คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 119 พวกเราจะใช้วิธีที่สอง7,728 ตัวอักษร

ตอนที่ 119 พวกเราจะใช้วิธีที่สอง

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินไม่ได้ตอบในทันที

ทั้งสองนั่งครุ่นคิดอยู่นาน สีหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยความลังเล

การบำเพ็ญเพียรเป็นสิ่งที่คนธรรมดานับไม่ถ้วนใฝ่ฝัน เพราะมันไม่ได้มอบเพียงพลังอำนาจ แต่ยังหมายถึงอายุขัยซึ่งยืนยาวกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า

ทว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ก็ทำให้พวกนางไม่อาจตอบรับได้อย่างง่ายดาย

ยูรันเห็นทั้งสองคิดอยู่นาน จึงกล่าวขึ้นอย่างสงบ

“ข้าเคยบอกเอาไว้แล้วว่า ข้าจะมอบโชคชะตาที่แตกต่างออกไปให้แก่ผู้ที่อยู่รอบตัว”

“ส่วนคนผู้นั้นจะเลือกมันหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับตัวเขาเอง”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนยกมือขึ้นลูบปลายจมูก

“แต่หากพูดตามตรง ข้าเองก็ไม่ค่อยปล่อยให้ผู้อื่นได้เลือกทุกเรื่องเท่าไร บางครั้งข้าก็เลือกให้พวกเขาไปเลย”

“...”

ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน

ยูรันกล่าวต่อราวกับไม่เห็นสายตาเหล่านั้น

“เหมือนตอนที่ข้าพบท่านแม่ทั้งสองครั้งแรก ข้าเห็นว่าพวกท่านเหนื่อยล้า แต่ต่อให้ถาม พวกท่านก็คงตอบว่ายังมีงานต้องทำและไม่ยอมพักผ่อน”

“ข้าจึงเลือกแทนพวกท่านเสียเลย ทั้งพาไปกินอาหาร ล้างเท้า กดจุด นวดไหล่ และบังคับให้เข้านอน”

ลู่เหยียนหนิงอดอมยิ้มไม่ได้ เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

“หากพิจารณาดูให้ดี ก็เหมือนข้าเป็นผู้เลือกแทนจริง ๆ”

ยูรันยอมรับอย่างตรงไปตรงมา

“แต่ข้าเลือกเช่นนั้น เพราะมองออกว่าภายในใจของคนผู้นั้นต้องการสิ่งใด เพียงแต่นางไม่ยอมกล่าวออกมา หรือคิดว่าตนเองไม่มีสิทธิ์เลือกมันเท่านั้น”

น้ำเสียงของเขาค่อย ๆ อ่อนโยนลง

“ครั้งนี้ก็เหมือนกัน”

“ข้ารู้ว่าท่านแม่ทั้งสองอยากอยู่ข้างลูกสาวของตนให้นานกว่านี้”

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินหันไปมองบุตรสาวของตนโดยไม่รู้ตัว

“ไม่ว่าชิงถานกับศิษย์พี่รองจะเติบโตขึ้นมากเพียงใด หรือมีอายุมากเท่าไร ในสายตาของพวกท่าน พวกนางก็ยังคงเป็นลูกสาวที่ทำให้พวกท่านอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี ไม่ใช่หรือ?”

ลู่เหยียนหนิงมองลู่ชิงถาน ส่วนไป๋จิ้งเหวินมองไป๋หลิง

ความลังเลภายในดวงตาของทั้งสองค่อย ๆ จางหายไป

ลู่เหยียนหนิงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

“ข้าต้องการ”

นางสูดหายใจลึก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นกว่าเดิม

“หากการบำเพ็ญเพียรทำให้ข้ามีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น ข้าก็อยากอยู่ดูชิงถานเติบโต อยากเห็นนางมีความสุข และอยากอยู่ข้างนางให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้”

ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าช้า ๆ

“ข้าเองก็ต้องการเช่นกัน”

