คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 115 ครอบครองทุกสิ่ง7,697 ตัวอักษร

ตอนที่ 115 ครอบครองทุกสิ่ง

หลังจากเสียงตะโกนของยูรันดังไปทั่วคฤหาสน์ ทุกคนที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ก็รีบวิ่งออกมารวมตัวกันภายในศาลา

แต่แทนที่จะเข้าไปช่วยเย่อ้าวเทียน ศิลาบันทึกภาพในมือของพวกเขากลับยังคงหันไปทางร่างที่นอนสลบอยู่บนพื้นอย่างพร้อมเพรียง

ไม่นาน คนรับใช้ผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามา

“เรียนคุณชาย หมอไม่สามารถเดินทางมาที่นี่ได้ขอรับ!”

ยูรันหันขวับไปหาเขา

“เหตุใดจึงมาไม่ได้? มีคนกระอักเลือดจนสลบอยู่ตรงนี้นะ!”

“หลังเหตุระเบิดเมื่อคืน หมอภายในเมืองทั้งหมดถูกเรียกตัวไปเตรียมพร้อมตามสถานพยาบาลและพื้นที่เกิดเหตุขอรับ ตอนนี้ไม่มีผู้ใดยอมออกจากจุดประจำการเลย”

“เช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือก”

ยูรันชี้ไปยังร่างของเย่อ้าวเทียน

“พวกเจ้ารีบแบกเขาไปหาหมอเร็วเข้า!”

คนรับใช้หลายคนมองหน้ากันอย่างลังเล เห็นได้ชัดว่าไม่มีผู้ใดอยากรับผิดชอบชายซึ่งกำลังกระอักเลือดและหมดสติ

ยูรันจึงกวักมือเรียกหัวหน้าคนรับใช้เข้ามาใกล้

“เจ้ามานี่”

เมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามา ยูรันก็หยิบถุงเงินใบหนึ่งยัดใส่มือเขาอย่างแนบเนียน ก่อนกระซิบด้วยเสียงเบา

“นำไปแบ่งกัน แค่ช่วยกันแบกเขาไปโยนไว้หน้าโรงหมอ ทำได้ใช่หรือไม่?”

หัวหน้าคนรับใช้ลองชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ ดวงตาพลันเป็นประกาย

“ทำได้ขอรับคุณชาย!”

เขารีบเก็บถุงเงินเข้าไปในเสื้อ ก่อนหันกลับไปตะโกนสั่งคนรับใช้คนอื่นด้วยท่าทางกระตือรือร้น

“เร็วเข้า! พวกเจ้ามาช่วยกันแบกศิษย์พี่ของคุณชาย!”

“ระวังให้ดีด้วย หากเขาเป็นอะไรขึ้นมา พวกเราอาจถูกฮูหยินลงโทษได้!”

“เจ้าจับแขน เจ้ายกขา ส่วนเจ้าประคองศีรษะ เร็วเข้า!”

คนรับใช้สี่คนรีบเข้ามารุมล้อมร่างของเย่อ้าวเทียน ก่อนช่วยกันยกเขาขึ้นอย่างทุลักทุเล

“หนึ่ง สอง สาม!”

“ยก!”

ร่างของเย่อ้าวเทียนถูกแบกออกจากศาลาอย่างรวดเร็ว ศีรษะห้อยไปด้านหนึ่ง แขนขาทั้งสี่ข้างแกว่งไปมาตามจังหวะฝีเท้าของคนรับใช้

หัวหน้าคนรับใช้เดินตามหลัง พร้อมกำชับไม่หยุด

“รีบหน่อย! พาไปวางหน้าโรงหมอแล้วเคาะประตูดัง ๆ หากไม่มีผู้ใดออกมาก็เคาะต่อไป!”

“ขอรับ!”

