ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 124 มันลำบากเกินไป
ไม่มีผู้ใดตอบในทันที
ลู่ชิงถานเงยหน้ามองทะเลเพลิง ดวงตาของนางสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม เพียงเปลวไฟแผ่ความร้อนออกมาเล็กน้อย ดวงวิญญาณของนางก็รู้สึกราวกับกำลังถูกลอกเปลือกออกทีละชั้น
[น่ากลัว...]
[เพียงยืนมองจากด้านนอก ข้ายังหวาดกลัวถึงเพียงนี้ แล้วท่านพี่ซึ่งต้องถูกแขวนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงตลอดเก้าวันเก้าคืนจะต้องทรมานเพียงใดกัน?]
นางกำชายเสื้อของยูรันแน่น ก่อนฝืนระงับความหวาดกลัว
[เพราะแบบนั้นข้าถึงต้องลอง อย่างน้อยข้าก็อยากเข้าใจความเจ็บปวดที่ท่านพี่กำลังจะแบกรับแทนพวกเรา]
ลู่เหยียนหนิงเองก็หน้าซีดลงเช่นกัน เปลวเพลิงตรงหน้าให้ความรู้สึกราวกับสามารถแผดเผาทุกความห่วงใย ความกลัว และความยึดติดภายในหัวใจจนไม่เหลือสิ่งใด
[ยูรันพูดเรื่องนี้อย่างสบาย ๆ มาตลอด ทั้งที่สิ่งซึ่งเขาต้องเผชิญน่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้...]
[เด็กคนนี้คิดจะรับความเจ็บปวดทั้งหมดแทนพวกเราโดยไม่ปริปากบ่นเลยจริง ๆ หรือ?]
แม้หัวใจของนางอยากห้ามพิธีกรรมเสียเดี๋ยวนี้ แต่อีกส่วนหนึ่งกลับต้องการสัมผัสสิ่งที่ยูรันจะต้องเผชิญด้วยตนเอง
ไป๋จิ้งเหวินจ้องมองเปลวเพลิงอย่างเงียบงัน
นางเคยคิดว่าความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนในครอบครัวคือสิ่งซึ่งยากจะทนรับที่สุดแล้ว ทว่าเปลวเพลิงตรงหน้ากลับทำให้นางรู้สึกว่า แม้แต่ความทรงจำและตัวตนของตนก็อาจถูกเผาผลาญจนไม่เหลือสิ่งใด
[นี่คือเปลวเพลิงที่จะชำระล้างร่างกายและดวงวิญญาณของพวกเราหรือ?]
[หากยูรันยอมรับมันเพื่อมอบเส้นทางใหม่ให้พวกเรา ข้าจะหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่สัมผัสเพียงเสี้ยววินาทีได้อย่างไร?]
ไป๋หลิงพยายามใช้จิตสัมผัสตรวจสอบเปลวเพลิงตามสัญชาตญาณ แต่ทันทีที่พลังของนางเข้าใกล้ มันก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนต้องรีบถอนกลับ
[มองไม่เห็นขอบเขต ไม่อาจประเมินระดับ และไม่มีวิธีป้องกัน...]
[หากดวงวิญญาณสัมผัสเปลวเพลิงนี้โดยตรง ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญระดับสูงกว่าข้าหลายขั้นก็คงไม่มีความหมาย]
นางหันไปมองยูรัน
[แต่ศิษย์น้องกลับต้องทนรับมันตลอดเก้าวันเก้าคืน หากข้าไม่กล้าแม้แต่จะรับรู้ความเจ็บปวดของเขาเพียงชั่วขณะ ข้าจะยังเรียกตนเองว่าศิษย์พี่ได้อย่างไร?]
หนานอวี้ซึ่งก่อนหน้านี้ยังแสดงท่าทางมั่นใจ บัดนี้กลับรู้สึกว่าขาทั้งสองข้างหนักอึ้งจนแทบขยับไม่ได้
[บัดซบ...เหตุใดของจริงถึงน่ากลัวกว่าตอนฟังศิษย์น้องอธิบายมากขนาดนี้?]
