ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 115 ครอบครองทุกสิ่ง
หลังจากเสียงตะโกนของยูรันดังไปทั่วคฤหาสน์ ทุกคนที่ซ่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ก็รีบวิ่งออกมารวมตัวกันภายในศาลา
แต่แทนที่จะเข้าไปช่วยเย่อ้าวเทียน ศิลาบันทึกภาพในมือของพวกเขากลับยังคงหันไปทางร่างที่นอนสลบอยู่บนพื้นอย่างพร้อมเพรียง
ไม่นาน คนรับใช้ผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามา
“เรียนคุณชาย หมอไม่สามารถเดินทางมาที่นี่ได้ขอรับ!”
ยูรันหันขวับไปหาเขา
“เหตุใดจึงมาไม่ได้? มีคนกระอักเลือดจนสลบอยู่ตรงนี้นะ!”
“หลังเหตุระเบิดเมื่อคืน หมอภายในเมืองทั้งหมดถูกเรียกตัวไปเตรียมพร้อมตามสถานพยาบาลและพื้นที่เกิดเหตุขอรับ ตอนนี้ไม่มีผู้ใดยอมออกจากจุดประจำการเลย”
“เช่นนั้นก็ไม่มีทางเลือก”
ยูรันชี้ไปยังร่างของเย่อ้าวเทียน
“พวกเจ้ารีบแบกเขาไปหาหมอเร็วเข้า!”
คนรับใช้หลายคนมองหน้ากันอย่างลังเล เห็นได้ชัดว่าไม่มีผู้ใดอยากรับผิดชอบชายซึ่งกำลังกระอักเลือดและหมดสติ
ยูรันจึงกวักมือเรียกหัวหน้าคนรับใช้เข้ามาใกล้
“เจ้ามานี่”
เมื่ออีกฝ่ายเดินเข้ามา ยูรันก็หยิบถุงเงินใบหนึ่งยัดใส่มือเขาอย่างแนบเนียน ก่อนกระซิบด้วยเสียงเบา
“นำไปแบ่งกัน แค่ช่วยกันแบกเขาไปโยนไว้หน้าโรงหมอ ทำได้ใช่หรือไม่?”
หัวหน้าคนรับใช้ลองชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ ดวงตาพลันเป็นประกาย
“ทำได้ขอรับคุณชาย!”
เขารีบเก็บถุงเงินเข้าไปในเสื้อ ก่อนหันกลับไปตะโกนสั่งคนรับใช้คนอื่นด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“เร็วเข้า! พวกเจ้ามาช่วยกันแบกศิษย์พี่ของคุณชาย!”
“ระวังให้ดีด้วย หากเขาเป็นอะไรขึ้นมา พวกเราอาจถูกฮูหยินลงโทษได้!”
“เจ้าจับแขน เจ้ายกขา ส่วนเจ้าประคองศีรษะ เร็วเข้า!”
คนรับใช้สี่คนรีบเข้ามารุมล้อมร่างของเย่อ้าวเทียน ก่อนช่วยกันยกเขาขึ้นอย่างทุลักทุเล
“หนึ่ง สอง สาม!”
“ยก!”
ร่างของเย่อ้าวเทียนถูกแบกออกจากศาลาอย่างรวดเร็ว ศีรษะห้อยไปด้านหนึ่ง แขนขาทั้งสี่ข้างแกว่งไปมาตามจังหวะฝีเท้าของคนรับใช้
หัวหน้าคนรับใช้เดินตามหลัง พร้อมกำชับไม่หยุด
“รีบหน่อย! พาไปวางหน้าโรงหมอแล้วเคาะประตูดัง ๆ หากไม่มีผู้ใดออกมาก็เคาะต่อไป!”
“ขอรับ!”
