คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 114 หมออยู่ไหนนนนนน8,261 ตัวอักษร

ตอนที่ 114 หมออยู่ไหนนนนนน

ช่วงเย็นของวันนั้น ขณะที่ทุกคนยังคงอยู่ภายในห้องรับรอง คนรับใช้ตระกูลไป๋ผู้หนึ่งก็รีบร้อนวิ่งเข้ามารายงาน

“ท่านประมุข คุณหนูใหญ่ มีแขกมาขอพบขอรับ!”

ไป๋จิ้งเหวินวางถ้วยชาในมือลง

“ผู้ใดมาหรือ?”

“เขาบอกว่าตนมีนามว่าเย่อ้าวเทียน เป็นศิษย์จากสำนักเมฆาจันทร์ และต้องการพบคุณชายยูรันกับคุณหนูใหญ่ขอรับ”

ทันทีที่ได้ยินชื่อเย่อ้าวเทียน ยูรันก็ลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้

“โอ้! ในที่สุดก็มาถึงเสียที!”

เขาตบมือลงบนโต๊ะดังปัง ก่อนตะโกนลั่น

“ทุกคนเตรียมตัว!”

ผู้คนภายในห้องสะดุ้งพร้อมกัน

หนานอวี้กลับมีดวงตาเป็นประกาย นางรีบลุกตามทันที

“ศิษย์น้อง เจ้าคิดจะทำอะไร?”

ยูรันยกนิ้วขึ้นราวกับกำลังวางแผนการครั้งสำคัญ

“ขั้นแรก ข้าจะออกไปพบเขาคนเดียวก่อน เพื่อดูว่าเขามาหาข้าด้วยเรื่องใด”

จากนั้นเขาก็หันไปทางไป๋หลิง

“ศิษย์พี่รองรออยู่ที่นี่สักครู่ เมื่อข้าให้สัญญาณ ท่านค่อยเดินตามออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ แล้วแสร้งถามว่า ‘ท่านพี่ เย่อ้าวเทียนมาทำไมหรือ?’”

ไป๋หลิงชี้นิ้วเข้าหาตนเอง

“ข้าด้วยหรือ?”

“แน่นอน หากไม่มีท่านแล้วละครเรื่องนี้จะเล่นต่อได้อย่างไร?”

ยูรันเดินเข้าไปใกล้ ก่อนลดเสียงลงอย่างตื่นเต้น

“หลังจากนั้นพวกเราก็บอกศิษย์พี่เย่ว่า เรากำลังจะแต่งงานกัน”

“อะไรนะ?!”

ไป๋หลิงอุทานออกมาทันที ใบหน้าขึ้นสีแดงอย่างรวดเร็ว

“ข้าตกลงจะแต่งงานกับเจ้าตั้งแต่เมื่อใด?”

“แค่การแสดงเท่านั้น ศิษย์พี่รองอย่าคิดมากสิ”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“หากครั้งนี้ได้ยินว่าท่านกำลังจะแต่งงานกับข้า...”

ยูรันหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งแล้วหัวเราะอย่างชั่วร้าย

“รอบนี้เขาต้องร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือดแน่นอน ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”

ลู่ชิงถานซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างมีรอยยิ้มแข็งค้าง

“ท่านพี่จำเป็นต้องใช้เรื่องแต่งงานด้วยหรือเจ้าคะ?”

“จำเป็นสิ เรื่องธรรมดาใช้กับศิษย์พี่เย่มาหลายครั้งแล้ว คราวนี้ต้องเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกระดับ ไม่เช่นนั้นเขาอาจเริ่มมีภูมิต้านทาน”

“...”

ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าเหตุใดการทำให้คนกระอักเลือดจึงถูกอธิบายราวกับการปรุงยาที่ต้องเพิ่มปริมาณตัวยา

ไป๋หลิงกำลังจะปฏิเสธ ทว่าไป๋จิ้งเหวินกลับยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ

“แม่คิดว่าแผนนี้ไม่เลว”

“ท่านแม่!”

“เป็นเพียงการแสดงไม่ใช่หรือ?”