[เพียงมองก็รู้สึกเหมือนดวงวิญญาณกำลังจะติดไฟแล้ว หากเข้าไปสัมผัสจริง ๆ ข้าจะไม่เป็นบ้าในเสี้ยววินาทีหรอกหรือ?]
นางเหลือบมองลู่ชิงถานซึ่งยังคงเกาะแขนยูรันเอาไว้แน่น ก่อนกัดฟัน
[แต่นางยังไม่คิดถอย แล้วข้าจะยอมแพ้ได้อย่างไร!]
ส่วนองครักษ์จางนั้นเป็นเพียงคนธรรมดา ทันทีที่ประตูพิธีกรรมเปิดออก เขาก็รู้สึกราวกับดวงวิญญาณกำลังถูกดึงออกจากร่าง
[นี่มันเปลวเพลิงอะไรกัน...]
[ข้ายังไม่ได้เข้าไปใกล้ก็แทบยืนไม่ไหวแล้ว คุณชายจะเข้าไปอยู่ในนั้นตลอดเก้าวันจริงหรือ?]
ความหวาดกลัวทำให้เขาอยากถอนคำพูด ทว่าเมื่อเห็นว่าสตรีทุกคนภายในห้องยังยืนหยัดอยู่ องครักษ์จางก็ได้แต่กัดฟันแน่น
หลังจากเงียบกันอยู่นาน ลู่ชิงถานจึงเป็นคนแรกที่เงยหน้าขึ้น
“ข้ายังต้องการลองเจ้าค่ะ”
ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าตาม
“แม่ก็จะลอง”
ไป๋หลิงก้าวออกมาด้านหน้าเล็กน้อย
“ข้าไม่เปลี่ยนใจ”
หนานอวี้สูดหายใจลึก ก่อนเชิดหน้าขึ้น
“เปิดออกมาถึงเพียงนี้แล้ว ข้าย่อมไม่ถอย!”
องครักษ์จางมองทุกคน ก่อนรวบรวมความกล้าพยักหน้าตามเป็นคนสุดท้าย
“ข้าน้อยก็ยังยืนยันคำเดิมขอรับ”
แม้ความหวาดกลัวจะปรากฏอยู่บนใบหน้าของทุกคนอย่างชัดเจน แต่ไม่มีผู้ใดเลือกถอนตัวแม้แต่คนเดียว
ยูรันมองทุกคนซึ่งยังคงยืนยันคำเดิม ก่อนรอยยิ้มบาง ๆ จะปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“จำเอาไว้ เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น”
เขายื่นนิ้วออกไปทางทะเลเพลิง แล้วค่อย ๆ ลากเปลวไฟเส้นหนึ่งออกมาจากห้วงอวกาศ
เปลวเพลิงสีขาวทองขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วลอยอยู่กลางห้อง มันไม่ได้แผ่ความร้อนออกมามากมาย ทว่าดวงวิญญาณของทุกคนกลับสั่นสะท้านอย่างรุนแรงกว่าเดิม
“สัมผัสพร้อมกันนะ”
ทุกคนกลืนน้ำลาย ก่อนพยักหน้า
นิ้วทั้งหกค่อย ๆ ยื่นเข้าไปหาเปลวเพลิง จนกระทั่งปลายนิ้วสัมผัสมันพร้อมกัน
พรึ่บ!
ในเสี้ยววินาทีนั้น โลกทั้งใบพลันหายไป
ไม่มีห้อง ไม่มีร่างกาย และไม่มีผู้ใดยืนอยู่ข้างกายอีกต่อไป
เหลือเพียงดวงวิญญาณของแต่ละคน ซึ่งถูกโยนลงไปท่ามกลางทะเลเพลิงอันไร้ขอบเขต
ความเจ็บปวดถาโถมเข้ามาโดยไม่มีสัญญาณเตือน
มันไม่ใช่ความรู้สึกของผิวหนังที่ถูกเผา ไม่ใช่เนื้อหนังซึ่งกำลังหลอมละลาย และไม่ใช่ความเจ็บปวดจากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง
แต่เป็นตัวตนทั้งหมดของพวกเขาที่กำลังลุกไหม้
ทุกความคิด ทุกความทรงจำ และทุกเศษเสี้ยวของจิตสำนึกกลายเป็นเชื้อเพลิงให้เปลวไฟแผดเผา ความเจ็บปวดไม่ได้แล่นเข้าสู่ดวงวิญญาณ เพราะดวงวิญญาณของพวกเขาได้กลายเป็นความเจ็บปวดนั้นไปแล้ว
ลู่ชิงถานรู้สึกราวกับตัวตนของนางกำลังถูกฉีกออกเป็นเส้นนับล้าน ก่อนแต่ละเส้นจะถูกเผาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
นางอยากชักมือกลับ อยากกรีดร้องเรียกยูรัน แต่แม้แต่ความคิดเช่นนั้นก็ถูกเปลวไฟเผาผลาญก่อนจะก่อตัวได้สมบูรณ์
[เจ็บ...]
