คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 111 ฮ่า ๆ! สนุกจริง ๆ ด้วย!8,917 ตัวอักษร

ตอนที่ 111 ฮ่า ๆ! สนุกจริง ๆ ด้วย!

ไป๋จิ้งเหวินมองเขาอย่างไม่แน่ใจ ก่อนหันไปทางลู่เหยียนหนิงราวกับต้องการคำยืนยัน

ลู่เหยียนหนิงกลับไม่มีท่าทีแปลกใจ นางเพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ

“เขาพูดจริง”

“เจ้ารู้ได้อย่างไร?”

“ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ข้าเห็นเด็กคนนี้จ่ายเงินประมูลของวิเศษหลายล้านเหรียญวิญญาณโดยไม่กะพริบตา ทั้งยังสั่งซื้อสัตว์อสูรจำนวนมหาศาลราวกับกำลังเดินเลือกผักอยู่ในตลาด”

ลู่เหยียนหนิงวางถ้วยชาลง ก่อนตบหลังมือสหายเบา ๆ

“เดี๋ยวเจ้าก็ชินเอง ตอนแรกข้าก็ไม่ชินเหมือนกัน”

“...”

“แต่ตอนนี้พอมีเจ้าเด็กนี่อยู่ ข้ากลับรู้สึกว่าปัญหาซึ่งเคยคิดว่าใหญ่โต ไม่ได้ร้ายแรงถึงเพียงนั้นแล้ว”

นางเหลือบมองยูรันด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

ลู่ชิงถานมองเขาอย่างสงสัย

“แล้วข่าวร้ายเล่าเจ้าคะ?”

“อ๋อ เรื่องนั้น...”

ยูรันถอนหายใจอย่างผิดหวัง

“ศิษย์พี่เย่ยังจมอยู่ท่ามกลางกองนารีภายในหอนางโลม พร้อมกับนายน้อยตระกูลเสิ่นและนายน้อยตระกูลจง”

เขาส่ายหน้าอย่างระอา

“ไม่รู้ติดใจอะไรกันนักหนา บางทีพวกเขาอาจคิดว่าแผนสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง จึงปล่อยตัวปล่อยใจ ไม่ยอมรีบดำเนินการขั้นต่อไปเสียที”

“จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีจดหมายลับ ไม่มีผู้คุ้มกันบาดเจ็บ และไม่มีข่าวปลอมใดถูกส่งมาล่อศิษย์พี่รองออกไปเลย”

หนานอวี้หรี่ตามองเขา

“เดี๋ยวก่อน ข่าวร้ายที่แท้จริงของเจ้าคืออะไร?”

ยูรันถอนหายใจยาวกว่าเดิม

“ข่าวร้ายคือข้าอุตส่าห์คิดแผนตอบโต้ เตรียมบทการแสดง และจัดตำแหน่งให้ทุกคนยืนดูศิษย์พี่เย่กระอักเลือดเอาไว้แล้ว”

“แต่คืนนี้พวกเราต้องระเบิดโกดัง หากเขามัวแต่กอดสตรีอยู่ในหอนางโลม พวกเราคงไม่ได้ชมละครตามที่วางแผนไว้”

“ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”

ทุกคนมองยูรันอย่างไร้คำพูด

หนานอวี้ตบโต๊ะดังปัง

“สุดท้ายข่าวร้ายของเจ้าก็คือ ไม่ได้เห็นเย่อ้าวเทียนกระอักเลือดอีกแล้วสินะ!”

“ใช่สิ”

ยูรันตอบอย่างจริงจังราวกับสูญเสียโอกาสสำคัญ

“พวกท่านไม่เสียดายกันบ้างหรือ? ข้าอุตส่าห์วางแผนเอาไว้หมดแล้ว ทั้งบทพูด ตำแหน่งยืน และจังหวะเปิดเผยความจริง สุดท้ายกลับไม่ได้ใช้สักอย่าง”

เขาถอนหายใจ

“คราวก่อนแค่ลู่ชิงถานบอกว่าเป็นคนรักคนที่สอง เขายังกระอักเลือดออกมาตั้งสามคำ หากคราวนี้รู้ว่าแผนทั้งหมดถูกพวกเรามองออกตั้งแต่แรก อย่างน้อยต้องได้สักห้าคำ”

ลู่ชิงถานนึกถึงภาพเย่อ้าวเทียนทรุดลงกับพื้น ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย

“ครั้งก่อนเขากระอักเลือดได้มากจริง ๆ เจ้าค่ะ พื้นบริเวณนั้นแดงไปหมดเลย”

หนานอวี้เริ่มมีสีหน้าเสียดาย

“นั่นสิ คราวก่อนข้ามัวแต่ตกใจจนมองไม่ชัด คราวนี้อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะยืนดูใกล้ ๆ”

