ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 110 ข้ารวย
ช่วงเวลานี้ยังไม่ดึกมากนัก
หลังผ่านไปหนึ่งก้านธูป เปลวไฟตรงปลายธูปในมือยูรันก็ดับลง
ความมืดมิดซึ่งปกคลุมทั่วทั้งคฤหาสน์ค่อย ๆ เลือนหาย ตะเกียงวิญญาณและเปลวเทียนทุกดวงกลับมาส่องสว่างอีกครั้ง ราวกับเหตุการณ์อัศจรรย์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
มีเพียงร่างของหญิงชราที่หายไป และดวงดาวดวงใหม่บนฟากฟ้าเท่านั้นที่ยืนยันว่าทุกสิ่งเป็นความจริง
ผู้คนยังคงคุกเข่าอยู่กับพื้น หลายคนมีน้ำตาอาบแก้ม ขณะที่ไป๋จิ้งเหวินกับไป๋หลิงยังคงเงยหน้ามองดวงดาวดวงนั้นอย่างอาลัย
ท่ามกลางบรรยากาศอันโศกเศร้า ยูรันกลับตบมือเบา ๆ หนึ่งครั้ง
“เอาละ ขั้นตอนต่อไป”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกัน
“ข้าขอตัวไปฝังพวงน้อยหน่าและวางค่ายกลก่อน พวกท่านก็ใช้เวลานี้ปรับอารมณ์กันไปนะ”
เขาชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า
“เที่ยงคืนพวกเราค่อยมารวมตัวกันดูดอกเห็ดยักษ์”
“...”
ยังไม่ทันมีผู้ใดกล่าวอะไร ร่างของยูรันก็หายวับไปจากกลางอากาศทันที
ทิ้งให้ผู้คนซึ่งยังไม่ทันหลุดพ้นจากความเศร้าโศก นั่งมึนงงอยู่ทั่วทั้งลาน
เมื่อครู่พวกเขายังร่วมพิธีส่งวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์และงดงามอยู่เลย เหตุใดพริบตาเดียวจึงเปลี่ยนมาเตรียมชมการระเบิดโกดังได้?
หนานอวี้ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา ก่อนบ่นออกมาอย่างอดไม่ได้
“ศิษย์น้องไม่คิดจะร้องไห้บ้างหรืออย่างไร? คนทั้งคฤหาสน์ร้องไห้กันหมด มีเพียงเขาคนเดียวที่ยังทำหน้าเฉย”
นางเงยหน้ามองทิศทางที่ยูรันหายตัวไป
“จิตใจของเขาทำด้วยอะไรกัน เหตุใดจึงแข็งถึงเพียงนี้?”
ไป๋หลิงนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา
“ข้าไม่คิดว่าเขาไม่รู้สึกอะไร”
“แล้วเหตุใดจึงไม่ร้อง?”
ไป๋หลิงมองดวงดาวบนท้องฟ้า
“บางทีเขาอาจผ่านการจากลามามากเสียจนเข้าใจแล้วว่า น้ำตาไม่ใช่วิธีเดียวในการแสดงความอาลัย”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าเห็นด้วย
“เขาไม่ได้ร้องไห้ แต่ทุกสิ่งที่ทำให้ท่านยายในคืนนี้ ย่อมแสดงความรู้สึกได้ชัดเจนยิ่งกว่าน้ำตาเสียอีก”
หนานอวี้ครุ่นคิดตามอยู่พักหนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างยอมรับ
“ก็จริง...”
นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมา
“ว่าแต่พวกเราต้องไปรวมตัวดูดอกเห็ดยักษ์ที่ใด?”
“...”
ทุกคนหันมามองนางพร้อมกัน
ดูเหมือนหนานอวี้จะปรับอารมณ์ของตนเองได้เร็วกว่าที่คาดเอาไว้มาก.
ลู่ชิงถานเช็ดน้ำตาบนใบหน้า ก่อนประคองมารดาของตนให้ลุกขึ้น
“พวกเราเข้าไปข้างในกันก่อนเถอะเจ้าค่ะ รอท่านพี่กลับมาแล้วค่อยออกมาดู... ดอกเห็ดยักษ์พร้อมกัน”
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
ไป๋จิ้งเหวินหันไปทางบ่าวรับใช้และผู้คุ้มกันซึ่งยังรวมตัวกันอยู่ทั่วลาน
“พวกเจ้าแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ สำหรับคืนนี้ พิธีส่งวิญญาณถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว”
“ขอรับ!”