[เหตุใดถึงเจ็บปวดขนาดนี้?!]
ความเจ็บป่วยที่นางต้องทนมาตลอดชีวิต เมื่อเทียบกับเปลวเพลิงตรงหน้าแล้วกลับเบาบางจนแทบไม่อาจเรียกว่าความเจ็บปวดได้เลย
ลู่เหยียนหนิงรู้สึกราวกับดวงวิญญาณถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด แล้วนำเศษเสี้ยวเหล่านั้นโยนกลับเข้าไปในเปลวไฟ
ความเจ็บปวดจากการสูญเสียสามี ความเหนื่อยล้าจากการแบกรับตระกูล และความทุกข์จากการเฝ้ามองบุตรสาวป่วยหนัก ล้วนถูกกลบจนไม่เหลือสิ่งใด
[ยูรันจะต้องรับสิ่งนี้แทนพวกเราทั้งหมด...]
[ไม่ใช่เพียงเสี้ยววินาที แต่เป็นเก้าวันเก้าคืน...]
เพียงคิดถึงเรื่องนั้น หัวใจของนางก็เจ็บปวดยิ่งกว่าเดิม
ไป๋จิ้งเหวินรู้สึกว่าความทรงจำทุกช่วงชีวิตกำลังถูกลากออกมาเผาทีละส่วน นางไม่อาจปิดกั้น ไม่อาจหลบหนี และไม่อาจแม้แต่จะหมดสติเพื่อหลีกหนีความทรมาน
เปลวเพลิงบังคับให้นางรับรู้ทุกสิ่งอย่างชัดเจน
นั่นคือสิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุด
ไป๋หลิงพยายามโคจรพลังปราณขึ้นมาป้องกันตามสัญชาตญาณ ทว่าการป้องกันทั้งหมดกลับไร้ความหมาย
พลังปราณ เกราะป้องกัน และตบะแก่นทองคำไม่อาจขวางกั้นเปลวเพลิงได้แม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่กำลังถูกแผดเผาไม่ใช่ร่างกาย แต่เป็นดวงวิญญาณซึ่งควบคุมพลังเหล่านั้น
[ไม่มีวิธีต่อต้าน...]
[ต่อให้ตบะสูงกว่านี้อีกกี่ระดับก็ไม่มีประโยชน์!]
หนานอวี้ไม่เหลือแม้แต่ความคิดจะร้องตะโกน ความกล้าหาญและความดื้อรั้นทั้งหมดถูกเปลวเพลิงบดขยี้ในพริบตา
นางเพิ่งเข้าใจในวินาทีนั้นเองว่า เหตุใดผู้ผ่านพิธีบางคนจึงกลายเป็นคนวิปลาส
เสี้ยววินาทีนี้เพียงอย่างเดียวก็ยาวนานราวกับไม่มีวันสิ้นสุด แล้วเก้าวันเก้าคืนจะเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานถึงเพียงใดกัน?
ส่วนองครักษ์จางนั้นไม่อาจสร้างความคิดใดขึ้นมาได้อีก ดวงวิญญาณของเขาเปราะบางกว่าผู้บำเพ็ญ เมื่อสัมผัสเปลวเพลิง ความรู้สึกทั้งหมดจึงถูกความเจ็บปวดกลืนกินในทันที
ก่อนจิตสำนึกจะแตกสลาย ยูรันก็ตัดการเชื่อมต่อพอดี
พรึ่บ!