ไป๋หลิงกล่าวอย่างเย็นชา

“ข้าไม่ได้อยากเห็นเขากระอักเลือดสักนิด”

ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน

ไป๋หลิงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“แต่หากกระอักเพราะรู้ว่าแผนต่ำช้าของตนล้มเหลว... ข้ายอมรับว่าคงน่าดูอยู่บ้าง”

ยูรันดีดนิ้วดังเป๊าะ

“เห็นไหม? ทุกคนเสียดายเหมือนข้า”

ไป๋จิ้งเหวินกวาดตามองผู้คนรอบโต๊ะด้วยสีหน้าสับสน

“เดี๋ยวก่อน นี่พวกเจ้าเคยรวมตัวกันแอบดูเย่อ้าวเทียนกระอักเลือดมาแล้วหรือ?”

ยูรัน หนานอวี้ ไป๋หลิง ลู่เหยียนหนิง ลู่ชิงถาน และองครักษ์จางพยักหน้าพร้อมกัน

“เคย”

ไป๋จิ้งเหวินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

นางเพิ่งกลับมาร่วมวงได้ไม่นาน เหตุใดจึงรู้สึกว่าตนพลาดเรื่องสนุกไปมากมายเช่นนี้?

ยูรันเงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนตบมือเรียกความสนใจ

“เอาละ ถึงเวลาแล้ว เดี๋ยวข้าจะพาทุกคนขึ้นไปข้างบน”

เขาหันไปมองลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวิน

“ต้องรีบหน่อย หากดึกกว่านี้จะไม่ดีต่อสุขภาพของท่านแม่ลู่กับท่านแม่ไป๋ พวกท่านเป็นคนธรรมดา ไม่ควรอดนอนนานเกินไป”

จากนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนไปยังองครักษ์จาง ซึ่งเป็นคนธรรมดาเช่นเดียวกัน

“ส่วนตาแก่จาง... ช่างเถอะ”

องครักษ์จางคิ้วกระตุกทันที

“เดี๋ยวก่อนขอรับ ข้าเองก็เป็นคนธรรมดาและอายุมากแล้วเหมือนกัน เหตุใดคุณชายจึงไม่เป็นห่วงสุขภาพข้าบ้าง?”

“ท่านเป็นบุรุษก็อดทนเอาหน่อยสิ”

“มันเกี่ยวกับการเป็นบุรุษด้วยหรือขอรับ?!”

“เกี่ยวสิ เรื่องนี้ข้าสองมาตรฐานอยู่แล้ว”

องครักษ์จางอ้าปากค้าง แต่กลับไม่อาจหาคำใดมาโต้แย้งได้

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินหันหน้าหนีอย่างแนบเนียน ทว่ามุมปากของทั้งสองกลับยกขึ้นเล็กน้อย

ลู่ชิงถานมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยความสงสัย

“ท่านพี่บอกว่าจะพาขึ้นไปข้างบน หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”

“ก็พาทุกคนขึ้นไปพร้อมกันนี่แหละ ออกมายืนกลางลานก่อน”

แม้ยังไม่เข้าใจ แต่ทุกคนก็เดินตามเขาออกไปอย่างเชื่อฟัง

ยูรันสะบัดมือเบา ๆ ม่านพลังโปร่งใสพลันแผ่ขยายออก ก่อนโอบล้อมทุกคนเอาไว้ภายใน

“ยืนให้มั่นนะ”

สิ้นเสียง ร่างของทุกคนก็พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเร็วสูง

วูบ!

คฤหาสน์ตระกูลไป๋เล็กลงอย่างรวดเร็ว หลังคาบ้านเรือนทั่วเมืองค่อย ๆ เรียงตัวอยู่เบื้องล่าง ขณะที่แสงจากตะเกียงตามถนนเปลี่ยนเป็นจุดเล็ก ๆ ราวกับหมู่ดาวอีกผืนหนึ่งบนพื้นดิน

เพียงไม่กี่ลมหายใจ พวกเขาก็ขึ้นมาอยู่สูงเสียจนเมืองหลอมศิลาทั้งเมืองดูเล็กลงไปกว่าครึ่ง

ยูรันหยุดม่านพลังไว้กลางอากาศ ก่อนก้มลงมองเมืองเบื้องล่างอย่างประเมินระยะ

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าระเบิดจะพุ่งขึ้นมาสูงเพียงใด คิดว่าสูงเท่านี้น่าจะพอแล้ว”

ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน

หนานอวี้ถามด้วยสีหน้าแข็งค้าง

“เจ้าไม่แน่ใจ แล้วเหตุใดไม่พาพวกเราขึ้นไปให้สูงกว่านี้อีก?”

“หากสูงเกินไปจะมองไม่เห็นชัดสิ ข้าอุส่าตั้งใจทำมากนะ”

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก!”

