คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 121 ศิษย์พี่รองเข้าใจได้รวดเร็วจริง ๆ7,546 ตัวอักษร

ตอนที่ 121 ศิษย์พี่รองเข้าใจได้รวดเร็วจริง ๆ

เขาเปลี่ยนเรื่องอย่างง่ายดาย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ส่วนสิ่งที่ข้าจะใช้แลกเปลี่ยนในพิธีกรรมครั้งนี้ คือการดมกลิ่น การรับรู้รสชาติ และความรู้สึกจากการสัมผัส”

หนานอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยแทรกขึ้นอย่างร้อนรน

“เดี๋ยวก่อน หากสูญเสียทั้งการมองเห็น การได้ยิน การดมกลิ่น การรับรู้รสชาติ และความรู้สึกจากการสัมผัส แบบนั้นเจ้าก็แทบไม่ต่างจากคนพิการซึ่งถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเลยมิใช่หรือ?!”

ยูรันครุ่นคิดตามอย่างจริงจัง ก่อนพยักหน้า

“น่าจะเป็นอย่างนั้น”

เขายกนิ้วขึ้นชี้ลำคอของตนเอง

“แต่ข้ายังเหลือเสียงเอาไว้ อย่างน้อยก็ยังพูดได้”

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินมองเขานิ่ง สีหน้าของทั้งสองค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้น ขณะที่ลู่ชิงถานกำมือแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว

“เอาน่า ต่อให้สูญเสียการวจีไปด้วย ข้าก็ยังสามารถพูดได้อยู่ดี”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“การสูญเสียประสาทสัมผัสทั้งหกไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับข้า พวกท่านอย่าได้ตื่นตระหนกไปเลย”

เมื่อเห็นสีหน้าของลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินยังคงเคร่งเครียด เขาจึงพยายามอธิบายเพิ่มเติม

“เพื่อให้ท่านแม่ทั้งสองสบายใจ ข้าจะบอกความจริงให้ก็ได้”

“โดยปกติแล้ว ข้าแทบไม่จำเป็นต้องใช้ประสาทสัมผัสทั้งหกอยู่แล้ว ต่อให้สูญเสียพวกมันไปก็แทบจะไม่มีผลอะไรเลย”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“พูดเช่นนี้แล้ว ท่านแม่ทั้งสองสบายใจขึ้นบ้างหรือยัง?”

“ไม่เลย”

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินตอบพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดหมาย

ยูรันนิ่งไปชั่วขณะ

“แม้แต่นิดเดียว?”

“ยิ่งกว่าเดิมอีก!”

คราวนี้เสียงของคนทั้งห้องดังขึ้นแทบพร้อมกัน เห็นได้ชัดว่าคำอธิบายของเขาไม่ได้ช่วยให้ผู้ใดสบายใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ยูรันเดินเข้าไปหาลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวิน ก่อนยื่นมือไปกุมมือของทั้งสองเอาไว้

“เหตุใดจึงต้องกังวลถึงเพียงนั้นเล่า?”

เขากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“ข้าจะได้แกล้งทำเป็นคนพิการต่อไป ทำอะไรก็สะดวกดีออก”

“อีกอย่าง พลังของข้ากำลังฟื้นคืนกลับมาทีละน้อย เมื่อพลังกลับมามากพอ ประสาทสัมผัสเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ กลับคืนมาเอง ไม่มีอะไรต้องกังวล”

ลู่ชิงถานรีบถามขึ้นทันที

“ท่านพี่หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ?”

ยูรันเห็นความกังวลบนใบหน้าของมารดาทั้งสองแล้วก็เริ่มรู้สึกผิด จึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“เอาเถอะ ข้าจะบอกความจริงให้ฟังก็ได้”

“สิ่งที่ข้านำไปแลกเปลี่ยนไม่ได้สูญหายไปอย่างถาวร มันคล้ายกับการนำของไปจำนำเอาไว้มากกว่า”

ทุกคนตั้งใจฟังทันที

“ตอนนี้พลังของข้ายังไม่เพียงพอจะใช้อำนาจซึ่งขัดต่อกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้หรือวิถีสวรรค์โดยไม่จ่ายสิ่งตอบแทน ข้าจึงจำเป็นต้องวางบางสิ่งเอาไว้เป็นข้อแลกเปลี่ยนก่อน”

“แต่เมื่อพลังของข้าฟื้นคืนมาถึงระดับที่เหมาะสม ข้าก็สามารถใช้พลังนำสิ่งที่จำนำเอาไว้กลับคืนมาได้ เท่านั้นเอง”

เขากระชับมือของมารดาทั้งสองเล็กน้อย

“เดิมทีข้าไม่อยากบอก เพราะอยากแกล้งให้ทุกคนตกใจเล่นเท่านั้น”

ยูรันยิ้มตาหยี

“คราวนี้ท่านแม่ทั้งสองสบายใจขึ้นหรือยัง?”

