ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 118 พวกท่านอยากบำเพ็ญเพียรหรือไม่?
ยูรันตอบเรียบ ๆ
“อีกฝ่ายจะนำพลังออกไปเพียงปริมาณที่ทำให้นางไม่ตาย เพราะตราบใดที่ร่างกายยังมีชีวิต ก็สามารถใช้ดึงพลังปราณมาให้ตนเองได้เรื่อย ๆ”
บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงทันที
ยูรันหันกลับมาทางลู่ชิงถาน
“ส่วนสาเหตุที่ช่วงนี้ชิงถานมีสุขภาพแข็งแรงขึ้น ไม่อ่อนแอเหมือนเมื่อก่อน เป็นเพราะข้าคอยกินพลังปราณส่วนเกินออกจากร่างกายของนางโดยตรง”
ทุกคนชะงักพร้อมกัน
“กิน?”
“ใช่แล้ว กินพลังปราณ”
ยูรันพยักหน้าอย่างจริงจัง
“หากไม่ได้คิดอะไรซับซ้อน มันก็ไม่ต่างจากการกินข้าว ข้าเพียงนำพลังปราณส่วนเกินเข้าสู่ร่างกายแล้วย่อยสลายมันเท่านั้น”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนเอียงศีรษะ
“แต่หากเป็นคนลามกหน่อย คำว่า ‘กิน’ ก็อาจถูกตีความว่าเป็นเรื่องบนเตียงได้เหมือนกัน”
ใบหน้าของลู่ชิงถานแดงก่ำขึ้นมาทันที
ลู่เหยียนหนิงหรี่ตามองยูรัน ขณะที่ไป๋หลิงกับหนานอวี้ต่างจ้องเขาโดยไม่กะพริบตา
ยูรันเอียงศีรษะอย่างสงสัย
“มองข้าทำไม?”
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หนานอวี้ ก่อนมุมปากจะยกขึ้น
“หรือว่าศิษย์พี่สามอยากจะกินข้า?”
“...”
ใบหน้าของหนานอวี้แดงก่ำขึ้นในพริบตา
“จะ... เจ้า!”
นางคว้าถ้วยชาบนโต๊ะแล้วขว้างใส่เขาทันที
ยูรันเอียงตัวหลบอย่างง่ายดาย
“ข้าแค่ถามเอง เหตุใดต้องรุนแรงด้วย?”
“หุบปากไปเลย! ใครอยากกินเจ้ากัน!”
“อ้าว ก็เห็นจ้องข้าไม่กะพริบตา ข้าย่อมต้องเข้าใจผิดเป็นธรรมดา”
“ข้าจ้องเพราะเจ้าพูดจาลามกต่างหาก!”
หนานอวี้ลุกขึ้นเตรียมพุ่งเข้าไปบีบคอเขา แต่ไป๋หลิงรีบยื่นมือรั้งเอาไว้ก่อน
ยูรันยกมือปิดปากหัวเราะเบา ๆ
“ศิษย์พี่สามหน้าแดงขนาดนี้ คำปฏิเสธดูไม่น่าเชื่อถือเลยนะ”
“ปล่อยข้า ศิษย์พี่รอง! วันนี้ข้าจะฆ่ามัน!”
บรรยากาศเคร่งเครียดภายในห้องถูกรื้อทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี
มีเพียงลู่ชิงถานที่ยังคงนั่งก้มหน้าเงียบ แต่ภายในใจกำลังคิดอย่างจริงจังว่า หากคำว่า ‘กิน’ มีความหมายอีกแบบจริง เหตุใดยูรันจึงเลือกถามหนานอวี้แทนนางกัน
ยูรันรอให้หนานอวี้สงบลง ก่อนกลับมาอธิบายต่อ
“ความจริง หากจะให้ข้ากินพลังปราณส่วนเกินของชิงถานต่อไปก็ย่อมได้”
ลู่ชิงถานเงยหน้าขึ้นทันที
“แต่มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง”
“ปัญหาอะไรหรือเจ้าคะ?”