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังโต้เถียง ลู่ชิงถานเหลือบมองความสูงเบื้องล่าง ก่อนขยับเข้าไปกอดแขนยูรันอย่างแนบเนียน

“ท่านพี่ ที่นี่สูงมากเลยเจ้าค่ะ ข้ารู้สึกกลัวเล็กน้อย ขอกอดแขนท่านเอาไว้ได้หรือไม่?”

“ได้สิ ระวังอย่ามองลงไปมากแล้วกัน”

ลู่ชิงถานยิ้มออกมาทันที ก่อนกอดแขนเขาแน่นกว่าเดิม

ลู่เหยียนหนิงมองบุตรสาวของตนด้วยสายตาว่างเปล่า

[ลูกคนนี้ช่างแสดงได้เก่งเสียจริง...]

[ตั้งแต่เล็กจนโต ข้าไม่เคยเห็นนางกลัวความสูงแม้แต่ครั้งเดียว]

หนานอวี้จิ๊ปากอย่างไม่พอใจ

“ชิ ลำเอียงเสียจริง...”

ไป๋หลิงกลับไม่ได้สนใจเรื่องความลำเอียงของยูรัน นางก้มลงมองใต้ฝ่าเท้าของตนด้วยความสงสัย

ทั้งที่ไม่มีพื้น ไม่มีเรือเหาะ และไม่มีกระบี่บินรองรับ แต่ความรู้สึกใต้ฝ่าเท้ากลับมั่นคงไม่ต่างจากยืนอยู่บนพื้นดินจริง ๆ

“ศิษย์น้อง นี่คือวิชาอะไร?”

นางลองใช้ปลายเท้ากดลงไปเล็กน้อย พื้นที่ว่างเปล่าใต้เท้ากลับรองรับน้ำหนักเอาไว้โดยไม่มีการสั่นไหว

“ข้ารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนพื้น ทั้งที่พวกเราอยู่กลางอากาศ”

ไป๋หลิงหันมองยูรันด้วยสายตาประหลาดใจ

“เจ้าอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน ไม่น่าจะสามารถพาคนจำนวนมากเหาะขึ้นมาได้ถึงเพียงนี้ ขนาดข้าอยู่ขอบเขตแก่นทองคำ หากต้องการบินยังต้องอาศัยกระบี่บินเลย”

“อ๋อ วิชานี้เรียกว่าเหยียบเวหา”

ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“เป็นวิชาที่ทำให้เดินบนอากาศได้เหมือนเดินอยู่บนพื้นดินนั่นแหละ”

“เหยียบเวหา...”

ไป๋หลิงทวนชื่อวิชา ก่อนก้มมองใต้ฝ่าเท้าตนเองอีกครั้ง

“แต่ต่อให้เจ้าเดินบนอากาศได้ แล้วพวกข้าเล่า? ในที่นี้ยังมีคนธรรมดาอยู่ตั้งหลายคน”

“ข้าดัดแปลงวิชาเล็กน้อย”

ยูรันยกเท้าขึ้นแตะอากาศเบา ๆ ระลอกพลังโปร่งใสพลันแผ่ขยายออกไปโดยรอบ

“เดิมทีเหยียบเวหารองรับเพียงผู้ใช้ ข้าจึงขยายอาณาเขตของมันออกมา แล้วเชื่อมทุกคนเข้ากับพลังของข้า”

“ตราบใดที่ยังอยู่ภายในเขตนี้ พวกท่านก็สามารถยืน เดิน หรือนั่งบนอากาศได้เหมือนอยู่บนพื้น ต่อให้เป็นคนธรรมดาก็ไม่ตกลงไปหรอก”

ไป๋หลิงอึ้งไปทันที

“เจ้าดัดแปลงวิชาบินให้กลายเป็นพื้นที่ซึ่งพาคนธรรมดาขึ้นมายืนกลางอากาศได้ แล้วเรียกสิ่งนี้ว่า ‘ดัดแปลงเล็กน้อย’ หรือ?”

“อืม”

ยูรันพยักหน้า

“แค่ขยายพื้นที่รองรับออกมาเท่านั้น ไม่ได้ยากอะไร”

ยูรันเหลือบมองไป๋หลิง ก่อนถามขึ้น

“หรือว่าศิษย์พี่รองอยากเรียน?”

ไป๋หลิงหันกลับมาทันที

“เจ้าจะสอนข้าหรือ?”

“เรื่องนั้นค่อยว่ากันหลังจากดูดอกไม้ไฟเสร็จแล้ว”

ยูรันหยิบป้ายขนาดเท่าฝ่ามือออกมาหลายอัน ก่อนแจกให้ทุกคนคนละหนึ่งชิ้น

บนป้ายแต่ละอันมีปุ่มนูนขนาดเล็กอยู่ตรงกลาง ส่วนด้านหลังสลักภาพโกดังซึ่งเชื่อมโยงกับพวงน้อยหน่าคนละแห่ง

หนานอวี้พลิกป้ายในมือไปมาอย่างสนใจ

“แค่กดตรงนี้ก็ระเบิดแล้วหรือ?”