“เจ้าค่ะ!”
คนของตระกูลไป๋ประสานมือคารวะไปยังดวงดาวบนฟากฟ้าเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนทยอยแยกย้ายกันไป
ส่วนไป๋จิ้งเหวิน ไป๋หลิง ลู่เหยียนหนิง ลู่ชิงถาน หนานอวี้ และองครักษ์จางกลับมารวมตัวกันภายในห้องทำงาน
เมื่อทุกคนนั่งลงแล้ว ไป๋หลิงจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น
“สรุปแล้วเย่อ้าวเทียนกำลังวางแผนอะไรกันแน่?”
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้าพอเข้าใจว่าเขาต้องการตัวข้า และคิดใช้แผนช่วยสาวงามเพื่อสร้างบุญคุณ แต่ข้ายังไม่เข้าใจว่าการกระทำทั้งหมดเชื่อมโยงกับตระกูลเสิ่นและตระกูลจงอย่างไร”
หนานอวี้ไม่ได้ตอบคำถามในทันที กลับมองศิษย์พี่ด้วยความเป็นห่วง
“ศิษย์พี่รอง ท่านไม่เป็นอะไรแล้วหรือ?”
ไป๋หลิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้ามองดวงดาวซึ่งยังสามารถมองเห็นได้จากหน้าต่าง
“ข้าย่อมยังเสียใจ แต่ท่านยายจากไปโดยไม่มีสิ่งใดค้างคา ข้าเองก็ไม่ควรทำให้นางต้องเป็นห่วง”
นางสูดหายใจลึก แล้วพยายามยิ้มออกมา
“อีกอย่าง ศิษย์น้องคงไม่อยากเห็นข้าจมอยู่กับความเศร้าไปตลอด”
ไป๋หลิงเลียนแบบน้ำเสียงของยูรัน
“เขาคงพูดว่า ‘มีแต่พวกโง่เท่านั้นแหละที่จมอยู่กับความโศกเศร้า คนตายจากไปอย่างสงบแล้ว พวกเจ้าจะนั่งร้องไห้ให้เขาเป็นห่วงทำไม?’”
ทุกคนภายในห้องนิ่งคิด ก่อนพยักหน้าพร้อมกัน
“เหมือนมาก”
“เขาต้องพูดเช่นนี้แน่นอน”
แม้แต่ลู่เหยียนหนิงยังอดอมยิ้มไม่ได้
เมื่อบรรยากาศผ่อนคลายลง นางจึงเริ่มอธิบาย
“จากเอกสารที่ยูรันตรวจสอบ ตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงร่วมมือกันมาระยะหนึ่งแล้ว”
“ตระกูลเสิ่นใช้เงินกว้านซื้อแร่จากเมืองหลอมศิลาและพื้นที่โดยรอบ ขณะที่ตระกูลจงควบคุมเส้นทางขนส่งและซื้อตัวพ่อค้ารายย่อย เพื่อไม่ให้มีผู้ใดส่งวัตถุดิบให้ตระกูลไป๋”
ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้า
“ช่วงนี้สินค้าประเภทแร่ขาดแคลนอย่างผิดปกติ ราคายังสูงขึ้นถึงสามเท่า ที่แท้เป็นฝีมือของพวกมัน”
ลู่ชิงถานกล่าวต่อ
“เป้าหมายคือทำให้ตระกูลไป๋ไม่มีวัตถุดิบส่งมอบตามสัญญา เมื่อผิดสัญญาหลายฉบับพร้อมกัน พวกท่านก็ต้องจ่ายค่าชดเชยจำนวนมหาศาล”
“หลังจากนั้นพวกมันจะปล่อยข่าวว่าตระกูลไป๋กำลังล้มละลาย ทำให้คู่ค้าถอนตัวและเจ้าหนี้เข้ามาทวงเงินพร้อมกัน”
ลู่เหยียนหนิงรับช่วงต่อ
“เมื่อตระกูลไป๋ขาดเงินหมุนเวียน ตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงก็จะส่งคนเข้ามาซื้อร้านค้า โกดัง เส้นทางการค้า และสัญญาต่าง ๆ ในราคาถูก”
“หากไม่ยอมขาย เจ้าหนี้ซึ่งถูกพวกมันซื้อตัวเอาไว้แล้วก็จะยื่นเรื่องยึดทรัพย์”
สีหน้าของไป๋หลิงเย็นชาลงเรื่อย ๆ
“ส่วนเย่อ้าวเทียนจะรอจนตระกูลของข้าหมดหนทาง แล้วปรากฏตัวในฐานะผู้ช่วยเหลือ?”
