกดปุ่มในจินตนาการ

“ศิลปะคือการระเบิด!”

จากนั้นจึงกดนิ้วลงอย่างแรง

“ตู้ม!”

ยูรันยกนิ้วโป้งให้นางทันที

“สมบูรณ์แบบ!”

เขาหันไปทางลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวิน ก่อนกล่าวอย่างมั่นใจ

“รับรองว่าท่านแม่ลู่กับท่านแม่ไป๋ต้องชอบแน่นอน ข้าจะบังคับแรงระเบิดให้พุ่งขึ้นไปบนฟ้า แล้วทำให้กลุ่มควันด้านบนแผ่ออกเป็นรูปเห็ดด้วยนะ งดงามมากเลยละ”

ลู่เหยียนหนิงชะงัก

“รูปเห็ด?”

“ใช่ เห็ดดอกใหญ่มาก มองเห็นได้จากทั่วทั้งเมืองเลย”

ยูรันพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ

[จะบอกพวกนางไม่ได้ว่ามันคือดอกเห็ดจากระเบิดนิวเคลียร์]

[ไม่เช่นนั้นข้าคงต้องอธิบายอีกยาวว่านิวเคลียร์คืออะไร]

หนานอวี้ยิ่งฟังก็ยิ่งตื่นเต้น

“ศิษย์น้อง ข้าขอกดหลายครั้งได้หรือไม่?”

“ไม่ได้ กดเพียงครั้งเดียวโกดังทั้งหมดก็หายไปแล้ว ท่านจะกดครั้งที่สองใส่อะไร?”

“น่าเสียดาย...”

หนานอวี้คอตกลงทันที

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนคำพูดกะทันหัน

“แต่เอาเข้าจริง ข้าสามารถแยกปุ่มกดตามพื้นที่ได้นะ แบ่งโกดังออกเป็นหลายเขต เผื่อทุกคนอยากมีส่วนร่วมด้วย”

เขาหันไปทางลู่เหยียนหนิง

“ท่านแม่ลู่ไม่อยากลองกดสักครั้งหรือ? ขอบอกเลยว่าสะใจมาก”

ลู่เหยียนหนิงชะงัก ก่อนรีบส่ายหน้า

“ข้าเป็นถึงประมุขตระกูล จะให้ไปเล่นสนุกกับเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร?”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“เช่นนั้นข้าจะเตรียมปุ่มของท่านแม่ไว้ต่างหาก หากถึงเวลาแล้วท่านไม่ต้องการจริง ๆ ค่อยยกให้ผู้อื่น”

“...”

ลู่เหยียนหนิงนิ่งเงียบ ไม่ได้ปฏิเสธอีก

หนานอวี้หรี่ตามองนาง

“ฮูหยินลู่ ท่านกำลังอยากลองอยู่ใช่หรือไม่?”

“ข้าเพียงคิดว่า ในเมื่อยูรันตั้งใจเตรียมให้ หากปฏิเสธไปคงทำร้ายน้ำใจเด็ก”

ลู่ชิงถานคิ้วกระตุก

[ท่านแม่ เหตุผลนั้นฟังไม่ขึ้นเลยแม้แต่น้อย]

ยูรันหันไปทางไป๋จิ้งเหวินต่อ

“ท่านแม่ไป๋กดโกดังหลักดีหรือไม่? แค่คิดว่านั่นคือเงินและทรัพย์สินที่พวกมันรวบรวมเอาไว้เพื่อทำลายตระกูลของท่าน แล้วกดลงไปให้เต็มแรง”

ไป๋จิ้งเหวินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“หากเป็นโกดังหลัก... ข้าขอกดเอง”

“ท่านแม่ไป๋!”

ไป๋หลิงมองมารดาอย่างไม่อยากเชื่อ

ไป๋จิ้งเหวินหลบสายตาบุตรสาว ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

“แม่ไม่ได้ต้องการแก้แค้น เพียงแค่อยากทำลายเครื่องมือที่พวกมันคิดใช้เล่นงานตระกูลเราเท่านั้น”

ยูรันยกนิ้วโป้งให้ทันที

“เหตุผลดีมาก เช่นนั้นตกลงตามนี้”

หนานอวี้รีบยกมือขึ้นสูง

“แล้วของข้าเล่า?”

“ท่านได้โกดังใหญ่ที่สุด”

“ยอดเยี่ยม!”

ลู่ชิงถานค่อย ๆ ยกมือขึ้นตาม

“แล้วข้ามีปุ่มด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”

ยูรันพยักหน้า

“ทุกคนมีหมด แม้แต่ตาแก่จางก็มี”

องครักษ์จางสะดุ้ง

“ขะ... ข้าด้วยหรือขอรับ?”

“แน่นอน ท่านเดินนับโกดังมาตลอดคืน อย่างน้อยก็ควรได้กดทำลายสิ่งที่ตัวเองนับมาสักแห่ง จะได้ไม่รู้สึกว่าเสียแรงเปล่า”

องครักษ์จางนิ่งคิด ก่อนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“คุณชายกล่าวมีเหตุผลขอรับ”