คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 120 แปลกจัง ข้านึกว่าบอกเจ้าไปแล้วเสียอีก7,749 ตัวอักษร

ตอนที่ 120 แปลกจัง ข้านึกว่าบอกเจ้าไปแล้วเสียอีก

“อ๋อ วิธีที่สี่อะนะ?”

ยูรันยกนิ้วที่สี่ขึ้น

“รอจนกว่าข้าจะผ่านมหาสุริยุปราคา และจุติกลายเป็นเทพเจ้า”

“เมื่อถึงตอนนั้น ข้าสามารถมอบวิถีให้ผู้อื่นได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องเตรียมพิธีกรรมหรือรับความเสี่ยงใด ๆ”

ยูรันยกมือขึ้นดีดนิ้ว

เป๊าะ!

“ง่ายเพียงเท่านี้”

หนานอวี้คิ้วกระตุก

“แล้วต้องรออีกนานเพียงใดกว่าเจ้าจะจุติเป็นเทพ?”

“ไม่รู้สิ”

ยูรันตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“เพราะฉะนั้นวิธีนี้ถึงยังใช้ไม่ได้อย่างไรเล่า”

“...”

จากนั้นเขาจึงยกนิ้วสุดท้ายขึ้น

“ส่วนวิธีที่ห้าเรียกว่า ‘การแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม’”

ไป๋หลิงถามอย่างสนใจ

“แลกเปลี่ยนสิ่งใด?”

“แลกเปลี่ยนตบะ”

ยูรันสร้างภาพพลังสองสายขึ้นกลางอากาศ สายหนึ่งเป็นพลังปราณของผู้บำเพ็ญเซียน ส่วนอีกสายมีลักษณะแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

“วิธีนี้อ้างอิงหลักการสร้างวิถีจากวิธีที่สาม แต่แทนที่จะสร้างพลังขึ้นมาใหม่จากความว่างเปล่า ผู้รับการสืบทอดจะนำตบะจากการบำเพ็ญเซียนทั้งหมดมาใช้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน”

“พลังปราณ ตันเถียน รากฐาน และขอบเขตเดิมจะถูกสลาย ก่อนเปลี่ยนเป็นรากฐานสำหรับการบำเพ็ญเทพแทน”

หนานอวี้ก้มมองร่างกายของตนเอง

“หมายความว่า หากข้าใช้วิธีนี้ ตบะแก่นทองคำทั้งหมดจะหายไปหรือ?”

“ไม่ได้หายไป แต่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังอีกระบบหนึ่ง”

ยูรันตอบ

“ตบะที่สั่งสมมาจะกลายเป็นราคาสำหรับแลกเปลี่ยน ยิ่งรากฐานเดิมแข็งแกร่งเพียงใด รากฐานใหม่ก็ยิ่งสมบูรณ์มากเท่านั้น”

“แต่การแลกเปลี่ยนไม่สามารถทำได้ทุกเวลา”

เขาชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า

“ต้องดำเนินการในวันที่เกิดสุริยุปราคา เพื่ออาศัยช่วงเวลาซึ่งแสงสว่างและความมืดซ้อนทับกันเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสองวิถี”

“เพียงสุริยุปราคาทั่วไปก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องรอมหาสุริยุปราคาซึ่งใช้สำหรับการจุติของข้า”

ไป๋หลิงเริ่มเข้าใจ

“แต่วิธีนี้ใช้ได้เฉพาะผู้ที่มีตบะให้แลกเปลี่ยนอยู่แล้ว”

“ถูกต้อง”

ยูรันมองหนานอวี้อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแกล้งยกมือขึ้นปิดปากราวกับเพิ่งค้นพบความลับสำคัญ

“หรือว่าศิษย์พี่สามอยากเดินอยู่บนวิถีเดียวกับข้า?”

หนานอวี้ชะงักทันที

ยูรันโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย

“ที่ท่านรีบถามถึงวิธีที่สี่กับวิธีที่ห้า เพราะเห็นชิงถานกำลังจะได้รับการสืบทอด แล้วเกิดความอิจฉาขึ้นมาใช่หรือไม่?”