“เจ้าต้องอยู่ติดตัวข้าตลอดเวลา”
ยูรันกอดอกพลางอธิบาย
“ร่างกายของเจ้าดูดพลังปราณเข้ามาทุกวัน หากอยู่ห่างจากข้านานเกินไป พลังส่วนเกินก็จะเริ่มสะสมขึ้นมาอีก”
“ดังนั้นไม่ว่าข้าจะเดินทางไปที่ใด เจ้าก็ต้องติดตามไปด้วยตลอด ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้”
ลู่ชิงถานนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างจริงจัง
“ท่านพี่ ข้าคิดว่าเรื่องนั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรนะเจ้าคะ”
“...”
หนานอวี้ตบโต๊ะทันที
“ข้ามี!”
ลู่ชิงถานหันไปมองนางด้วยสีหน้าไร้เดียงสา
“คุณหนูหนานอวี้มีปัญหาอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ข้า...”
หนานอวี้อ้าปาก แต่ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
นางจะพูดได้อย่างไรว่าตนไม่พอใจ หากลู่ชิงถานต้องติดตามยูรันไปทุกหนทุกแห่ง ทั้งกลางวันและกลางคืน?
“ข้าเพียงคิดว่ามันไม่เหมาะสม!”
“ไม่เหมาะสมตรงไหนหรือเจ้าคะ?”
“ก็ไม่เหมาะสมทุกตรงนั่นแหละ!”
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังจ้องหน้ากัน ยูรันก็ยกมือขึ้น
“ข้าเองก็มีปัญหาเหมือนกัน”
ลู่ชิงถานหันกลับมาหาเขา
“เหตุใดท่านพี่ถึงมีปัญหาเล่าเจ้าคะ?”
“เพราะข้ายังมีงานต้องทำอีกมาก”
ยูรันเริ่มนับนิ้วทีละข้อ
“ข้าต้องสร้างสวนสมุนไพร สวนผลไม้วิญญาณ โรงเพาะสัตว์อสูร โรงหลอมศาสตรา และโรงหลอมโอสถ”
“นอกจากสร้างแล้ว ข้ายังต้องเพาะปลูก ทดลองสายเลือดสัตว์อสูร หลอมอาวุธ และหลอมโอสถด้วยตนเองอีก ข้าคงไม่สามารถให้เจ้าติดตามไปด้วยทุกที่ได้”
ลู่ชิงถานมีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย
ยูรันจึงกล่าวสรุป
“เพราะฉะนั้น การให้ข้าคอยกินพลังส่วนเกินออกจากร่างกายเจ้าเป็นเพียงวิธียื้อเวลา ไม่ใช่การรักษาที่แท้จริง”
“หากต้องการให้เจ้ามีชีวิตเป็นของตนเอง พวกเราต้องแก้ไขต้นเหตุของกายานี้”
ยูรันเห็นสีหน้าผิดหวังของลู่ชิงถาน จึงยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ
“เอาละ ชิงถานไม่ต้องเสียใจไป วันหลังเจ้าค่อยกินข้าแทนก็ได้”
“ไม่ได้!”
คราวนี้ผู้ที่ตะโกนออกมากลับเป็นไป๋หลิง
ทั่วทั้งห้องเงียบลงทันที
ทุกคนหันไปมองไป๋หลิง ก่อนเลื่อนสายตาไปทางหนานอวี้ แล้วจึงหันกลับมามองลู่ชิงถาน
หญิงสาวทั้งสามมองหน้ากันโดยไม่มีผู้ใดยอมหลบสายตาก่อน
[หรือว่านี่จะเป็นสงครามระหว่างสตรีทั้งสามคน?]
ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินสบตากันเงียบ ๆ เห็นได้ชัดว่าทั้งสองกำลังคิดเรื่องเดียวกัน
ยูรันกลับไม่รับรู้ถึงบรรยากาศผิดปกติแม้แต่น้อย เขาปล่อยมือจากศีรษะลู่ชิงถาน ก่อนกลับมาอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง
“ส่วนวิธีแก้ไขต้นเหตุมีอยู่สองวิธี”
เขายกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว
“วิธีแรก ให้ชิงถานเริ่มบำเพ็ญเซียน”
ไป๋หลิงขมวดคิ้ว
“แต่เมื่อครู่เจ้าบอกว่านางไม่สามารถกักเก็บพลังปราณได้ แล้วจะบำเพ็ญเซียนอย่างไร?”
