คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 126 เพราะข้ากำหนดเอาไว้แบบนั้น7,191 ตัวอักษร

ตอนที่ 126 เพราะข้ากำหนดเอาไว้แบบนั้น

ส่วนแขนที่ถูกตัดออกค่อย ๆ แตกสลาย กลายเป็นต้นกำเนิดของโลหิต เนื้อ กระดูก และพลังชีวิตแห่งกายเทพดาราสวรรค์

ยูรันแบ่งพลังทั้งหมดออกเป็นสามส่วน แล้วส่งเข้าไปยังเปลวเพลิงแห่งการสรรสร้าง

“หลอม”

พลังส่วนแรกหลอมรวมเข้ากับต้นกำเนิดของเตาหลอมดาราสวรรค์

เปลวเพลิงสีทองแดงลุกโชนขึ้น ก่อนควบแน่นกลายเป็นเตาหลอมขนาดเล็ก บนผิวเตาปรากฏลวดลายของดวงตะวัน ขณะที่ภายในมีเปลวไฟร้อนแรงราวกับสามารถหลอมละลายทุกสิ่งในจักรวาล

“เตาหลอมดาราเทพสุริยัน สำเร็จ”

พลังส่วนที่สองหลอมรวมกับต้นกำเนิดอีกครึ่งหนึ่ง

คราวนี้เปลวเพลิงเย็นสีขาวเงินแผ่กระจายออกมา ก่อนก่อตัวเป็นเตาหลอมซึ่งมีลวดลายของดวงจันทร์สลักอยู่ทั่วทั้งใบ

ทุกสิ่งที่สัมผัสเปลวเพลิงของมันถูกชำระล้างจนบริสุทธิ์ ก่อนก่อรูปขึ้นใหม่ภายใต้แสงจันทรา

“เตาหลอมดาราเทพจันทรา สำเร็จ”

สุดท้าย ต้นกำเนิดของเนตรดาราสวรรค์หลอมรวมเข้ากับพลังส่วนที่สาม

แสงสีขาวบริสุทธิ์ค่อย ๆ ควบแน่นเป็นดวงตาคู่หนึ่ง ภายในม่านตาปรากฏลวดลายของหมู่ดาวซึ่งหมุนเวียนเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระเบียบ

ทุกสิ่งที่อยู่ภายใต้สายตาคู่นี้ราวกับถูกเปิดเผยแก่นแท้ จุดอ่อน และข้อบกพร่องออกมาจนหมดสิ้น

“เนตรดาราพิสุทธิ์ สำเร็จ”

เมื่อทั้งสามสิ่งถูกสร้างขึ้นอย่างสมบูรณ์ ยูรันก็ยกมือขึ้นพร้อมกัน

“จงประทับลงในดวงวิญญาณของผู้ครอบครอง”

เตาหลอมดาราเทพสุริยันพุ่งออกจากพิธีกรรม ก่อนประทับลงในดวงวิญญาณของลู่ชิงถาน

ทันทีที่เตาหลอมเข้าประจำตำแหน่ง พลังปราณมหาศาลซึ่งไหลผ่านร่างกายของนางอย่างไร้การควบคุมก็ถูกดึงเข้าไปกักเก็บภายในเตาหลอม เส้นชีพจรและร่างกายซึ่งเคยรับภาระหนักพลันผ่อนคลายลง

เตาหลอมดาราเทพจันทราประทับลงในดวงวิญญาณของลู่เหยียนหนิง เปลวเพลิงเย็นแผ่ไปทั่วร่าง ชำระล้างสิ่งเจือปนและปรับเปลี่ยนร่างกายของนางให้พร้อมสำหรับวิถีแห่งการบำเพ็ญเทพ

ส่วนเนตรดาราพิสุทธิ์หลอมรวมเข้ากับดวงวิญญาณของไป๋จิ้งเหวิน ก่อนพลังต้นกำเนิดจะเชื่อมโยงเข้าสู่ดวงตาทั้งสองข้างของนางโดยตรง

ลู่ชิงถาน ลู่เหยียนหนิง และไป๋จิ้งเหวินรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายพร้อมกัน

แม้ทุกอย่างจะเกิดขึ้นเพียงพริบตาเดียวสำหรับพวกนาง แต่ทั้งสามต่างรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าแก่นแท้ของร่างกายและดวงวิญญาณไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

ขณะเดียวกัน ภายในพิธีกรรม เก้าวันเก้าคืนก็สิ้นสุดลงอย่างพอดิบพอดี

เปลวเพลิงใต้ต้นอิกดราซิลดับลง รากไม้ทั้งหมดคลายออกจากร่างของยูรัน ก่อนห้วงอวกาศและต้นไม้แห่งดวงดาวจะค่อย ๆ เลือนหายไป

ครืน!