ไป๋จิ้งเหวินตอบด้วยสีหน้าไร้เดียงสา แต่ภายในใจกลับนึกถึงคำสั่งเสียของมารดาตนเองขึ้นมาอย่างชัดเจน

ชาตินี้ยายจะยอมรับหลานเขยเพียงคนเดียว และคนผู้นั้นต้องเป็นยูรัน

หากเรื่องหลอกลวงในวันนี้กลายเป็นความจริงในอนาคต นางก็ไม่ได้คิดว่ามีสิ่งใดเสียหาย

ยูรันไม่สนใจสีหน้าแดงก่ำของไป๋หลิง เขาหันไปมองคนรอบห้อง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเร่งรีบ

“ใครมีศิลาบันทึกภาพบ้าง เอาออกมาเร็วเข้า เดี๋ยวพลาดช็อตเด็ด!”

หนานอวี้สะบัดแขนเสื้อทันที ศิลาบันทึกภาพเจ็ดก้อนร่วงลงบนโต๊ะเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ

ตุบ! ตุบ! ตุบ!

ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน

ยูรันเองยังชะงักไปเล็กน้อย

“เหตุใดศิษย์พี่สามจึงพกมามากถึงเพียงนี้?”

หนานอวี้เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

“คราวก่อนข้าไม่ได้บันทึกตอนมันกระอักเลือดเอาไว้ ข้าย่อมไม่ยอมพลาดเป็นครั้งที่สอง”

นางหยิบศิลาบันทึกแจกให้ทุกคนคนละก้อน

“ก้อนหนึ่งบันทึกภาพด้านหน้า อีกก้อนบันทึกด้านข้าง ส่วนอีกก้อนใช้จับสีหน้าของมันโดยเฉพาะ หากก้อนใดเสียหายยังมีก้อนสำรอง”

ยูรันยกนิ้วโป้งให้นางทันที

“ศิษย์พี่สามเตรียมตัวได้รอบคอบมาก”

“แน่นอน!”

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินมองทั้งสองคนแบ่งตำแหน่งวางศิลาบันทึกภาพอย่างจริงจัง ราวกับกำลังเตรียมค่ายกลรับมือศัตรูตัวฉกาจ ก่อนจะหันมองหน้ากันด้วยความรู้สึกซับซ้อน

คนรับใช้ซึ่งเข้ามารายงานยังคงยืนรออยู่ตรงประตูด้วยสีหน้ามึนงง

“คุณชาย แล้วแขกที่อยู่ด้านนอก...”

ยูรันหันไปหาเขาทันที

“พาเขาไปรอที่ศาลารับรอง บอกว่าข้ากำลังออกไป”

“ขอรับ!”

เมื่อคนรับใช้จากไป ยูรันก็จัดเสื้อผ้าของตนให้เรียบร้อย ก่อนหันกลับมากำชับทุกคนเป็นครั้งสุดท้าย

“จำไว้นะ อย่าเพิ่งออกไปพร้อมกัน เดี๋ยวเขารู้ว่าพวกเราวางแผนเอาไว้”

“ศิษย์พี่รองรอฟังสัญญาณจากข้า ส่วนคนอื่นแยกกันซ่อนตามจุดต่าง ๆ เปิดศิลาบันทึกให้พร้อม”

หนานอวี้กำศิลาบันทึกในมือแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น

“วางใจเถอะ ครั้งนี้ต่อให้มันกระอักเลือดเพียงหยดเดียว ข้าก็จะบันทึกเอาไว้ไม่ให้พลาด!”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ก่อนเดินออกจากห้องรับรองไปหาเย่อ้าวเทียนตามลำพัง

ด้านหลังเขา ทุกคนรีบแยกย้ายกันไปประจำตำแหน่ง ทิ้งไว้เพียงไป๋หลิงซึ่งยังยืนถือศิลาบันทึกภาพด้วยใบหน้าแดงก่ำ

เย่อ้าวเทียนยืนรออยู่ภายในศาลารับรองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ทันทีที่ยูรันเดินเข้ามา เขาก็เอ่ยถามโดยไม่เสียเวลา

“ศิษย์น้อง เรื่องระเบิดเมื่อคืนเกี่ยวข้องกับเจ้าหรือไม่?”

ยูรันหยุดฝีเท้า ก่อนเอียงศีรษะด้วยความงุนงง

“ศิษย์พี่เย่กำลังพูดเรื่องอะไร?”

“อย่าทำเป็นไม่รู้เรื่อง! ทั่วทั้งเมืองมีเพียงเจ้าเท่านั้นที่มีที่มาไม่ชัดเจน ทั้งยังมีวิชาประหลาดมากมาย”

เย่อ้าวเทียนหรี่ตามองเขา

“โกดังถูกระเบิดในคืนที่เจ้าอยู่ภายในเมือง เรื่องนี้จะบังเอิญเกินไปหรือไม่?”