“ในเมื่อร่างกายเก็บพลังไม่ได้ ก็ต้องหาอย่างอื่นมาเก็บแทน”
ยูรันสร้างภาพจำลองของตันเถียนขึ้นกลางอากาศ ก่อนวางภาพสมบัติชิ้นหนึ่งลงไปตรงกลาง
“ข้าจะใช้ของวิเศษระดับมหายานขึ้นไปดัดแปลงแล้วใส่ลงในตันเถียนของชิงถาน”
“พลังปราณทั้งหมดที่กายาของนางดูดเข้ามาจะถูกเก็บไว้ภายในของวิเศษชิ้นนั้น แทนที่จะไหลไปทำลายเส้นลมปราณและอวัยวะภายใน”
“เมื่อนางสามารถควบคุมสมบัติได้ ก็จะสามารถนำพลังที่สะสมอยู่ออกมาใช้ฝึกฝนและต่อสู้ได้เหมือนผู้บำเพ็ญทั่วไป”
ลู่เหยียนหนิงถามอย่างมีความหวัง
“แล้วพวกเราจะหาของวิเศษระดับมหายานจากที่ใด?”
“ความจริงพวกเราเคยพบมันมาแล้วตอนเข้าแดนลับครั้งแรก”
ทุกคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์นั้นชะงักไปพร้อมกัน
ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มันคือระฆังใบนั้น”
หนานอวี้เบิกตากว้าง
“ระฆังที่เย่อ้าวเทียนพยายามหลอมรวมน่ะหรือ?”
“ใช่”
ยูรันพยักหน้า
“หากนำมันกลับมาในสภาพสมบูรณ์ ข้าเพียงต้องปรับแต่งโครงสร้างภายใน ลบเจตจำนงเดิมออก แล้วฝังมันลงไปในตันเถียนของชิงถาน”
“ด้วยระดับของระฆัง มันสามารถรองรับพลังปราณที่กายาเตาหลอมศักดิ์สิทธิ์ดูดเข้ามาได้อย่างสบาย แต่น่าเสียดายที่ศิษย์พี่เย่ผู้แสนดีของพวกเราโลภมากเกินไปหน่อย”
น้ำเสียงของยูรันเต็มไปด้วยการประชดประชัน
“เขาฝืนหลอมรวมระฆังเข้ากับตนเอง สุดท้ายสมบัติเกิดต่อต้านจนระเบิดออกมา”
ยูรันชี้นิ้วเข้าหาตนเอง
“ส่วนข้าซึ่งยืนอยู่ใกล้และต้องคอยรับแรงระเบิดแทนคนอื่น ก็ได้รับบาดเจ็บหนักจนนอนให้คนหยอดน้ำข้าวต้มอยู่สิบสี่วันเต็ม”
สีหน้าของหนานอวี้กับไป๋หลิงเย็นชาลงทันที เมื่อนึกถึงสภาพของยูรันหลังออกจากแดนลับครั้งนั้น
“ดังนั้นระฆังไม่มีแล้ว แล้วตอนนี้ก็ไม่มีเวลาสมบัติ”
ลู่ชิงถานกล่าวด้วยความผิดหวัง
“หมายความว่าวิธีแรกใช้ไม่ได้แล้วหรือเจ้าคะ?”
“ตอนนี้ใช้ไม่ได้”
ยูรันลดนิ้วแรกลง ก่อนยกนิ้วที่สองขึ้นแทน
“เพราะฉะนั้นพวกเราจึงเหลือวิธีที่สอง”
ยูรันยกนิ้วที่สองขึ้น
“วิธีที่สอง...”