“ใครอิจฉากัน!”

หนานอวี้หน้าแดง ก่อนตบโต๊ะดังปัง

“ข้าเพียงสงสัยเพราะเจ้าอธิบายไม่ครบต่างหาก! ในเมื่อบอกว่ามีห้าวิธี เจ้าก็ควรอธิบายให้ครบทั้งห้าสิ!”

“อ๋อ ที่แท้ก็เพียงสงสัย”

ยูรันลากเสียงยาวอย่างไม่เชื่อถือ

“ข้าเห็นท่านถามเสียร้อนรน ยังนึกว่าอยากอยู่บนวิถีเดียวกับข้าไปตลอดเสียอีก”

“เจ้าอย่าพูดจาชวนให้เข้าใจผิด!”

ลู่ชิงถานยกมือขึ้นปิดปาก ก่อนหัวเราะเบา ๆ

“หากคุณหนูหนานอวี้ต้องการจริง ๆ ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องปิดบังเลยนี่เจ้าคะ”

หนานอวี้หันขวับไปมองนาง

“ข้าไม่ได้ต้องการ!”

“เจ้าค่ะ ข้าเชื่อแล้ว”

แม้ปากจะบอกว่าเชื่อ แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่ชิงถานกลับแสดงความหมายตรงกันข้ามอย่างชัดเจน

ไป๋หลิงซึ่งนั่งฟังอยู่ด้านข้างกล่าวขึ้นอย่างสงบ

“ข้าเองก็อยากรู้วิธีทั้งหมดเหมือนกัน”

ยูรันหันไปหานางทันที

“หรือว่าศิษย์พี่รองก็อิจฉาชิงถานเหมือนกัน?”

เส้นเลือดตรงขมับของไป๋หลิงปูดขึ้นเล็กน้อย ก่อนนางจะตัดสินใจเปลี่ยนเรื่อง

“แล้ววิถีของเจ้าต่างจากวิถีเซียนอย่างไร?”

“ถึงแม้สุดท้ายเจ้าจะกลายเป็นเทพเจ้า แต่หากผู้บำเพ็ญเซียนก้าวขึ้นสู่ขอบเขตพลังที่สูงมากพอ ก็น่าจะสามารถทำสิ่งเดียวกันได้ไม่ใช่หรือ?”

“ไม่เหมือนกัน”

ยูรันตอบทันที

“มนุษย์ก็คือมนุษย์ เซียนก็คือเซียน ส่วนเทพก็คือเทพ”

เขายกมือขึ้น ก่อนสร้างลูกบอลพลังปราณขนาดเล็กเหนือฝ่ามือ

“พวกท่านชอบคิดกันเองว่า หากระดับพลังสูงขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายย่อมสามารถทำได้ทุกสิ่ง แต่นั่นไม่เป็นความจริง”

“ไม่ว่าผู้บำเพ็ญเซียนจะแข็งแกร่งเพียงใด สิ่งที่พวกเขาทำก็ยังอยู่ภายใต้กฎของโลก”

“พวกเขาทำได้เพียงรวบรวมพลัง เรียนรู้กฎ และใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วให้เกิดผลตามที่ต้องการ”

ลูกบอลพลังเหนือฝ่ามือของยูรันเปลี่ยนรูปร่างไปมา แต่ไม่เคยหลุดออกจากขอบเขตซึ่งเขากำหนดเอาไว้

“ส่วนเทพเจ้าไม่ได้เพียงใช้กฎ”

ยูรันกำมือ ลูกบอลพลังพลันหายไปโดยไม่เหลือร่องรอย

“เทพเจ้าสามารถถือครองอำนาจเหนือกฎ หรือแม้แต่สร้างกฎของตนเองขึ้นมา”

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว

“ยกตัวอย่างได้หรือไม่?”