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินถอนหายใจออกมาพร้อมกัน ความหนักอึ้งบนใบหน้าของทั้งสองจางหายไปอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนคนอื่นภายในห้องกลับจ้องยูรันเขม็ง

หนานอวี้ทนไม่ไหวอีกต่อไป นางพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อเขา ก่อนใช้สองมือบีบคออย่างไม่คิดจะยั้งแรง

“อ๊ากกกกก! ข้าทนไม่ไหวแล้ว!”

นางเขย่าร่างเขาไปมาด้วยความโมโห

“ตายเสียเถอะ ศิษย์น้องสารเลว!”

“แค่ก ๆ ๆ! อย่า...ศิษย์พี่สาม!”

ยูรันพยายามดิ้นรนอย่างสุดความสามารถ ก่อนหันไปขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ทว่ากลับไม่มีผู้ใดคิดเข้ามาห้ามแม้แต่คนเดียว

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินมองภาพตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง

“ยูรัน คราวนี้พวกแม่คิดว่าหนานอวี้ทำถูกแล้ว”

ไป๋หลิงแค่นเสียงอย่างเย็นชา

“หึ สมน้ำหน้า”

ลู่ชิงถานพยักหน้าเห็นด้วยทันที

“จริงเจ้าค่ะ”

ยูรันจึงหันไปหาองครักษ์จางเป็นคนสุดท้าย

องครักษ์จางรีบหลบสายตา ก่อนถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว

“เอ่อ...เรื่องนี้ข้าไม่ขอออกความเห็นขอรับ”

“ตาแก่...จาง...ช่วย...ข้า...ก่อน...”

“ขออภัยขอรับคุณชาย ข้าน้อยมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”

หลังจากบีบคอและเขย่ายูรันจนพอใจแล้ว หนานอวี้จึงปล่อยมือ ก่อนกล่าวเตือนด้วยสีหน้าดุดัน

“คราวหลังห้ามเอาเรื่องเช่นนี้มาแกล้งพวกเราอีก เข้าใจหรือไม่?!”

ยูรันยกมือขึ้นลูบลำคอ ก่อนมองนางอย่างมีเลศนัย

“โอ้ หรือว่าศิษย์พี่สามเองก็อยากกินข้า?”

“เพราะท่านกลัวว่าเวลากินข้าแล้ว ข้าจะไม่รู้สึกอะไรสินะ”

ใบหน้าของหนานอวี้แดงก่ำขึ้นมาทันที

“อ๊ากกกก! ใครอยากกินเจ้ากัน?! เจ้าคนลามก!”

ลู่ชิงถานเองก็หน้าแดงจนถึงใบหู นางรีบก้มหน้าหลบสายตาผู้อื่น

[ท่านพี่ลามกเกินไปแล้ว!]

ยูรันหัวเราะเบา ๆ ก่อนกลับเข้าประเด็นราวกับเมื่อครู่ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

“เอาเถอะ สิ่งที่ข้าจะใช้ประสาทสัมผัสเหล่านั้นแลกมา มีอยู่สองอย่าง”

เขาชูนิ้วขึ้นสองนิ้ว

“อย่างแรก ต้นไม้แห่งดวงดาว นามว่าอิกดราซิล”

“ส่วนอย่างที่สอง...”

ยูรันเว้นจังหวะเล็กน้อย

“กายเทพดาราสวรรค์”

หนานอวี้กับไป๋หลิงชะงักไป ก่อนหันมาสบตากันด้วยความสงสัย

หนานอวี้เป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน

“ต้นไม้แห่งดวงดาว? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อสิ่งนี้มาก่อน อิกดราซิลคืออะไรกันแน่?”

ไป๋หลิงเองก็ถามต่อทันที

“ส่วนกายเทพดาราสวรรค์ เจ้ากำลังจะบอกว่ามันคือกายาพิเศษชนิดหนึ่งอย่างนั้นหรือ?”

สายตาของทุกคนกลับมารวมอยู่ที่ยูรันอีกครั้ง เพื่อรอฟังคำอธิบายจากเขา

ยูรันเริ่มอธิบายอย่างไม่เร่งรีบ

“ต้นไม้แห่งดวงดาว อิกดราซิล มีต้นกำเนิดมาจากตำนานอันเก่าแก่ยาวนาน”

“ว่ากันว่ามันคือต้นไม้ซึ่งค้ำจุนจักรวาล รากและกิ่งก้านแผ่ขยายออกไปจนกลายเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วน อีกทั้งยังทำหน้าที่เชื่อมโยงโลกต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน”

“บางตำนานเรียกมันว่าต้นไม้โลก หากต้นไม้ต้นนี้ล้มตาย โลกทั้งหลายซึ่งเชื่อมโยงอยู่กับมันก็จะพังทลายตามไปด้วย”

“แต่สำหรับอิกดราซิลที่ข้าจะสร้าง หน้าที่สำคัญของมันคือการมอบองค์ความรู้ให้แก่ผู้ที่ประกอบพิธีสังเวยต่อต้นไม้”

หนานอวี้ขมวดคิ้ว

“พิธีสังเวย?”