หลังเพิ่งสูญเสียมารดาไป นางยิ่งเข้าใจดีว่าการจากลาของคนในครอบครัวเจ็บปวดเพียงใด

“ข้าไม่อยากให้หลิงเอ๋อร์ต้องเผชิญการสูญเสียเช่นเดียวกับข้าเร็วเกินไป หากมีหนทางให้ข้าอยู่กับนางได้นานขึ้น ข้าย่อมต้องการเลือกหนทางนั้น”

ไป๋หลิงกับลู่ชิงถานรีบเข้าไปกุมมือมารดาของตนเอาไว้

“ท่านแม่...”

ดวงตาของหญิงสาวทั้งสองแดงขึ้นเล็กน้อย

ลู่เหยียนหนิงบีบมือบุตรสาวตอบ ขณะที่ไป๋จิ้งเหวินยื่นมืออีกข้างขึ้นลูบศีรษะไป๋หลิงอย่างอ่อนโยน

ยูรันมองภาพตรงหน้า ก่อนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

“ในเมื่อพวกท่านตอบตกลงแล้ว ข้าจะอธิบายวิธีการให้ฟัง”

เขาหันไปมองท่านแม่ทั้งสอง ก่อนสายตาจะเลื่อนไปหยุดที่ลู่ชิงถาน

“พวกท่านจะได้รับการสืบทอดวิถีของข้า ชิงถานเองก็เช่นกัน”

ไป๋หลิงขมวดคิ้วทันที

“ข้าไม่เข้าใจ วิถีของเจ้าหมายถึงสิ่งใด?”

“ก็หมายความตามที่พูด”

ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

“พวกนางจะไม่ได้เริ่มต้นบำเพ็ญเพียรตามวิถีเซียนของโลกใบนี้ แต่จะเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกับข้า”

หนานอวี้เริ่มหมดความอดทน

“แล้ววิถีของเจ้าคืออะไรกันแน่เล่า? อย่าพูดอ้อมค้อมได้หรือไม่?”

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวออกมาทีละคำ

“มันคือการบำเพ็ญเพียรเพื่อจุติเป็นเทพเจ้า”

“...”

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน

ไม่มีผู้ใดขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราวกับเวลาหยุดนิ่งลงพร้อมกับประโยคนั้น

ลู่ชิงถานกะพริบตาหลายครั้ง

“ทะ... เทพเจ้าหรือเจ้าคะ?”

“ถูกต้อง”

ยูรันพยักหน้า

“บนโลกใบนี้มีขอบเขตการบำเพ็ญเซียนซึ่งเรียกว่า ‘เทพที่แท้จริง’ อยู่”

“แม้ชื่อของมันจะมีคำว่าเทพ แต่ก็เป็นเพียงชื่อของขอบเขตพลังเท่านั้น ต่อให้บรรลุถึงระดับนั้น เนื้อแท้ของผู้บำเพ็ญก็ยังคงเป็นมนุษย์ เพียงแต่มีพลังและอายุขัยสูงส่งขึ้นกว่าเดิม”

เขายกมือขึ้นช้า ๆ

“แต่วิถีของข้าแตกต่างออกไป”

“ข้าไม่ได้บำเพ็ญเพียรเพื่อก้าวขึ้นสู่ขอบเขตที่มีชื่อว่าเทพ”

“ข้าบำเพ็ญเพียรเพื่อเปลี่ยนแปลงแก่นแท้แห่งการดำรงอยู่”

ทุกคนตั้งใจฟังโดยไม่กล้ากล่าวแทรก

ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับสิ่งที่กำลังพูดถึงเป็นเพียงปลายทางธรรมดาของการบำเพ็ญเพียร

“เมื่อมหาสุริยุปราคามาถึง ตัวตนในฐานะมนุษย์ของข้าจะสิ้นสุดลง”

“และเมื่อนั้น ข้าจะถือกำเนิดขึ้นใหม่ในฐานะเทพเจ้าอย่างแท้จริง”

บรรยากาศภายในห้องพลันหนักอึ้ง ทุกคนต่างนิ่งงันจนแทบลืมหายใจ

เทพเจ้า?