ทุกคนภายในห้องตั้งใจฟังทันที
“ข้าจะสร้างเตาหลอมศักดิ์สิทธิ์ให้นาง”
ลู่เหยียนหนิงชะงัก
“สร้างเตาหลอมศักดิ์สิทธิ์?”
“ถูกต้อง”
ยูรันพยักหน้า
“ในเมื่อร่างกายของชิงถานไม่มีภาชนะสำหรับกักเก็บพลัง ข้าก็จะสร้างภาชนะขึ้นมาใหม่ภายในร่างกายของนาง”
ไป๋หลิงถามขึ้น
“เจ้าจะสร้างมันด้วยวิธีใด? เมื่อครู่เจ้าบอกเองว่าจำเป็นต้องใช้ของวิเศษระดับมหายานไม่ใช่หรือ?”
ยูรันไม่ได้ตอบคำถามในทันที
มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ก่อนหันไปทางลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวิน
“ก่อนจะเริ่ม ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามท่านแม่ทั้งสอง”
ทั้งสองมองหน้ากันอย่างสงสัย
“เรื่องใดหรือ?”
“ท่านแม่ไป๋ ท่านแม่ลู่”
ยูรันมองทั้งสองอย่างจริงจัง
“พวกท่านอยากบำเพ็ญเพียรหรือไม่?”
“...”
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
ลู่เหยียนหนิงกะพริบตาหลายครั้ง ราวกับไม่แน่ใจว่าตนได้ยินถูกต้องหรือไม่
“เจ้าหมายถึง... ให้พวกข้ากลายเป็นผู้บำเพ็ญหรือ?”
“อืม”
ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“ข้าสามารถใช้วิธีเดียวกับที่จะรักษาชิงถาน ช่วยให้ท่านแม่ทั้งสองเริ่มต้นบำเพ็ญเพียรได้”
ไป๋จิ้งเหวินขมวดคิ้ว
“แต่พวกเราไม่มีรากวิญญาณ ทั้งยังอายุมากเกินกว่าจะเริ่มฝึกฝนแล้วไม่ใช่หรือ?”
“เรื่องนั้นไม่สำคัญ”
ยูรันโบกมือเบา ๆ
“หากไม่มีรากวิญญาณก็สร้างขึ้นมาใหม่ หากร่างกายไม่เหมาะกับการบำเพ็ญเพียรก็ปรับแต่งเสีย”
“ส่วนเรื่องอายุ พวกท่านยังไม่ถึงห้าสิบปีด้วยซ้ำ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรนับว่ายังเด็กมาก”
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ท่านแม่ทั้งสอง ข้าอยากให้พวกท่านจดจำเรื่องหนึ่งเอาไว้”
“หากวันใดข้าถามว่าพวกท่านต้องการสิ่งใดหรือไม่ คำตอบที่ข้าต้องการมีเพียง ‘ต้องการ’ หรือ ‘ไม่ต้องการ’ เท่านั้น”
ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินนิ่งฟังโดยไม่กล่าวแทรก
“ไม่จำเป็นต้องบอกข้าว่าพวกท่านอายุมาก ไม่มีรากวิญญาณ ขาดวัตถุดิบ หรือเกรงว่าจะต้องใช้ทรัพยากรมากเพียงใด”
“เพราะในเมื่อข้าเป็นฝ่ายถาม ย่อมหมายความว่าข้าสามารถทำให้มันเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว”
ยูรันวางมือลงบนโต๊ะ
“ส่วนเงื่อนไขและปัญหาอื่น หากข้าไม่ได้บอกว่าทำไม่ได้ ก็แปลว่าพวกท่านไม่จำเป็นต้องสนใจ”
“นั่นเป็นเรื่องที่ข้าต้องจัดการ ไม่ใช่เรื่องที่พวกท่านต้องกังวลเลยแม้แต่น้อย”
เขามองท่านแม่ทั้งสองผ่านผ้าปิดตา ก่อนถามซ้ำอย่างชัดเจน
“ดังนั้นข้าจะถามอีกครั้ง”
“พวกท่านอยากบำเพ็ญเพียรหรือไม่?”