คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 116 ในนั้นมีห้าสิบล้าน7,618 ตัวอักษร

ตอนที่ 116 ในนั้นมีห้าสิบล้าน

ลู่ชิงถานยังไม่หายตกใจ

“แล้วคำว่า ‘ครอบครองทุกสิ่ง’ รวมถึงสิ่งใดบ้างเจ้าคะ?”

ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“อำนาจ สมบัติ ตระกูล สำนัก และสตรีทุกคนที่เขาหมายตาเอาไว้”

“รวมถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่โลกใบนี้สามารถมอบให้เขาได้”

ลู่ชิงถานกำหมัดแน่น ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“แล้วท่านพี่เล่าเจ้าคะ?”

“หากท่านต้องพบเจอโชคชะตาอันโหดร้ายเหมือนเขา ท่านจะเลือกทำสิ่งเดียวกันหรือไม่?”

ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“สำหรับข้า การใช้คำว่า ‘โชคชะตา’ อาจไม่เหมาะสมนัก”

“แต่หากเจ้าต้องการคำตอบ คำตอบก็คือไม่”

เขายกถ้วยชาขึ้น แต่ไม่ได้ดื่ม เพียงมองเงาของตนซึ่งสะท้อนอยู่บนผิวน้ำ

“เพราะข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อดำเนินชีวิตอยู่ภายในโชคชะตาที่โลกกำหนดเอาไว้”

“ข้าเกิดมาเพื่อเลือกโชคชะตาของตนเอง”

ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนเงยหน้าขึ้นมองทุกคน

“และหากทำได้ ข้าก็จะเพิ่มทางเลือกให้แก่โชคชะตาของผู้ที่อยู่รอบตัวข้า”

“ข้าไม่อาจตัดสินใจแทนพวกเขา และไม่มีสิทธิ์บังคับว่าพวกเขาต้องเลือกเส้นทางใด”

“ข้าทำได้เพียงเปิดเส้นทางซึ่งไม่เคยมีอยู่ขึ้นมา แล้วปล่อยให้พวกเขาเลือกด้วยตนเอง”

“หลังจากนั้นชีวิตของคนผู้นั้นจะดีขึ้นหรือเลวร้ายลง ย่อมขึ้นอยู่กับสิ่งที่เขาเลือก ไม่ใช่สิ่งที่ข้าเลือกให้”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“คำตอบนี้ใช้ได้หรือไม่?”

ลู่ชิงถานมองเขาอยู่เนิ่นนาน ก่อนกำหมัดที่เคยแน่นค่อย ๆ คลายออก

“ใช้ได้เจ้าค่ะ”

รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง

“ข้าชอบคำตอบนี้มาก”

ลู่เหยียนหนิงมองยูรันด้วยแววตาอ่อนโยน ก่อนยื่นมือไปลูบศีรษะเขาเบา ๆ

“ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเจ้าจึงไม่เคยบังคับให้ชิงถานทำสิ่งใด”

“แม้เจ้าจะมองเห็นสิ่งที่พวกเรามองไม่เห็น แต่เจ้าก็ยังยอมให้นางเลือกเส้นทางของตนเอง”

ยูรันพยักหน้า

“ชีวิตเป็นของนาง ข้าจะตัดสินใจแทนได้อย่างไร?”

ไป๋จิ้งเหวินหันไปมองบุตรสาวของตน ก่อนนึกถึงคำฝากฝังของหญิงชรา

ก่อนหน้านี้นางเคยสงสัยว่าเหตุใดมารดาจึงเชื่อมั่นในตัวยูรันถึงเพียงนั้น กระทั่งยืนยันว่าจะยอมรับเขาเป็นหลานเขยเพียงคนเดียว

ตอนนี้นางเริ่มเข้าใจเหตุผลขึ้นมาบ้างแล้ว

คนที่สามารถมอบทางเลือกให้ผู้อื่น โดยไม่บังคับให้เลือกตนเอง ย่อมแตกต่างจากเย่อ้าวเทียนซึ่งพยายามทำลายทุกเส้นทางเพื่อให้เหลือเพียงตัวเขา