ยูรัน ไป๋หลิง หนานอวี้ ลู่ชิงถาน ลู่เหยียนหนิง และไป๋จิ้งเหวินยืนเรียงกันอยู่หน้าศาลา มองกลุ่มคนรับใช้แบกเย่อ้าวเทียนหายลับออกจากประตูคฤหาสน์
ไม่มีผู้ใดคิดตามไปดูอาการแม้แต่คนเดียว
ยูรันยืนมองจนกระทั่งกลุ่มคนรับใช้หายลับออกจากประตูคฤหาสน์ มุมปากของเขากระตุกไม่หยุด ไหล่ทั้งสองข้างเริ่มสั่นสะท้านจากการพยายามกลั้นเสียงหัวเราะอย่างสุดชีวิต
ท้ายที่สุด เขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
ยูรันยกมือขึ้นกุมท้อง ก่อนหัวเราะจนต้องก้มตัวลง
“เมื่อครู่ข้าแสดงได้สมจริงมาก ข้าต้องได้รับรางวัลนักแสดงยอดเยี่ยมแน่นอน!”
เขาพยายามสูดหายใจ แต่เมื่อนึกถึงภาพเย่อ้าวเทียนกระอักเลือดแล้วหงายหลังลงไป ก็หลุดหัวเราะออกมาอีกรอบ
“ฮ่า ๆ! หากข้ายังทำเรื่องแบบนี้ต่อไป สักวันข้าคงขาดอากาศหายใจตายเพราะกลั้นหัวเราะนี่แหละ”
ยูรันเช็ดน้ำตาซึ่งไหลออกมาจากการหัวเราะ ก่อนมองไปยังทิศทางที่เย่อ้าวเทียนถูกแบกจากไป
“น่าสงสารจริง ๆ...”
“เจ้าหมายถึงเย่อ้าวเทียนหรือ?”
หนานอวี้ถาม
“เปล่า ข้าหมายถึงตัวเอง กลั้นขำมาตั้งนาน ทรมานจะตาย”
“...”
ไป๋หลิงยกมือขึ้นกุมขมับ นางไม่น่าหลงคิดเลยว่ายูรันกำลังสงสารเย่อ้าวเทียนจริง ๆ
ยูรันตบมือหนึ่งครั้ง ก่อนกลับมายืนตัวตรง
“เอาละ ละครจบแล้ว ช็อตเด็ดก็บันทึกไว้ครบ ศิษย์พี่เย่เองก็ถูกส่งไปหาหมอเรียบร้อย”
เขาหันไปทางห้องอาหารด้วยท่าทางอารมณ์ดี
“ทุกคนไปกินข้าวกันต่อเถอะ”
หลังกลับมาถึงห้องอาหาร ไป๋จิ้งเหวินก็อดถามขึ้นไม่ได้
“ยูรัน เหตุใดเจ้าจึงชอบกลั่นแกล้งเขานัก?”
นางนึกถึงภาพเย่อ้าวเทียนกระอักเลือดจนสลบ ก่อนกล่าวด้วยความเห็นใจ
“ตอนถูกแบกออกไป เขาดูน่าสงสารมากเลยนะ”
ทุกคนภายในห้องชะงักพร้อมกัน
จากนั้นเสียงหลายเสียงก็ดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน
“น่าสงสารไอ้โง่นั่นน่ะหรือ?!”
ไป๋จิ้งเหวินมองพวกนางอย่างตกตะลึง
แม้แต่ไป๋หลิงซึ่งปกติเยือกเย็นยังมีสีหน้าไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน
มีเพียงยูรันที่ไม่ได้รีบปฏิเสธ เขานั่งครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“อืม หากพูดกันตามจริง เขาก็น่าสงสารอยู่บ้าง”
คราวนี้ทุกคนหันมามองยูรันแทน
“ศิษย์น้อง เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
หนานอวี้ถามด้วยความไม่เข้าใจ
ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
“เย่อ้าวเทียนเป็นบุตรนอกสมรสของตระกูลเย่จากอีกทวีปหนึ่ง มารดาผู้ให้กำเนิดเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็ก ส่วนบิดาไม่เคยยอมรับเขาอย่างเปิดเผย”
“หลังถูกนำกลับเข้าตระกูล เขาก็ถูกแม่เลี้ยงกับพี่น้องต่างมารดากลั่นแกล้งมาตลอด ทั้งวางยา ใส่ร้าย ขโมยทรัพยากรฝึกตน และโยนความผิดทุกอย่างให้”
“ท้ายที่สุดยังถูกใส่ร้ายว่าขโมยสมบัติประจำตระกูล ก่อนถูกทำลายตบะบางส่วนแล้วเฉดหัวออกมา”
ลู่ชิงถานขมวดคิ้ว
“จากนั้นเขาจึงหลงมายังทวีปนี้หรือเจ้าคะ?”