เปลวเพลิงดับลง
ทุกสิ่งเกิดขึ้นในเวลาเพียงเสี้ยววินาที แต่ทันทีที่หลุดพ้น เสียงกรีดร้องก็ดังสนั่นไปทั่วห้อง
ทุกคนชักมือกลับพร้อมกัน ก่อนทรุดลงกับพื้นราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกจากร่าง ใบหน้าซีดเผือด เหงื่อเย็นไหลท่วมกาย และลมหายใจติดขัดจนแทบไม่อาจสูดอากาศเข้าไปได้
บางคนกอดศีรษะ บางคนตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ ขณะที่หยาดน้ำตาไหลออกมาเองโดยไม่รู้ตัว
ร่างกายของพวกเขาไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย
ทว่าความเจ็บปวดซึ่งถูกสลักเอาไว้ในดวงวิญญาณยังคงชัดเจนราวกับเปลวเพลิงนั้นไม่เคยดับลง
เมื่อทุกคนเงยหน้ากลับไปมองยูรันอีกครั้ง สายตาของพวกเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ยูรันรับรู้สภาพของทุกคนตรงหน้า ก่อนถอนหายใจอยู่ภายในใจ
[ข้าเตือนแล้วนะโว้ย...]
เมื่อเห็นบางคนเริ่มยกมือขึ้นปิดปาก คล้ายกำลังจะอาเจียน ยูรันจึงรีบดีดนิ้วทันที
เป๊าะ!
กลิ่นอายอันอ่อนโยนแผ่กระจายไปทั่วทั้งห้อง ก่อนซึมเข้าสู่ร่างกายและดวงวิญญาณของทุกคน ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด คลายอาการคลื่นไส้ และทำให้จิตใจซึ่งสั่นสะท้านค่อย ๆ สงบลง
ยูรันไม่ได้ทำเช่นนี้เพราะทนเห็นทุกคนทรมานไม่ได้แต่อย่างใด
เขาเพียงกลัวว่าหากคนทั้งห้องอาเจียนออกมาพร้อมกัน พื้นจะสกปรกและต้องเสียเวลาตามคนเข้ามาทำความสะอาดเท่านั้น
เมื่ออาการของทุกคนเริ่มดีขึ้น ยูรันจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
[เกือบไปแล้ว...]
[หากอาเจียนออกมาจริง ห้องนี้คงเหม็นจนอยู่ต่อไม่ได้แน่]
เมื่อลู่ชิงถานพอจะควบคุมร่างกายได้ นางก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้น ก่อนพุ่งเข้าไปกอดยูรันเอาไว้แน่น
ร่างกายของนางยังคงสั่นไม่หยุด น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่อาจควบคุม
“ท่านพี่...นี่เป็นเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นนะเจ้าคะ”
“เพียงเสี้ยววินาที ข้ายังแทบทนรับไม่ไหว แต่ท่านพี่กลับต้องอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงนั้นถึงเก้าวันเก้าคืน...”
คนอื่นต่างมองยูรันด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
หลังจากสัมผัสความเจ็บปวดนั้นด้วยตนเอง ไม่มีผู้ใดคิดว่าการถูกแขวนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงตลอดเก้าวันเก้าคืนเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถทนรับได้อีกแล้ว
“มันลำบากเกินไป”
ลู่เหยียนหนิงกล่าวเสียงสั่น ขณะที่ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าเห็นด้วย
แม้แต่ไป๋หลิงกับหนานอวี้ก็ไม่อาจกล่าวคำคัดค้าน ทุกคนเพิ่งได้สัมผัสเพียงเศษเสี้ยวเดียว แต่ความเจ็บปวดนั้นกลับแทบทำลายจิตใจของพวกนาง
ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะลู่ชิงถาน ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ก็เพราะมันเป็นสิ่งที่แทบไม่มีผู้ใดทนรับได้นี่แหละ...”
“อิกดราซิลจึงมอบองค์ความรู้และอำนาจซึ่งไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะฝันถึง ให้แก่ผู้ที่สามารถผ่านพิธีกรรมไปได้ยังไงหละ”