ยูรัน ไป๋หลิง หนานอวี้ ลู่ชิงถาน ลู่เหยียนหนิง และไป๋จิ้งเหวินยืนเรียงกันอยู่หน้าศาลา มองกลุ่มคนรับใช้แบกเย่อ้าวเทียนหายลับออกจากประตูคฤหาสน์

ไม่มีผู้ใดคิดตามไปดูอาการแม้แต่คนเดียว

ยูรันยืนมองจนกระทั่งกลุ่มคนรับใช้หายลับออกจากประตูคฤหาสน์ มุมปากของเขากระตุกไม่หยุด ไหล่ทั้งสองข้างเริ่มสั่นสะท้านจากการพยายามกลั้นเสียงหัวเราะอย่างสุดชีวิต

ท้ายที่สุด เขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”

ยูรันยกมือขึ้นกุมท้อง ก่อนหัวเราะจนต้องก้มตัวลง

“เมื่อครู่ข้าแสดงได้สมจริงมาก ข้าต้องได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมแน่นอน!”

เขาพยายามสูดหายใจ แต่เมื่อนึกถึงภาพเย่อ้าวเทียนกระอักเลือดแล้วหงายหลังลงไป ก็หลุดหัวเราะออกมาอีกรอบ

“ฮ่า ๆ! หากข้ายังทำเรื่องแบบนี้ต่อไป สักวันข้าคงขาดอากาศหายใจตายเพราะกลั้นหัวเราะนี่แหละ”

ยูรันเช็ดน้ำตาซึ่งไหลออกมาจากการหัวเราะ ก่อนมองไปยังทิศทางที่เย่อ้าวเทียนถูกแบกจากไป

“น่าสงสารจริง ๆ...”

“เจ้าหมายถึงเย่อ้าวเทียนหรือ?”

หนานอวี้ถาม

“เปล่า ข้าหมายถึงตัวเอง กลั้นขำมาตั้งนาน ทรมานจะตาย”

“...”

ไป๋หลิงยกมือขึ้นกุมขมับ นางไม่น่าหลงคิดเลยว่ายูรันกำลังสงสารเย่อ้าวเทียนจริง ๆ

ยูรันตบมือหนึ่งครั้ง ก่อนกลับมายืนตัวตรง

“เอาละ ละครจบแล้ว ช็อตเด็ดก็บันทึกไว้ครบ ศิษย์พี่เย่เองก็ถูกส่งไปหาหมอเรียบร้อย”

เขาหันไปทางห้องอาหารด้วยท่าทางอารมณ์ดี

“ทุกคนไปกินข้าวกันต่อเถอะ”

หลังกลับมาถึงห้องอาหาร ไป๋จิ้งเหวินก็อดถามขึ้นไม่ได้

“ยูรัน เหตุใดเจ้าจึงชอบกลั่นแกล้งเขานัก?”

นางนึกถึงภาพเย่อ้าวเทียนกระอักเลือดจนสลบ ก่อนกล่าวด้วยความเห็นใจ

“ตอนถูกแบกออกไป เขาดูน่าสงสารมากเลยนะ”

ทุกคนภายในห้องชะงักพร้อมกัน

จากนั้นเสียงหลายเสียงก็ดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน

“น่าสงสารไอ้โง่นั่นน่ะหรือ?!”

ไป๋จิ้งเหวินมองพวกนางอย่างตกตะลึง

แม้แต่ไป๋หลิงซึ่งปกติเยือกเย็นยังมีสีหน้าไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน

มีเพียงยูรันที่ไม่ได้รีบปฏิเสธ เขานั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“อืม หากพูดกันตามจริง เขาก็น่าสงสารอยู่บ้าง”

คราวนี้ทุกคนหันมามองยูรันแทน

“ศิษย์น้อง เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

หนานอวี้ถามด้วยความไม่เข้าใจ

ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ

“เย่อ้าวเทียนเป็นบุตรนอกสมรสของตระกูลเย่จากอีกทวีปหนึ่ง มารดาผู้ให้กำเนิดเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็ก ส่วนบิดาไม่เคยยอมรับเขาอย่างเปิดเผย”