แสงสว่างเจิดจ้าระเบิดออกไปทั่วทั้งห้อง ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากใจกลางพิธีกรรมจนบดบังทุกสิ่ง

ม่านพลังแตกสลาย

ท่ามกลางสายตาของทุกคน เงาร่างหนึ่งค่อย ๆ เดินออกมาจากกลุ่มควัน

ยูรันก้าวออกมาด้วยท่าทางสงบนิ่ง ก่อนอ้าปากพ่นควันสายหนึ่งออกมา

“อ่า... ปวดคอสุดๆ”

ทันทีที่ยูรันเดินพ้นกลุ่มควัน ทุกคนก็รีบกรูกันเข้ามาหาเขาพร้อมกัน

“ยูรัน!”

“ศิษย์น้อง!”

“ท่านพี่ เป็นอะไรหรือไม่เจ้าคะ?!”

ลู่ชิงถานเข้ามากอดแขนเขา ก่อนรีบตรวจดูหน้าอก ลำคอ และฝ่ามือซึ่งก่อนหน้านี้ถูกรากไม้แทงทะลุ

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินเองก็เข้ามาสำรวจบาดแผลด้วยความร้อนใจ ขณะที่ไป๋หลิงกับหนานอวี้ยืนประกบอยู่ด้านข้าง ไม่เปิดโอกาสให้ยูรันหลบหนีไปไหน

ทว่าบนร่างกายของเขากลับไม่หลงเหลือบาดแผลแม้แต่แห่งเดียว

ยูรันกางแขนออกเล็กน้อย

“ข้าจะเป็นอะไรได้อย่างไร?”

“สิ่งที่พิธีกรรมทดสอบและแผดเผาอย่างแท้จริงคือดวงวิญญาณ ขอเพียงจิตใจแข็งแกร่งพอ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล”

เขายกมือแตะลำคอของตนเอง

“ส่วนการถูกรากไม้แทงทะลุร่างก็เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของพิธีกรรมเท่านั้น บาดแผลพวกนั้นจะหายไปเองทันทีที่พิธีสิ้นสุด”

ยูรันกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

“โดนทิ่มเพียงเท่านี้ จะนับเป็นอะไรได้?”

“ไม่ใช่ว่าข้าบอกไปแล้วหรือ?”

ยูรันมองทุกคนอย่างไม่เข้าใจ

“หากไม่ตาย บาดแผลก็จะหายไปเอง พวกท่านนี่ขี้กังวลเสียจริง”

หนานอวี้คิ้วกระตุก

“นั่นไม่ใช่คำพูดที่ช่วยให้พวกเราสบายใจขึ้นเลยสักนิด!”

ยูรันโบกมือปัด ก่อนเปลี่ยนเรื่องทันที

“เอาเถอะ เรื่องของข้าไม่สำคัญ เรื่องอื่นสำคัญกว่า”

เขาหันไปทางลู่ชิงถาน ก่อนกวาดมองมารดาทั้งสอง

“ชิงถาน ท่านแม่ลู่ ท่านแม่ไป๋ ลองตรวจสอบร่างกายตนเองดูสิ”

ทั้งสามได้ยินดังนั้นจึงระงับความกังวลเอาไว้ชั่วคราว ก่อนหลับตาลงและเริ่มตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของตนเองอย่างละเอียด

ไม่นานนัก สีหน้าของทั้งสามก็เริ่มเปลี่ยนไป

พวกนางสัมผัสได้ถึงพลังปราณซึ่งกำลังไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายอย่างชัดเจน

สำหรับลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวิน นี่คือความรู้สึกซึ่งไม่เคยสัมผัสมาก่อนตลอดชีวิต

ส่วนลู่ชิงถาน การเปลี่ยนแปลงของนางกลับชัดเจนยิ่งกว่าใคร

พลังปราณซึ่งเคยไหลบ่าเข้าสู่ร่างกายอย่างไร้การควบคุม บัดนี้ถูกเตาหลอมดาราเทพสุริยันดึงเข้าไปกักเก็บเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ ความอึดอัดและแรงกดดันซึ่งติดตามนางมาตลอดชีวิตหายไปจนหมดสิ้น

ลู่ชิงถานสูดหายใจเข้าลึก

เป็นครั้งแรกที่ลมหายใจของนางเบาสบาย ไม่มีอาการเจ็บแน่นภายในทรวงอก และไม่มีความรู้สึกราวกับร่างกายกำลังถูกพลังบางอย่างฉีกออกจากภายใน

ดวงตาของนางค่อย ๆ เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา

“จริงด้วย...”