ยูรันยกมือขึ้นเกาศีรษะ

“แล้วข้าจะระเบิดโกดังไปทำไม? โกดังของตระกูลลู่กับตระกูลไป๋ก็ถูกระเบิดเหมือนกันนะ”

“ในเมื่อลู่ชิงถานเป็นคนรักของข้า ข้าย่อมต้องช่วยตระกูลลู่ชดใช้ความเสียหายอยู่แล้ว หากข้าเป็นคนลงมือจริง เหตุใดต้องระเบิดทรัพย์สินของคนรักตัวเองด้วย?”

เย่อ้าวเทียนชะงักไปเล็กน้อย แต่ยังไม่ยอมละความสงสัย

“แล้วเหตุใดเจ้าต้องช่วยตระกูลไป๋ด้วย?”

เขาก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว

“เจ้าอย่าบอกนะว่าเพียงเพราะไป๋หลิงเป็นศิษย์พี่รอง เจ้าจึงเต็มใจออกเงินมหาศาลช่วยตระกูลของนางโดยไม่หวังสิ่งใด?”

“เรื่องนั้น...”

ยูรันลากเสียงยาว ก่อนยกมือแตะข้างหูเบา ๆ เป็นสัญญาณตามที่เตรียมไว้

ไม่นาน เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากด้านหลัง

ไป๋หลิงเดินเข้ามาภายในศาลาด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติ แม้ใบหน้าจะขึ้นสีเล็กน้อย แต่สีหน้าโดยรวมยังคงสงบนิ่ง

“ท่านพี่ เย่อ้าวเทียนมาทำไมหรือ?”

“...”

เย่อ้าวเทียนนิ่งค้างไปทันที

เขากะพริบตาหลายครั้ง ก่อนหันไปมองรอบตัวราวกับกำลังค้นหาว่าไป๋หลิงเรียกผู้ใด

แต่ภายในศาลามีเพียงเขากับยูรันเท่านั้น

“ศะ... ศิษย์พี่รอง”

เสียงของเย่อ้าวเทียนสั่นอย่างเห็นได้ชัด

“เมื่อครู่ท่านเรียกศิษย์น้องว่าอะไรนะ?”

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว

“ท่านพี่ไง?”

“ทะ... ทะ... ท่านพี่?”

เย่อ้าวเทียนยกนิ้วสั่นเทาชี้ไปทางยูรัน

“เหตุใดท่านจึงเรียกมันเช่นนั้น?!”

ไป๋หลิงมีสีหน้าไม่เข้าใจ

“ทำไมอะไร?”

นางเดินไปหยุดข้างยูรัน ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ข้ากับศิษย์น้องกำลังจะแต่งงานกัน การเรียกเขาว่าท่านพี่มีสิ่งใดไม่ถูกต้อง?”

เปรี้ยง!

ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางศีรษะของเย่อ้าวเทียน

“อะไรนะ?!”

เขาเซถอยหลังไปครึ่งก้าว มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมหน้าอก สีหน้าเขียวคล้ำราวกับกำลังจะเป็นลม

ยูรันไม่ปล่อยโอกาสให้เขาได้ตั้งสติ รีบกล่าวเสริมทันที

“ใช่แล้วศิษย์พี่เย่ เรื่องเป็นเช่นนี้เอง”

“พอดีตระกูลไป๋ประสบปัญหาหลายอย่าง ข้าจึงยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเล็กน้อย ท่านยายไป๋เห็นว่าข้าเป็นคนดี มีความสามารถ ทำอาหารอร่อย และดูแลครอบครัวได้ นางจึงฝากฝังศิษย์พี่รองเอาไว้กับข้า”

ไป๋หลิงเหลือบมองยูรัน

[มีบางอย่างถูกเสริมเข้ามามากเกินไปแล้วหรือไม่?]