ไป๋หลิงเองก็ตระหนักถึงสิ่งเดียวกัน

“หมายความว่าเจ้าไม่ได้แย่งชิงโชคชะตาของเย่อ้าวเทียน”

นางมองยูรันด้วยสีหน้าครุ่นคิด

“เจ้าเพียงสร้างทางเลือกใหม่ให้แก่ผู้ที่เดิมทีไม่มีทางเลือก ส่วนพวกเราจะเลือกเส้นทางนั้นหรือไม่ก็เป็นเรื่องของพวกเราเอง”

“ถูกต้อง หากศิษย์พี่รองอยากกลับไปเลือกเย่อ้าวเทียน ข้าก็ไม่ห้ามนะ”

“ไม่มีวัน!”

ไป๋หลิงกับหนานอวี้ตอบพร้อมกันทันที

ยูรันยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้

“ข้าแค่ยกตัวอย่างเอง เหตุใดต้องเสียงดังด้วย?”

หนานอวี้กอดอก ก่อนมองเขาด้วยสายตาซับซ้อน

“ข้ายอมรับว่าคำพูดเมื่อครู่ของเจ้าฟังดูดีมาก”

บรรยากาศจริงจังภายในห้องพังทลายลงทันที

องครักษ์จางซึ่งเงียบฟังมาตลอดส่ายหน้าเบา ๆ แต่ภายในแววตากลับปรากฏความนับถืออย่างชัดเจน

“ไม่ว่าคุณชายจะกล่าวเช่นไร อย่างน้อยท่านก็ไม่เคยใช้บุญคุณบังคับให้ผู้ใดตอบแทน”

องครักษ์จางซึ่งเงียบฟังมาตลอดส่ายหน้าเบา ๆ แต่ภายในแววตากลับปรากฏความนับถืออย่างชัดเจน

เขาหันไปมองลู่ชิงถาน

“อย่างน้อยคุณชายก็ไม่เคยใช้บุญคุณบังคับให้ผู้ใดตอบแทน เพียงเรื่องนี้ก็มากพอให้ข้าวางใจแล้วขอรับ”

ลู่ชิงถานหน้าแดงเล็กน้อย

“ลุงจาง เหตุใดจึงหันมามองข้าตอนพูดประโยคนี้ด้วยเจ้าคะ?”

“ข้าเพียงพูดไปตามสิ่งที่คิดขอรับ”

ยูรันแค่นเสียงทันที

“หึ ตาแก่ ท่านไม่มีสิทธิ์ออกความคิดเห็นด้วยซ้ำ”

องครักษ์จางชะงัก

“เหตุใดข้าจึงไม่มีสิทธิ์เล่าขอรับ?”

“เพราะข้ายืนยันคำเดิม ข้ามีอคติกับบุรุษที่ไม่สามารถปกป้องผู้ใดได้ โดยเฉพาะบุรุษที่ปล่อยให้สตรีซึ่งตนมีหน้าที่ดูแลตกอยู่ในอันตราย”

ยูรันกอดอก ก่อนกล่าวต่ออย่างไม่ไว้หน้า

“ต่อให้เป็นบิดาของข้าเอง หากเขาปกป้องคนในครอบครัวไม่ได้ ข้าก็ด่าจนตายเหมือนกัน”

องครักษ์จางอ้าปาก แต่ไม่รู้ว่าควรโต้แย้งจากตรงไหน

“ข้าไม่วางใจท่านเลยแม้แต่น้อย แต่ท่านกลับมาบอกว่าวางใจข้า เรื่องนี้ไม่แปลกไปหน่อยหรือ?”