“ถูกต้อง กดเพียงครั้งเดียวก็พอ อย่ากดย้ำ เดี๋ยวเจ้าของโกดังจะคิดว่าพวกเราโกรธแค้นพวกเขามากเกินไป”

ทุกคนรับป้ายมาถือเอาไว้

ยูรันยกป้ายของตนขึ้นสูง

“ข้าจะเริ่มให้ดูก่อนนะ”

เขาสูดหายใจเข้าลึก ก่อนตะโกนออกมาจนเสียงดังก้องไปทั่วท้องฟ้า

“ศิลปะมันคือการระเบิดดดดดดดดดดดดดดดดดด!”

กริ๊ก!

นิ้วของยูรันกดลงบนปุ่มกลางป้าย

ชั่วขณะต่อมา แสงสว่างพลันปะทุขึ้นจากโกดังแห่งหนึ่งทางทิศตะวันออกของเมือง

ตู้ม!

เสียงระเบิดดังกึกก้องจนพื้นดินทั่วเมืองสั่นสะเทือน เปลวเพลิงและกลุ่มควันพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรุนแรง

ผู้คนซึ่งอยู่บนพื้นด้านล่างมองเห็นเพียงโกดังที่เกิดการระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน แรงทั้งหมดถูกค่ายกลกักเอาไว้ภายในขอบเขต จึงไม่มีบ้านเรือนโดยรอบได้รับความเสียหาย

แต่ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของคนซึ่งยืนอยู่เหนือเมืองกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

เปลวเพลิงซึ่งพุ่งขึ้นมาถูกค่ายกลเปลี่ยนเป็นเส้นแสงนับพัน ก่อนแผ่ขยายออกเป็นลวดลายดอกไม้ขนาดมหึมา กลีบแสงสีแดงทองเบ่งบานอยู่เหนือเมือง ท่ามกลางประกายระยิบระยับซึ่งร่วงหล่นลงมาราวกับฝนดาวตก

ทุกคนอ้าปากค้างพร้อมกัน

ยูรันกางแขนออก ก่อนหัวเราะอย่างมีความสุข

“ฮ่า ๆ! เป็นอย่างไร ระเบิดของข้าสวยใช่หรือไม่?”

เขาหันกลับมามองทุกคน

“ยังรออะไรกันอยู่ กดระเบิดสิ!”

หนานอวี้ได้สติเป็นคนแรก ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น

นางชูป้ายขึ้น ก่อนตะโกนตามสุดเสียง

“ศิลปะมันคือการระเบิด!”

กริ๊ก!

ตู้ม!

โกดังขนาดใหญ่ทางทิศเหนือระเบิดขึ้นทันที เส้นแสงสีแดงพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า ก่อนแตกกระจายออกเป็นรูปวิหคเพลิงกางปีก

“ฮ่า ๆ! สนุกจริง ๆ ด้วย!”

ลู่ชิงถานรีบกดป้ายในมือเป็นคนต่อมา

กริ๊ก!

ตู้ม!

ตามมาด้วยลู่เหยียนหนิง ไป๋หลิง และองครักษ์จาง

กริ๊ก! กริ๊ก! กริ๊ก!

ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!

เสียงระเบิดดังขึ้นจากหลายพื้นที่ทั่วเมืองอย่างต่อเนื่อง เปลวเพลิงหลากสีพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนเปลี่ยนเป็นลวดลายดวงดาว เสี้ยวจันทร์ และดอกไม้นานาชนิด

สุดท้าย เหลือเพียงไป๋จิ้งเหวินที่ยังไม่ได้กดป้าย

นางก้มมองปุ่มตรงกลาง ก่อนนึกถึงคำสั่งเสียของมารดา

“กดให้เต็มแรง ถือว่าเสียงระเบิดเหล่านั้นเป็นเสียงส่งวิญญาณของแม่”

ไป๋จิ้งเหวินเงยหน้ามองดวงดาวดวงใหม่บนฟากฟ้า

“ท่านแม่ โปรดดูให้ดีนะเจ้าคะ”

นิ้วของนางกดลงไปอย่างหนักแน่น

กริ๊ก!

ตู้ม!

เสียงระเบิดครั้งสุดท้ายดังกึกก้องกว่าครั้งใด

เปลวเพลิงจากโกดังหลักของตระกูลเสิ่นพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนเชื่อมต่อกับลวดลายทั้งหมดซึ่งปรากฏอยู่ก่อนแล้ว งดงามมาก