“ถูกต้อง”
หนานอวี้ตบโต๊ะอย่างไม่พอใจ
“ไอ้สารเลวนั่นคงเสนอตัวช่วยเจรจากับตระกูลเสิ่น โดยมีเงื่อนไขให้ท่านแต่งงานกับมัน!”
ไป๋หลิงแค่นเสียงเย็น
“ทั้งที่ทุกอย่างเป็นแผนซึ่งพวกมันร่วมมือกันสร้างขึ้นตั้งแต่แรก”
“ยังไม่หมดเพียงเท่านั้นเจ้าค่ะ”
ลู่ชิงถานกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“หลังตระกูลไป๋ล่มสลาย อำนาจการค้าในเมืองจะตกอยู่ในมือตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงเกือบทั้งหมด จากนั้นเป้าหมายต่อไปก็คือตระกูลลู่”
“พวกมันจะตัดเส้นทางสมุนไพร บีบให้ตระกูลของข้าผิดสัญญาส่งมอบโอสถ แล้วใช้วิธีเดียวกันยึดกิจการทั้งหมด”
ไป๋หลิงหันไปมองนาง
“แล้วเหตุใดพวกมันจึงต้องการตัวเจ้า?”
ลู่ชิงถานลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนตอบ
“เพราะร่างกายของข้าเป็นกายาพิเศษ สามารถถูกใช้เป็นเตาหลอมได้ หากเป็นไปตามสิ่งที่ท่านพี่คาดการณ์ หลังตระกูลลู่พ่ายแพ้ ข้าจะถูกส่งให้ตระกูลจง”
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบชั่วขณะ
องครักษ์จางกำหมัดแน่น ขณะที่ลู่เหยียนหนิงมีแววตาเย็นเยียบ
หนานอวี้จึงรีบเล่าถึงแผนอีกส่วนหนึ่ง
“ส่วนเหมืองร้างฝั่งตะวันตก พวกมันเตรียมค่ายกลผนึกปราณ สัตว์อสูร และโจรปลอมเอาไว้แล้ว”
“พวกมันคงส่งข่าวลวงบางอย่างมาหลอกให้ศิษย์พี่รองออกไปตรวจสอบ ข้าเองก็น่าจะติดตามไปด้วย”
“เมื่อพวกเราติดกับ เย่อ้าวเทียนก็จะกระโดดลงมาจากตำแหน่งที่เตรียมไว้ เอาชนะสัตว์อสูรซึ่งถูกควบคุม แสร้งรับการโจมตีแทนพวกเรา แล้วทำตัวเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงาม!”
ไป๋หลิงเริ่มมองเห็นภาพทั้งหมด
“เท่ากับว่าเขาต้องการสร้างบุญคุณกับข้าสองชั้น”
“ชั้นแรกคือช่วยชีวิตจากกับดักซึ่งพวกมันสร้างขึ้นเอง ส่วนชั้นที่สองคือช่วยตระกูลไป๋จากวิกฤตที่พวกมันร่วมกันก่อขึ้น”
“ใช่”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า
“หากเจ้าปฏิเสธการแต่งงาน ผู้คนภายนอกก็จะมองว่าเจ้าไม่รู้จักตอบแทนบุญคุณ ทั้งที่ความจริงแล้วเขาคือหนึ่งในผู้ที่ทำลายตระกูลของเจ้า”
ไป๋จิ้งเหวินสูดหายใจลึก
“แผนการละเอียดและชั่วช้ายิ่งนัก พวกมันวางกับดักเอาไว้แทบทุกทางแล้ว”
หนานอวี้กลับมีสีหน้าประหลาด
“แต่ว่าศิษย์น้องบอกว่าแผนนี้ปัญญาอ่อนมากนะ”
“...”
ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน
ลู่ชิงถานกล่าวอย่างระมัดระวัง
“บางทีคำว่า ‘ปัญญาอ่อน’ ของท่านพี่ อาจไม่ได้ใช้มาตรฐานเดียวกับคนทั่วไปก็ได้เจ้าค่ะ”
ทุกคนครุ่นคิด ก่อนพยักหน้าเห็นด้วยอีกครั้ง
หลังจากนั่งรออยู่พักหนึ่ง ประตูห้องทำงานก็ถูกผลักเปิดออก
ยูรันเดินเข้ามาด้วยท่าทางสบาย ๆ ไม่มีแม้แต่ฝุ่นติดเสื้อผ้า ราวกับเพิ่งออกไปเดินเล่นภายในสวน ไม่ได้ลอบเข้าไปวางระเบิดตามโกดังของศัตรูทั่วทั้งเมือง
“อ้าว อยู่ที่นี่กันเองหรือ ข้าหาตั้งนาน”
ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน
หนานอวี้รีบถาม
“เจ้าไปจัดการทุกอย่างเสร็จแล้วหรือ?”
“เสร็จแล้ว เร็วกว่าที่คิดนิดหน่อย”
ยูรันเดินไปนั่งลง ก่อนรินชาให้ตนเอง
“ข้ามีข่าวดีหนึ่งเรื่องกับข่าวร้ายอีกหนึ่งเรื่อง”
ไม่มีผู้ใดรีบถาม เพราะเริ่มเรียนรู้แล้วว่าข่าวดีและข่าวร้ายของยูรัน มักไม่ได้มีความหมายเหมือนของคนทั่วไป
ยูรันกล่าวต่อเอง
“ข่าวดีคือข้าเดินเข้าไปตรง ๆ แล้วฝังพวงน้อยหน่าไว้กลางโกดังของพวกมันเรียบร้อยแล้ว”
ไป๋หลิงเลิกคิ้ว
“เดินเข้าไปตรง ๆ?”
“อืม ผู้คุ้มกันยืนเฝ้ากันเต็มไปหมด แต่ไม่มีผู้ใดมองเห็นข้า ข้าจึงไม่จำเป็นต้องแอบ”
“...”
ยูรันจิบชาหนึ่งคำ ก่อนกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
“นอกจากโกดังของตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงแล้ว ข้ายังฝังไว้ในโกดังของตระกูลไป๋และตระกูลลู่ด้วย”
“อะไรนะ?!”
ไป๋จิ้งเหวินลุกพรวดขึ้น
แม้แต่ไป๋หลิงยังเบิกตากว้าง
“เหตุใดเจ้าต้องระเบิดโกดังของพวกเราด้วย?”
“เพื่อไม่ให้พวกมันสงสัย”
ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
“หากมีเพียงโกดังของสองตระกูลนั้นถูกทำลาย ต่อให้โง่เพียงใดก็ต้องรู้ว่าถูกจงใจเล่นงาน แต่หากโกดังของตระกูลไป๋ระเบิดไปพร้อมกัน พวกมันจะคิดว่าเป็นฝีมือของศัตรูจากภายนอก หรือไม่ก็สมบัติบางอย่างเกิดปัญหา”
เขายกนิ้วขึ้น
“ข้าเลือกเฉพาะโกดังที่มีของไม่สำคัญมากนัก ความเสียหายสามารถชดเชยได้ด้วยการซื้อแร่จากนอกเมือง หรือใช้เงินที่พวกมันต้องจ่ายหลังผิดสัญญาก็ได้”
ไป๋จิ้งเหวินขมวดคิ้ว
“แต่ตอนนี้ตระกูลไป๋ไม่มีเงินมากพอจะซื้อแร่จากนอกเมืองจำนวนมหาศาล”
“อ๋อ ท่านแม่ไป๋ไม่ต้องกังวล”
ยูรันวางถ้วยชาลง
“ข้ารวย”
“แต่ตอนนี้ตระกูลไป๋ไม่มีเงินมากพอจะซื้อแร่จากนอกเมืองจำนวนมหาศาล”
“อ๋อ ท่านแม่ไป๋ไม่ต้องกังวล”
ยูรันวางถ้วยชาลง
“ข้ารวย”