องครักษ์จางก้มหน้าลงอย่างละอายใจ

“เรื่องในวันนั้นเป็นความผิดของข้าจริงขอรับ แต่การที่คุณชายไม่วางใจข้า ไม่ได้หมายความว่าข้าจะวางใจคุณชายไม่ได้นี่ขอรับ”

ยูรันชะงักไปเล็กน้อย

องครักษ์จางประสานมืออย่างจริงจัง

“ข้ารู้ว่าตนเองทำหน้าที่บกพร่อง และจะฝึกฝนให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีก”

“แต่หากวันหนึ่งข้าไม่สามารถอยู่ดูแลคุณหนูได้ อย่างน้อยการรู้ว่ามีคุณชายอยู่ข้างนาง ก็ทำให้ข้าวางใจได้ขอรับ”

คราวนี้กลับเป็นยูรันที่ไม่รู้จะตอบอย่างไร

ลู่ชิงถานมององครักษ์ชราด้วยความซาบซึ้ง ก่อนหันไปมองยูรันอย่างคาดหวัง

ยูรันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงจิ๊ปากแล้วหันหน้าหนี

“เริ่มพูดจาดีขึ้นนิดหน่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะเลิกด่าท่านนะ”

องครักษ์จางยิ้มออกมา

“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”

“เรียนฮูหยิน เจ้าของหอสัตว์อสูรมาขอพบขอรับ นางนำสัตว์อสูรที่คุณชายสั่งซื้อมาส่งด้วย”

ดวงตาของยูรันเป็นประกายทันที

“มาถึงแล้วหรือ? ไปดูกันเถอะ”

ทุกคนจึงลุกออกจากห้องอาหาร ก่อนมุ่งหน้าไปยังลานกว้างหน้าคฤหาสน์

เมื่อมาถึง พวกเขาก็พบรถขนส่งหลายสิบคันจอดเรียงรายอยู่ด้านนอก บนรถแต่ละคันมีกรงซึ่งถูกคลุมด้วยผ้าสีดำ บางคันบรรทุกไข่สัตว์อสูรซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ภายในกล่องควบคุมอุณหภูมิ ขณะที่สัตว์อสูรประเภทน้ำถูกขังอยู่ภายในลูกแก้วมิติซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ

เสียงคำราม เสียงข่วนกรง และเสียงปีกกระพือดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จินอวี้หรงยืนรออยู่ด้านหน้าขบวน นางยังคงสวมอาภรณ์สีเขียวเข้มปักลวดลายทองเช่นเดิม ทว่าคราวนี้สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เห็นได้ชัดว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางคงวิ่งวุ่นติดต่อหอสัตว์อสูรจากเมืองต่าง ๆ แทบไม่ได้พักผ่อน

เมื่อเห็นยูรันเดินเข้ามา นางก็รีบประสานมือคารวะ

“คารวะคุณชายยูรัน ฮูหยินลู่ ฮูหยินไป๋ และคุณหนูทุกท่านเจ้าค่ะ”

ยูรันคารวะตอบ

“ลำบากเจ้าของหอจินแล้ว ของทั้งหมดมาถึงเรียบร้อยดีหรือไม่?”

“ชุดแรกมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”

จินอวี้หรงหยิบแผ่นหยกบันทึกรายการออกมา

“ภายในขบวนมีลูกสิงโตอัสนี ไข่เหยี่ยววายุคราม กวางเขาวายุ ลูกพยัคฆ์เพลิง อสรพิษเกล็ดทอง สัตว์อสูรประเภทเต่าและมังกรสายเลือดเจือจาง รวมถึงสัตว์อสูรอื่นตามรายการของคุณชาย”

“ส่วนสัตว์อสูรประเภทน้ำถูกเก็บเอาไว้ในภาชนะมิติทั้งหมด สภาพร่างกายยังสมบูรณ์ ไม่มีตัวใดได้รับบาดเจ็บระหว่างเดินทางเจ้าค่ะ”

ยูรันใช้จิตสัมผัสกวาดตรวจสอบขบวนทั้งหมดครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ไม่เลว คุณภาพดีกว่าที่ข้าคิดเอาไว้”

จินอวี้หรงยิ้มออกมาด้วยความโล่งใจ

“สัตว์อสูรชุดนี้รวบรวมมาจากห้าสาขา แต่ยังมีจำนวนเพียงประมาณสองส่วนจากรายการทั้งหมดของคุณชายเท่านั้นเจ้าค่ะ”

“อีกแปดส่วนยังอยู่ระหว่างการติดต่อและขนส่ง บางชนิดหายากมาก อาจต้องใช้เวลานานกว่าปกติเล็กน้อย”