“หลังถูกนำกลับเข้าตระกูล เขาก็ถูกแม่เลี้ยงกับพี่น้องต่างมารดากลั่นแกล้งมาตลอด ทั้งวางยา ใส่ร้าย ขโมยทรัพยากรฝึกตน และโยนความผิดทุกอย่างให้”

“ท้ายที่สุดยังถูกใส่ร้ายว่าขโมยสมบัติประจำตระกูล ก่อนถูกทำลายตบะบางส่วนแล้วเฉดหัวออกมา”

ลู่ชิงถานขมวดคิ้ว

“จากนั้นเขาจึงหลงมายังทวีปนี้หรือเจ้าคะ?”

“ใช่”

ยูรันพยักหน้า

“ตอนมาถึง เขาแทบไม่เหลือสิ่งใด ทั้งบาดเจ็บ ไม่มีเงิน และไม่มีผู้ใดยอมรับตัวตน แต่เขาก็ยังดิ้นรนจนเข้าสำนักเมฆาจันทร์ได้ ทั้งยังฝึกมาจนถึงครึ่งก้าวสู่วิญญาณทารก”

“หากมองเฉพาะความพยายาม เรื่องนี้นับว่าไม่เลวเลยจริง ๆ”

หนานอวี้นิ่งไปเล็กน้อย

“ข้าไม่เคยรู้ว่าเขาผ่านเรื่องเหล่านี้มาก่อน”

“เพราะเขาไม่เคยเล่าให้ผู้ใดฟัง”

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้

“ความปรารถนาสูงสุดของเขาคือกลับไปเหยียบตระกูลเย่ไว้ใต้เท้า ทำให้บิดากับคนที่เคยดูถูกต้องเสียใจ และพิสูจน์ว่าตนไม่ได้ต่ำต้อยกว่าบุตรสายหลัก”

ไป๋หลิงกล่าวเสียงเย็น

“ต่อให้มีอดีตน่าสงสาร ก็ไม่ใช่เหตุผลให้เขาวางแผนทำลายตระกูลข้า หรือมองสตรีเป็นสิ่งของซึ่งตนต้องครอบครอง”

“ถูกต้อง แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเดินผิดทางมากขึ้นเท่านั้น”

ไป๋จิ้งเหวินมองเขาอย่างแปลกใจ

“ในเมื่อเจ้ารู้ว่าเขาน่าสงสาร แล้วเหตุใดยังแกล้งจนกระอักเลือด?”

ยูรันครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย

“หากให้ตอบโดยไม่ต้องคิด ก็คงเพราะเขาน่าหมั่นไส้ แค่นั้นแหละ”

เขาวางถ้วยชาลง ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น

“แต่หากต้องการคำตอบจริง ๆ ต่อให้เขาเติบโตมาในครอบครัวอันอบอุ่น ได้รับความรักอย่างเต็มที่ และถูกเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมซึ่งสามารถหล่อหลอมคนให้กลายเป็นคนดีที่สุด...”

“ท้ายที่สุด เขาก็ยังจะเลือกเส้นทางเดิมอยู่ดี”

ทุกคนภายในห้องเงียบลง

ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ

“สิ่งที่เขาพบเจออาจทำให้นิสัยเหล่านั้นรุนแรงขึ้น แต่มันไม่ได้เป็นผู้สร้างตัวตนของเขาทั้งหมด”

“ความทะเยอทะยาน ความริษยา ความต้องการเอาชนะ และความคิดที่ว่าทุกสิ่งซึ่งตนปรารถนาต้องตกเป็นของตน สิ่งเหล่านี้ฝังอยู่ในสายเลือดและกมลสันดานของเขามาตั้งแต่แรก”

“หากเติบโตมาอย่างยากลำบาก เขาก็จะใช้ความน่าสงสารของตนเป็นข้ออ้างทำร้ายผู้อื่น”

“หากเติบโตมาอย่างสุขสบาย เขาก็จะใช้ฐานะและอำนาจบังคับผู้อื่นแทน”

ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ

“สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมีเพียงวิธีการ แต่สิ่งที่เขาเลือกจะทำไม่เคยเปลี่ยน”

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว

“เช่นนั้นอดีตของเขาก็ไม่มีความหมายเลยหรือ?”

ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“หากกล่าวถึงคนทั่วไป อดีตย่อมมีความหมาย เพราะมันสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและเส้นทางที่คนผู้นั้นเลือกเดิน”

“แต่หากเป็นกรณีของเย่อ้าวเทียน คำตอบกลับง่ายมาก”

เขาหยุดเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ

“ตัวตนของเขาสามารถนิยามได้ด้วยคำเพียงคำเดียว”

ทุกคนรอฟังอย่างตั้งใจ

ยูรันกล่าวช้า ๆ

“ผู้ถูกเลือก”

“...”

คนส่วนใหญ่ภายในห้องยังไม่เข้าใจความหมาย มีเพียงไป๋หลิงกับหนานอวี้ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย

ยูรันกล่าวต่อ

“เพราะตามชะตาเดิม เขาคือผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นมหาจักรพรรดิของโลกใบนี้”

“และจะได้ครอบครองทุกสิ่ง”

ไป๋จิ้งเหวิน ลู่เหยียนหนิง ลู่ชิงถาน และองครักษ์จางต่างตกตะลึงพร้อมกัน

“มหาจักรพรรดิ?!”

มีเพียงไป๋หลิงกับหนานอวี้ที่ยังคงนั่งอยู่ตามเดิม เพราะทั้งสองเคยได้ยินเรื่องนี้จากยูรันมาก่อนแล้ว

หนานอวี้ขมวดคิ้ว

“เรื่องที่เย่อ้าวเทียนจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิ เจ้าเคยบอกพวกข้าแล้ว แต่มันเกี่ยวข้องกับคำถามของศิษย์พี่รองอย่างไร?”

“เกี่ยวข้องโดยตรง”

ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ

“เพราะต่อให้เขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบใด ผลลัพธ์สุดท้ายก็จะเหมือนเดิม”

“หากถูกทอดทิ้ง ความเจ็บปวดจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาแข็งแกร่ง”

“หากได้รับความรัก ความมั่นใจจะกลายเป็นรากฐานให้เขาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด”

“หากยากจน เขาจะพบสมบัติล้ำค่าโดยบังเอิญ แต่หากร่ำรวย เขาก็จะใช้ทรัพยากรของตระกูลสร้างตนเองขึ้นมา”

“ไม่ว่าเริ่มต้นจากจุดใด ชะตาก็จะผลักดันให้เขาเดินไปถึงตำแหน่งมหาจักรพรรดิอยู่ดี”

ไป๋หลิงถามเสียงเย็น

“หมายความว่าอดีตอันเลวร้ายของเขาเป็นเพียงหนึ่งในเส้นทางที่ชะตาเลือกใช้?”

“ถูกต้อง”

ยูรันพยักหน้า

“มันไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เขากลายเป็นคนเช่นนี้ เพียงช่วยให้เขามีข้ออ้างรองรับการกระทำของตนเท่านั้น”

“เมื่อเขาโหดเหี้ยม ผู้คนจะบอกว่าเพราะอดีตเคยทำร้ายเขา”

“เมื่อเขาสังหารผู้อื่น ผู้คนจะบอกว่านั่นคือการแก้แค้นอย่างชอบธรรม”

“เมื่อเขาแย่งชิงสิ่งที่ต้องการ ผู้คนจะบอกว่านั่นคือสิ่งที่ผู้แข็งแกร่งสมควรได้รับ”

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้

“ไม่ว่าเขาเลือกทำสิ่งใด โลกก็จะสร้างเหตุผลมารองรับ และมอบโอกาสให้เขาก้าวขึ้นไปอยู่เหนือทุกคน”

ลู่ชิงถานยังไม่หายตกใจ

“แล้วคำว่า ‘ครอบครองทุกสิ่ง’ รวมถึงสิ่งใดบ้างเจ้าคะ?”