“ใช่”
ยูรันพยักหน้า
“ตอนมาถึง เขาแทบไม่เหลือสิ่งใด ทั้งบาดเจ็บ ไม่มีเงิน และไม่มีผู้ใดยอมรับตัวตน แต่เขาก็ยังดิ้นรนจนเข้าสำนักเมฆาจันทร์ได้ ทั้งยังฝึกมาจนถึงครึ่งก้าวสู่วิญญาณทารก”
“หากมองเฉพาะความพยายาม เรื่องนี้นับว่าไม่เลวเลยจริง ๆ”
หนานอวี้นิ่งไปเล็กน้อย
“ข้าไม่เคยรู้ว่าเขาผ่านเรื่องเหล่านี้มาก่อน”
“เพราะเขาไม่เคยเล่าให้ผู้ใดฟัง”
ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้
“ความปรารถนาสูงสุดของเขาคือกลับไปเหยียบตระกูลเย่ไว้ใต้เท้า ทำให้บิดากับคนที่เคยดูถูกต้องเสียใจ และพิสูจน์ว่าตนไม่ได้ต่ำต้อยกว่าบุตรสายหลัก”
ไป๋หลิงกล่าวเสียงเย็น
“ต่อให้มีอดีตน่าสงสาร ก็ไม่ใช่เหตุผลให้เขาวางแผนทำลายตระกูลข้า หรือมองสตรีเป็นสิ่งของซึ่งตนต้องครอบครอง”
“ถูกต้อง แต่ยิ่งพยายามมากเท่าไร เขาก็ยิ่งเดินผิดทางมากขึ้นเท่านั้น”
ไป๋จิ้งเหวินมองเขาอย่างแปลกใจ
“ในเมื่อเจ้ารู้ว่าเขาน่าสงสาร แล้วเหตุใดยังแกล้งจนกระอักเลือด?”
ยูรันครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย
“หากให้ตอบโดยไม่ต้องคิด ก็คงเพราะเขาน่าหมั่นไส้ แค่นั้นแหละ”
เขาวางถ้วยชาลง ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น
“แต่หากต้องการคำตอบจริง ๆ ต่อให้เขาเติบโตมาในครอบครัวอันอบอุ่น ได้รับความรักอย่างเต็มที่ และถูกเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมซึ่งสามารถหล่อหลอมคนให้กลายเป็นคนดีที่สุด...”
“ท้ายที่สุด เขาก็ยังจะเลือกเส้นทางเดิมอยู่ดี”
ทุกคนภายในห้องเงียบลง
ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
“สิ่งที่เขาพบเจออาจทำให้นิสัยเหล่านั้นรุนแรงขึ้น แต่มันไม่ได้เป็นผู้สร้างตัวตนของเขาทั้งหมด”
“ความทะเยอทะยาน ความริษยา ความต้องการเอาชนะ และความคิดที่ว่าทุกสิ่งซึ่งตนปรารถนาต้องตกเป็นของตน สิ่งเหล่านี้ฝังอยู่ในสายเลือดและกมลสันดานของเขามาตั้งแต่แรก”
“หากเติบโตมาอย่างยากลำบาก เขาก็จะใช้ความน่าสงสารของตนเป็นข้ออ้างทำร้ายผู้อื่น”
“หากเติบโตมาอย่างสุขสบาย เขาก็จะใช้ฐานะและอำนาจบังคับผู้อื่นแทน”
ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ
“สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมีเพียงวิธีการ แต่สิ่งที่เขาเลือกจะทำไม่เคยเปลี่ยน”
ไป๋หลิงขมวดคิ้ว
“เช่นนั้นอดีตของเขาก็ไม่มีความหมายเลยหรือ?”
ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“หากกล่าวถึงคนทั่วไป อดีตย่อมมีความหมาย เพราะมันสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและเส้นทางที่คนผู้นั้นเลือกเดิน”
“แต่หากเป็นกรณีของเย่อ้าวเทียน คำตอบกลับง่ายมาก”
เขาหยุดเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ
“ตัวตนของเขาสามารถนิยามได้ด้วยคำเพียงคำเดียว”
ทุกคนรอฟังอย่างตั้งใจ
ยูรันกล่าวช้า ๆ
“ผู้ถูกเลือก”
“...”
คนส่วนใหญ่ภายในห้องยังไม่เข้าใจความหมาย มีเพียงไป๋หลิงกับหนานอวี้ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย
ยูรันกล่าวต่อ
“เพราะตามชะตาเดิม เขาคือผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นมหาจักรพรรดิของโลกใบนี้”
“และจะได้ครอบครองทุกสิ่ง”
ไป๋จิ้งเหวิน ลู่เหยียนหนิง ลู่ชิงถาน และองครักษ์จางต่างตกตะลึงพร้อมกัน
“มหาจักรพรรดิ?!”
มีเพียงไป๋หลิงกับหนานอวี้ที่ยังคงนั่งอยู่ตามเดิม เพราะทั้งสองเคยได้ยินเรื่องนี้จากยูรันมาก่อนแล้ว
หนานอวี้ขมวดคิ้ว
“เรื่องที่เย่อ้าวเทียนจะกลายเป็นมหาจักรพรรดิ เจ้าเคยบอกพวกข้าแล้ว แต่มันเกี่ยวข้องกับคำถามของศิษย์พี่รองอย่างไร?”
“เกี่ยวข้องโดยตรง”
ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
“เพราะต่อให้เขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบใด ผลลัพธ์สุดท้ายก็จะเหมือนเดิม”
“หากถูกทอดทิ้ง ความเจ็บปวดจะกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาแข็งแกร่ง”
“หากได้รับความรัก ความมั่นใจจะกลายเป็นรากฐานให้เขาก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด”
“หากยากจน เขาจะพบสมบัติล้ำค่าโดยบังเอิญ แต่หากร่ำรวย เขาก็จะใช้ทรัพยากรของตระกูลสร้างตนเองขึ้นมา”
“ไม่ว่าเริ่มต้นจากจุดใด ชะตาก็จะผลักดันให้เขาเดินไปถึงตำแหน่งมหาจักรพรรดิอยู่ดี”
ไป๋หลิงถามเสียงเย็น
“หมายความว่าอดีตอันเลวร้ายของเขาเป็นเพียงหนึ่งในเส้นทางที่ชะตาเลือกใช้?”
“ถูกต้อง”
ยูรันพยักหน้า
“มันไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เขากลายเป็นคนเช่นนี้ เพียงช่วยให้เขามีข้ออ้างรองรับการกระทำของตนเท่านั้น”
“เมื่อเขาโหดเหี้ยม ผู้คนจะบอกว่าเพราะอดีตเคยทำร้ายเขา”
“เมื่อเขาสังหารผู้อื่น ผู้คนจะบอกว่านั่นคือการแก้แค้นอย่างชอบธรรม”
“เมื่อเขาแย่งชิงสิ่งที่ต้องการ ผู้คนจะบอกว่านั่นคือสิ่งที่ผู้แข็งแกร่งสมควรได้รับ”
ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้
“ไม่ว่าเขาเลือกทำสิ่งใด โลกก็จะสร้างเหตุผลมารองรับ และมอบโอกาสให้เขาก้าวขึ้นไปอยู่เหนือทุกคน”
ลู่ชิงถานยังไม่หายตกใจ
“แล้วคำว่า ‘ครอบครองทุกสิ่ง’ รวมถึงสิ่งใดบ้างเจ้าคะ?”