“ผู้บำเพ็ญเซียนไม่สามารถชุบชีวิตคนตายได้”

ยูรันตอบอย่างเรียบง่าย

“ต่อให้รวบรวมร่างกายกลับคืนมา ซ่อมแซมอวัยวะ และเรียกเศษวิญญาณบางส่วนกลับมา สิ่งที่ได้ก็เป็นเพียงร่างซึ่งมีความทรงจำ ไม่ใช่คนเดิมอย่างสมบูรณ์”

“แต่เทพเจ้าสามารถทำได้”

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนแก้คำพูดของตนเอง

“ไม่สิ จะกล่าวว่าเทพเจ้าทุกองค์ทำได้ก็คงไม่ถูก”

“ข้าต่างหากที่ทำได้”

“...”

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

ลู่ชิงถานเบิกตากว้าง ขณะที่หนานอวี้กับไป๋หลิงมองเขาราวกับกำลังพยายามตัดสินว่าสิ่งที่ได้ยินเป็นความจริงหรือไม่

ส่วนไป๋จิ้งเหวินลุกพรวดขึ้นจากที่นั่ง

“ยูรัน...”

เสียงของนางสั่นเครือ

“ในเมื่อเจ้าชุบชีวิตคนตายได้ เช่นนั้นท่านแม่ของข้า...”

ยูรันรีบยกมือขึ้นห้าม ก่อนที่ไป๋จิ้งเหวินจะกล่าวจบ

“ท่านแม่ไป๋ เรื่องนั้นทำไม่ได้”

ความหวังซึ่งเพิ่งปรากฏขึ้นในดวงตาของนางสั่นไหวทันที

“เพราะเหตุใด? ไม่ใช่ว่าเจ้าบอกว่าสามารถชุบชีวิตคนตายได้หรือ?”

“ข้าทำได้ แต่ไม่ควรทำ”

ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ท่านยายไป๋เลือกที่จะสิ้นสุดชีวิตของตนเองอย่างสงบ นางปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความเสียใจ และไม่มีสิ่งใดติดค้างอยู่ภายในใจอีกแล้ว”

“การดึงนางกลับมาหลังจากเลือกจากไป จึงไม่มีความหมายอะไร และที่สำคัญนางรู้ว่าข้าชุบชีวิตนางได้”

“หากนางต้องการมีชีวิตต่อ เพียงเอ่ยปากขอ ข้าก็สามารถมอบชีวิตใหม่ให้นางได้”

“แต่ท้ายที่สุด นางไม่ได้เลือกเช่นนั้น”

น้ำเสียงของยูรันสงบนิ่ง แต่หนักแน่นอย่างไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้ง

“สิ่งที่นางขอจากข้ามีเพียงให้ข้าส่งวิญญาณของนางด้วยตนเอง และให้ข้าแต่งงานกับศิษย์พี่รอง”

“นั่นคือความปรารถนาที่นางเลือกด้วยตนเอง”

ไป๋หลิงซึ่งกำลังฟังด้วยสีหน้าเศร้าหมองพลันสำลัก

“แค่ก ๆ!”

ยูรันหันไปมองนาง ก่อนกล่าวต่ออย่างจริงจัง

“หากข้าชุบชีวิตท่านยายกลับมา ทั้งที่นางไม่ได้ร้องขอ นอกจากจะเป็นการไม่เคารพการตัดสินใจของนางแล้ว ยังมีปัญหาใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง”

ไป๋จิ้งเหวินถามทั้งน้ำตา

“ปัญหาอะไร?”

“เมื่อนางฟื้นขึ้นมา สิ่งแรกที่ต้องถามข้าแน่นอนคือ เมื่อไรข้าจะแต่งงานกับศิษย์พี่รอง”

ยูรันถอนหายใจอย่างหนักใจ

“แค่นี้ข้าก็ถูกกดดันมากพอแล้ว หากชุบชีวิตนางกลับมาคอยเร่งรัดเรื่องแต่งงานทุกวัน ไม่ใช่ว่าจะมีปัญหาใหญ่กว่าเดิมหรือ?”

“แค่ก ๆ ๆ!”