“ไม่เป็นไร ค่อย ๆ รวบรวมมาก็ได้ ขอเพียงเป็นตัวอ่อน ลูกสัตว์ หรือไข่ที่ยังมีชีวิตสมบูรณ์ก็พอ”

“รับทราบเจ้าค่ะ”

จินอวี้หรงรับคำ ทว่ายังไม่ยอมจากไป สีหน้าของนางดูคล้ายต้องการกล่าวบางอย่าง แต่กลับลังเลอยู่หลายครั้ง

ยูรันสังเกตเห็นจึงถามขึ้น

“เจ้าของหอจินยังมีเรื่องใดอีกหรือ?”

“คือว่า...”

นางเหลือบมองรถขนส่งด้านหลัง ก่อนรวบรวมความกล้า

“ตามข้อตกลงระหว่างหอสาขาต่าง ๆ สัตว์อสูรชุดแรกนี้มีมูลค่ารวมเกือบหนึ่งร้อยล้านเหรียญวิญญาณ ทางสาขาซึ่งจัดหาสัตว์มาต้องการให้ชำระเงินครึ่งหนึ่งก่อน ส่วนที่เหลือจะจ่ายหลังคุณชายตรวจรับสัตว์ทั้งหมดเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”

จินอวี้หรงกล่าวด้วยความระมัดระวัง

“ดังนั้นเงินงวดแรกจึงอยู่ที่ห้าสิบล้านเหรียญวิญญาณ ไม่ทราบว่าคุณชายสะดวกชำระตอนนี้หรือไม่เจ้าคะ?”

นางรู้ดีว่าจำนวนเงินห้าสิบล้านไม่ใช่เงินก้อนเล็ก

แม้แต่ตระกูลใหญ่ยังต้องใช้เวลาตรวจสอบบัญชีและรวบรวมเงินหลายวัน นางจึงกลัวว่ายูรันจะไม่พอใจที่ถูกทวงถามทันทีหลังส่งของมาถึง

ทว่ายูรันกลับไม่มีท่าทีเปลี่ยนแปลง

เขาหยิบแหวนมิติออกมาหนึ่งวง ก่อนโยนให้นางอย่างสบาย ๆ

“ในนั้นมีห้าสิบล้าน”

จินอวี้หรงรีบรับแหวนมิติเอาไว้ เมื่อใช้จิตสัมผัสตรวจสอบ ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

จำนวนเงินครบถ้วน ไม่ขาดแม้แต่เหรียญเดียว

“ครบถ้วนเจ้าค่ะ ขอบคุณคุณชาย!”

นางเก็บแหวนมิติด้วยความระมัดระวัง

ยูรันกลับหันไปตรวจสอบสัตว์อสูรต่อโดยไม่ได้เสียดายเงินแม้แต่น้อย

[ของที่นำมาครั้งนี้มีประมาณสองส่วน มูลค่ารวมเกือบหนึ่งร้อยล้าน]

[หากรวบรวมครบสิบส่วน ต้นทุนทั้งหมดก็คงอยู่ราวห้าร้อยล้านเหรียญวิญญาณ]

เขาคำนวณอยู่ภายในใจครู่หนึ่ง

[หากทดลองสำเร็จ ขอเพียงขายลูกสัตว์ที่วิวัฒนาการแล้วได้สักสามตัวก็น่าจะคืนทุนทั้งหมด]

ยูรันพยักหน้าให้กับการคำนวณของตนเอง ก่อนหันกลับไปทางจินอวี้หรง

“รวบรวมส่วนที่เหลือต่อไปได้เลย เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ขอเพียงสัตว์ที่ส่งมามีสุขภาพดีและตรงตามเงื่อนไข ข้าจะรับซื้อทั้งหมด”

ดวงตาของจินอวี้หรงแทบเปลี่ยนเป็นรูปเหรียญวิญญาณ

“รับทราบเจ้าค่ะ! ข้าจะรีบแจ้งทุกสาขาให้เร่งดำเนินการทันที!”