“ถูกต้อง”

ยูรันพยักหน้า

“ผู้ประกอบพิธีจะต้องสังเวยตนเองด้วยการถูกแขวนเอาไว้กับอิกดราซิล และทนรับเปลวเพลิงของมันเป็นเวลาเก้าวันเก้าคืน”

ลู่ชิงถานฟังมาถึงตรงนี้ก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ

“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ ท่านพี่บอกว่าผู้ประกอบพิธีจะต้องถูกแขวนคอ หมายความว่ายังไงเจ้าคะ?”

“ผู้ประกอบพิธีจะถูกแขวนร่างกลับหัวอยู่ใต้กิ่งของอิกดราซิล รากไม้จะเลื้อยขึ้นมาพันรอบข้อมือ ข้อเท้า และลำคอ จากนั้นจึงรัดตรึงร่างกายทั้งหมดเอาไว้จนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้”

ลู่ชิงถานกลืนน้ำลาย

“แล้วเปลวเพลิงที่ท่านกล่าวถึง...”

“ก็จะเริ่มลุกไหม้จากด้านล่าง”

ยูรันอธิบายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“เปลวเพลิงแห่งอิกดราซิลจะเผาผลาญร่างกายและจิตวิญญาณของผู้ประกอบพิธีทั้งเป็น”

“กล่าวโดยง่ายก็คือ ถูกแขวนกลับหัวและเผาทั้งเป็นตลอดพิธีกรรมนั่นแหละ”

ลู่ชิงถานนิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกพรวดจากที่นั่งแล้วเข้าไปกอดยูรันเอาไว้แน่น

“ท่านพี่...”

น้ำเสียงของนางเริ่มสั่น

“ข้าไม่เอาแล้วได้ไหมเจ้าคะ? ข้ายอมไม่รักษาแล้วก็ได้ ข้าไม่อยากถูกแขวนกลับหัวแล้วเผาทั้งเป็นเก้าวันเก้าคืน!”

ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ ราวกับกำลังปลอบโยน

“ไม่ได้”

ลู่ชิงถานเงยหน้าขึ้นทันที

“เอ๊ะ?”

“เจ้าตอบตกลงไปแล้ว ตอนนี้คิดจะถอยย่อมสายเกินไป”

ยูรันยิ้มกว้าง ก่อนหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย

“ห้ามถอยเด็ดขาด ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”

“ท่านพี่!”

ลู่ชิงถานกอดเขาแน่นกว่าเดิม ใบหน้าซีดลงจนแทบไร้สี ขณะที่คนอื่นภายในห้องเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่ายูรันกำลังอธิบายพิธีกรรมหรือจงใจข่มขู่นางเล่นกันแน่

ยูรันกลับกล่าวต่อราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

“หากผ่านพิธีกรรมไปได้สำเร็จ อิกดราซิลจะมอบภูมิปัญญาหรือองค์ความรู้ที่คนผู้นั้นปรารถนาให้”

“บางคนจึงเรียกเปลวเพลิงชนิดนี้ว่า ‘เปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญา’”

เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนยิ้มออกมา

“แต่อิกดราซิลของข้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภูมิปัญญาเท่านั้น ข้าสามารถเปลี่ยนสิ่งที่ต้นไม้มอบให้หลังจบพิธีกรรมเป็นสิ่งอื่นได้เช่นกัน”

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยถามอย่างจริงจัง

“เดี๋ยวก่อน หากผู้ประกอบพิธีทนรับความเจ็บปวดไม่ไหวเล่า? มีวิธียกเลิกพิธีกลางคันหรือไม่?”

“มีสิ ง่ายมาก”

ยูรันตอบทันที

“ตายไงละ”

ทุกคนภายในห้องนิ่งค้าง

“หากทนไม่ไหว วิญญาณก็จะแตกสลายและดับสูญไปเอง บางคนตายก่อนพิธีกรรมจะสิ้นสุด ส่วนบางคนแม้ผ่านพิธีและได้รับสิ่งที่ปรารถนา แต่จิตใจก็เสียหายจนกลายเป็นคนวิปลาสเพราะทนรับเปลวเพลิงไม่ไหว”

ลู่ชิงถานกอดเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

ยูรันกล่าวอธิบายต่อ

“แม้ผู้ประกอบพิธีจะรู้สึกราวกับทั้งร่างกายและจิตวิญญาณกำลังถูกเผาไหม้ แต่ความจริงแล้ว เปลวเพลิงของอิกดราซิลจะแผดเผาโดยตรงเพียงดวงวิญญาณเท่านั้น”

“ส่วนความเจ็บปวดทางร่างกายเป็นสิ่งที่เปลวเพลิงสร้างขึ้น คล้ายกับภาพลวงตา”

ไป๋หลิงไม่ได้มีสีหน้าผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย

“ภาพลวงตาที่ทำให้คนเป็นบ้าหรือตายจนวิญญาณดับสูญเนี่ยนะ?”

“ถูกต้อง”

ยูรันพยักหน้าอย่างชื่นชม

“ศิษย์พี่รองเข้าใจได้รวดเร็วจริง ๆ”