ไป๋หลิงไอหนักกว่าเดิม ใบหน้าแดงก่ำจนถึงใบหู

ไป๋จิ้งเหวินมองบุตรสาว ก่อนหยาดน้ำตาบนใบหน้าจะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มบาง

แม้ยังโศกเศร้าและคิดถึงมารดา แต่นางเข้าใจสิ่งที่ยูรันต้องการบอกแล้ว

การชุบชีวิตผู้ตายโดยไม่สนใจความปรารถนาของเจ้าตัว ไม่ใช่ความเมตตา หากเป็นเพียงความเห็นแก่ตัวของผู้ที่ยังไม่ยอมปล่อยมือเท่านั้น

ยูรันเห็นว่าไป๋จิ้งเหวินเข้าใจแล้ว จึงพยักหน้าเล็กน้อย

“ในเมื่อท่านแม่ไป๋เข้าใจแล้ว พวกเรากลับมาอธิบายเรื่องพิธีกรรมกันต่อเถอะ”

เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“เมื่อครู่ถึงไหนแล้วนะ... อ๋อ วิธีที่สอง”

ยูรันยกมือขึ้น

“ข้าจะสร้างพิธีกรรมเพื่อถ่ายทอดวิถีให้พวกท่านโดยตรง แต่วิถีนี้ไม่อาจถือกำเนิดขึ้นจากความว่างเปล่า ทุกครั้งที่สร้างพลังหรืออำนาจบางอย่าง ข้าจำเป็นต้องนำสิ่งที่มีคุณค่าเท่าเทียมกันออกมาแลกเปลี่ยน”

สีหน้าของทุกคนกลับมาเคร่งเครียดทันที

“ตอนสร้างพลังตามวิถีเดิมขึ้นมาเป็นครั้งแรก ข้าใช้การมองเห็นของตนเองเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน”

ยูรันยกมือแตะผ้าสีดำซึ่งปิดดวงตาเอาไว้

“แสงสว่างของข้าดับสูญลงพร้อมกับการถือกำเนิดของพลังนั้น นับตั้งแต่วินาทีนั้น ดวงตาคู่นี้ก็ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้อีก”

จากนั้นเขาจึงยกมือขึ้นแตะใบหู

“ครั้งที่สอง ข้าใช้การได้ยินเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน เพื่อสร้างผนึกร้อยชีวิตขึ้นมา”

“ผนึกนั้นทำให้ข้าสามารถซ่อมแซมร่างกาย รักษาบาดแผล และดึงชีวิตซึ่งกำลังดับสูญกลับคืนมาได้”

“แต่สิ่งที่เสียไป คือเสียงทั้งหมดในโลกของข้า”

ลู่ชิงถานชะงักไปหลายอึดใจ ก่อนรีบถามขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ

“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ ท่านพี่กำลังจะบอกว่า ตอนนี้ท่านหูหนวกอย่างนั้นหรือ?”

“อ้าว?”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“ข้ายังไม่เคยบอกหรือ?”

“ไม่เคยเจ้าค่ะ!”

ลู่ชิงถานกับมารดาทั้งสองตอบออกมาแทบพร้อมกัน แม้แต่องครักษ์จางยังส่ายหน้าแรง ๆ เพื่อยืนยันว่าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน

ทว่าไป๋หลิงกับหนานอวี้กลับไม่มีท่าทีประหลาดใจแม้แต่น้อย

ลู่ชิงถานสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงหันไปถามทั้งสองทันที

“เดี๋ยวก่อน เหตุใดพวกท่านจึงไม่ตกใจเลยเจ้าคะ หรือว่าพวกท่านรู้อยู่แล้ว?”

“อืม”

ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างสงบ

“พวกเรารู้อยู่ก่อนแล้ว”

หนานอวี้กอดอก ก่อนกล่าวเสริม

“เจ้าคิดว่าพวกเราจะอยู่กับศิษย์น้องมาตั้งนาน โดยไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลยหรือ?”

ลู่ชิงถานอ้าปากค้าง ก่อนหันกลับมามองยูรันด้วยสายตาน้อยใจ

“ท่านพี่บอกพวกนาง แต่กลับไม่เคยบอกข้าเลยหรือเจ้าคะ?”

ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างไม่แน่ใจนัก

“สงสัยข้าคงลืม”

“แต่ตอนนี้เจ้าก็รู้แล้วมิใช่หรือ? เช่นนั้นก็ช่างมันเถอะ”