ยูรันยังคงกล่าวต่อด้วยสีหน้าจริงจัง

“ท่านยายไป๋กำชับเอาไว้ด้วยว่า ชาตินี้ข้าต้องเป็นหลานเขยเพียงคนเดียวของนาง ห้ามเป็นบุรุษอื่นเด็ดขาด”

“หากศิษย์พี่รองแต่งงานกับคนอื่น นางจะลุกออกมาจากหลุม แล้วตามหลอกหลอนทุกคนในตระกูลไป๋ไปตลอดชีวิต”

เขาถอนหายใจอย่างลำบากใจ

“นั่นเป็นคำสั่งเสียของผู้ตาย ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร?”

ใบหน้าของเย่อ้าวเทียนยิ่งเขียวคล้ำกว่าเดิม

ยูรันยังไม่ยอมหยุด

“ท่านยายไป๋เพิ่งจากไปเมื่อคืนนี้เอง ข้าต้องอยู่ร่วมพิธีส่งวิญญาณกับทุกคนตลอดทั้งคืน จะมีเวลาออกไประเบิดโกดังตามที่ท่านกล่าวหาได้อย่างไร?”

“อีกอย่าง ตอนนี้ทุกคนในตระกูลกำลังอยู่ท่ามกลางความโศกเศร้า ท่านไม่เห็นหรือว่าท่านแม่ไป๋กับท่านแม่ลู่มีสภาพอิดโรยถึงเพียงใด?”

“ท่านไม่เพียงไม่กล่าวปลอบโยนหรือให้กำลังใจพวกนาง แต่ยังตามมาหาเรื่องข้าถึงคฤหาสน์”

ยูรันส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“การกระทำเช่นนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน?”

เย่อ้าวเทียนไม่ได้ยินคำกล่าวหาช่วงหลังแม้แต่น้อย

ภายในศีรษะของเขาเหลือเพียงถ้อยคำไม่กี่ประโยคซึ่งดังก้องซ้ำไปมา

[ท่านพี่...]

[กำลังจะแต่งงาน...]

[คำสั่งเสียของท่านยายไป๋...]

[หลานเขยเพียงคนเดียว...]

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาวางแผนครอบครองทั้งไป๋หลิงและหนานอวี้อย่างละเอียด ยอมร่วมมือกับตระกูลเสิ่นและตระกูลจง เพื่อบีบให้ไป๋หลิงหมดหนทางจนต้องหันมาพึ่งพาเขา

แต่ตอนนี้แผนการทั้งหมดกลับพังทลายลงในคืนเดียว

โกดังถูกทำลาย สองตระกูลใกล้ล้มละลาย แผนช่วยสาวงามถูกยกเลิก ซ้ำร้ายยูรันยังเข้ามาช่วยตระกูลไป๋เอาไว้ แล้วกลายเป็นหลานเขยตามคำสั่งเสียของหญิงชราอีก!

ความโกรธ ความริษยา และความคับแค้นทั้งหมดปะทุขึ้นพร้อมกัน

เย่อ้าวเทียนยกมือกุมหน้าอก ดวงตาแดงก่ำจนมีสายเลือดไหลออกมาจากหางตา

“ยะ... ยูรัน...”

“เจ้า... เจ้า...”

พรวดดดดดดดดดดดดดดด!

โลหิตสายใหญ่พุ่งออกจากปากของเขาราวกับน้ำพุ กระเซ็นเปรอะพื้นศาลาไปทั่ว

จากนั้นร่างของเย่อ้าวเทียนก็หงายหลังลงไป

ตึง!

เขาสลบเหมือดทันที

ยูรันรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นตกใจ ก่อนตะโกนลั่นคฤหาสน์

“หมออออออออออ!”

“หมออยู่ที่ไหน?! รีบมาช่วยศิษย์พี่เย่เร็วเข้า!”

ยูรันทรุดตัวลงข้างร่างเย่อ้าวเทียน ก่อนชี้ไปยังเลือดที่นองเต็มพื้น

“ศิษย์พี่เลือดออกมากขนาดนี้แล้ว พวกเจ้ามัวยืนทำอะไรกันอยู่?!”

“ไปตามหมอมาเร็ว!”

เขาเงยหน้าขึ้นตะโกนสุดเสียง

“หมออออออออออ! หมออยู่ไหนนนนนน!”

คนที่แอบซ่อนอยู่ตามมุมต่าง ๆ รีบวิ่งออกมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก

ทว่าศิลาบันทึกภาพในมือของพวกเขายังคงหันตรงไปยังใบหน้าของเย่อ้าวเทียนอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีผู้ใดยอมพลาดภาพสำคัญแม้แต่ชั่วขณะเดียว.