สิ่งที่ยูรันกล่าวมิใช่การทะลวงเข้าสู่ขอบเขตซึ่งมีคำว่าเทพอยู่ในชื่อ และมิใช่การที่มนุษย์ผู้หนึ่งครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่

แต่มันคือการสลัดตัวตนเดิมทิ้ง แล้วเปลี่ยนแก่นแท้แห่งการดำรงอยู่จากมนุษย์ให้กลายเป็นเทพเจ้า

เรื่องเช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือ?

มนุษย์ผู้หนึ่งจะก้าวข้ามเผ่าพันธุ์ กฎเกณฑ์แห่งชีวิต และขอบเขตของโลก ก่อนถือกำเนิดขึ้นใหม่ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเทพเจ้าได้อย่างไรกัน?

แต่เมื่อมองสีหน้าอันสงบนิ่งของยูรัน ไม่มีผู้ใดรู้สึกว่าเขากำลังกล่าวล้อเล่นแม้แต่น้อย

ยูรันหันไปทางไป๋หลิงกับหนานอวี้

“ศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่สามน่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติมานานแล้วไม่ใช่หรือ?”

“ตบะที่ข้าแสดงออกมาอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน แต่ภายในร่างกายกลับไม่มีตันเถียน”

เขากางแขนออกเล็กน้อย

“หากไม่เชื่อ พวกท่านลองใช้จิตสัมผัสตรวจสอบร่างกายข้าดูสิ”

ไป๋หลิงกับหนานอวี้สบตากัน ก่อนปล่อยจิตสัมผัสออกมาอย่างระมัดระวัง

พลังของทั้งสองไหลผ่านร่างกายยูรัน มุ่งตรงไปยังตำแหน่งซึ่งควรเป็นตันเถียน

ทว่าบริเวณนั้นกลับว่างเปล่า

ไม่มีทะเลปราณ ไม่มีพลังหมุนเวียน และไม่มีร่องรอยของตันเถียนอยู่เลยแม้แต่น้อย

หนานอวี้เบิกตากว้าง

“ไม่มีจริง ๆ...”

นางตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง ก่อนเงยหน้ามองยูรันอย่างไม่อยากเชื่อ

“แต่หากเจ้าไม่มีตันเถียน แล้วพลังระดับสร้างรากฐานของเจ้าถูกเก็บเอาไว้ที่ใด?”

ไป๋หลิงยังคงใช้จิตสัมผัสตรวจสอบร่างกายเขา สีหน้าของนางยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ

นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ายูรันมีพลังอยู่ภายในร่างกาย แต่พลังเหล่านั้นไม่ได้รวมตัวอยู่ในจุดเดียวเหมือนผู้บำเพ็ญทั่วไป

วิถีการดำรงอยู่ของมันแตกต่างจากพลังปราณที่นางรู้จักโดยสิ้นเชิง

ยูรันยกมือขึ้นวางบนหน้าอกด้านซ้ายของตน

“พลังทั้งหมดถูกเก็บเอาไว้ภายในหัวใจ”

“หัวใจของข้าไม่ได้มีหน้าที่เพียงสูบฉีดโลหิต แต่มันคือแกนกลางของวิถี เป็นทั้งภาชนะบรรจุพลังและรากฐานสำหรับการจุติในอนาคต”

ไป๋หลิงถอนจิตสัมผัสกลับมา ก่อนถามขึ้น

“แล้วเจ้าจะถ่ายทอดวิถีนี้ให้ผู้อื่นได้อย่างไร?”

“วิธีสืบทอดวิถีของข้า ในตอนนี้สามารถแบ่งออกได้สี่วิธี”

ยูรันยกนิ้วแรกขึ้น

“วิธีแรก กินหัวใจของข้า”

สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันที

ลู่เหยียนหนิงนึกถึงคำพูดที่ยูรันเคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้

หากข้าพลาด คงต้องใช้หัวใจของข้าแทน

“นี่คือสิ่งที่เจ้าหมายถึงในตอนนั้นหรือ?”

“ถูกต้อง”

ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“ภายในหัวใจของข้ามีต้นกำเนิดวิถีอยู่ หากผู้ใดกินมันเข้าไปและสามารถทนรับพลังทั้งหมดได้ คนผู้นั้นก็จะได้รับการสืบทอดโดยตรง”

“แน่นอนว่า วิธีนี้ต้องฆ่าข้าก่อน”

เขายักไหล่

“ซึ่งตอนนี้ไม่มีผู้ใดในโลกใบนี้ทำได้หรอก เพราะฉะนั้นตัดวิธีนี้ทิ้งไปได้เลย”

แม้ยูรันจะพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่คนอื่นกลับไม่อาจสงบตามเขาได้ โดยเฉพาะลู่ชิงถานซึ่งมีใบหน้าซีดลงทันทีเมื่อคิดว่าการรักษาตนเองอาจต้องแลกด้วยหัวใจของเขา

ยูรันยกนิ้วที่สองขึ้น

“วิธีที่สอง รับการสืบทอดผ่านพิธีกรรม โดยมีข้าเป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง”

“วิธีนี้ง่ายที่สุด ปลอดภัยที่สุด และสามารถปรับแต่งวิถีให้เหมาะกับผู้รับการสืบทอดแต่ละคนได้”

จากนั้นเขาจึงยกนิ้วที่สาม

“ส่วนวิธีสุดท้าย คือสร้างพลังตามวิถีของข้าขึ้นมาด้วยตนเอง โดยไม่มีต้นกำเนิดวิถีหรือพิธีกรรมคอยนำทาง”

หนานอวี้ขมวดคิ้ว

“ฟังดูไม่ต่างจากการสร้างวิชาบำเพ็ญขึ้นมาใหม่ทั้งระบบ”

“ยากกว่านั้น”

ยูรันตอบ

“หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อย หัวใจ จิตวิญญาณ และร่างกายจะทำลายกันเอง ผู้ทดลองมีโอกาสตายสูงมาก”

เขาชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“ตอนอยู่ในแดนลับครั้งแรก ระฆังเกิดระเบิดขึ้น ข้าจำเป็นต้องสร้างพลังตามวิถีเดิมขึ้นมาในร่างกายนี้อย่างเร่งรีบ เพื่อหยุดแรงระเบิดและรักษาชีวิตทุกคนเอาไว้”

“ผลก็คือร่างกายรับภาระไม่ไหว ข้าจึงนอนเป็นผักให้พวกท่านคอยหยอดน้ำข้าวต้มอยู่สิบสี่วัน”

ไป๋หลิงกับหนานอวี้นิ่งเงียบลงทันที

จนถึงวันนี้พวกนางเพิ่งรู้ว่า สาเหตุที่ยูรันหมดสติยาวนานไม่ได้เกิดจากบาดแผลของระฆังเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเขาเสี่ยงสร้างพลังซึ่งอยู่นอกเหนือวิถีของโลกขึ้นมาภายในร่างกายตนเอง

ยูรันลดมือลง ก่อนกล่าวสรุป

“ดังนั้นวิธีแรกต้องฆ่าข้า วิธีที่สามเสี่ยงตายโดยไม่จำเป็น”

“พวกเราจะใช้วิธีที่สอง”

หนานอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบยกมือขึ้น

“เดี๋ยวก่อน! เมื่อครู่เจ้าบอกว่ามีทั้งหมดห้าวิธีไม่ใช่หรือ?”

หนานอวี้ชูนิ้วขึ้นมานับต่อหน้าเขา

“เจ้าอธิบายเพียงสามวิธี แล้ววิธีที่สี่กับวิธีที่ห้าเล่า?”