“ข้า...ข้าหายใจได้สะดวกมาก ไม่เหมือนก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย”

ลู่ชิงถานลืมตาขึ้น ก่อนหันไปกอดมารดาด้วยความตื่นเต้น

“ข้าหายแล้วท่านแม่!”

“ร่างกายของข้าหายดีแล้ว!”

ลู่เหยียนหนิงกอดบุตรสาวกลับทันที น้ำตาแห่งความยินดีไหลลงจากหางตา

“อืม...แม่รู้แล้ว”

นางหลับตาตรวจสอบร่างกายของตนอีกครั้ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“แม่เองก็สัมผัสถึงพลังปราณได้แล้วเช่นกัน”

ไป๋จิ้งเหวินยกมือขึ้นแตะบริเวณหน้าอกของตนเอง ขณะที่พลังสายใหม่กำลังไหลเวียนผ่านร่างกายและดวงตาทั้งสองข้าง

“ข้าเองก็เหมือนกัน”

นางลืมตาขึ้นช้า ๆ

“ข้าสัมผัสถึงพลังปราณได้แล้วจริง ๆ”

ยูรันตบมือเบา ๆ หนึ่งครั้ง ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ยินดีด้วยนะ”

ลู่ชิงถานคลายอ้อมแขนจากมารดา ก่อนหันกลับมาหายูรัน

“ท่านพี่ ขอบคุณเจ้าค่ะ”

น้ำเสียงของนางสั่นเครือ แต่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งอย่างไม่อาจปิดบัง

ไป๋จิ้งเหวินมองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยขึ้น

“แต่แม่ยังมีเรื่องสุดท้ายที่สงสัย”

“เรื่องอะไรรึ?”

“เจ้าบอกว่าเส้นทางซึ่งพวกเรากำลังจะบำเพ็ญ คือวิถีแห่งการกลายเป็นเทพเจ้า”

นางลังเลเล็กน้อยก่อนถามต่อ

“นั่นหมายความว่า วันหนึ่งพวกเราเองก็จะกลายเป็นเทพเจ้าด้วยใช่หรือไม่?”

“แม้มันจะฟังดูเพ้อฝันไปบ้าง ขนาดผู้ที่บรรลุเป็นเซียนอย่างแท้จริง แม่ยังไม่เคยพบเห็นหรือได้ยินว่ามีตัวตนอยู่บนโลกนี้เลยสักครั้ง”

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง

[ถามจริง?]

[แสดงอภินิหารถึงขนาดนี้ ยังคิดว่าเรื่องกลายเป็นเทพเพ้อฝันอยู่อีกหรือ?]

เขาถอนหายใจ ก่อนจับมือไป๋จิ้งเหวินเอาไว้

“ท่านแม่ไป๋ ข้าทำให้ท่านก้าวเข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรได้แล้ว ยังจะมีเรื่องใดเพ้อฝันเกินไปอีก?”

น้ำเสียงของยูรันสงบนิ่ง แต่แฝงความมั่นใจซึ่งไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดสงสัย

“ปลายทางสุดท้ายของวิถีนี้ พวกท่านจะกลายเป็นเทพเจ้าอย่างแน่นอน”

“เพราะข้ากำหนดเอาไว้แบบนั้น”

ลู่เหยียนหนิงยังคงมีข้อสงสัย

“แล้วแท้จริงวิถีนี้จะมอบสิ่งใดให้พวกเราบ้าง?”

“การกลายเป็นเทพเจ้าแตกต่างจากมนุษย์อย่างไร นอกจากสามารถชุบชีวิตผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว?”

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ

“เมื่อท่านบรรลุปลายทางและจุติเป็นเทพเจ้า อายุขัยจะไม่มีความหมายต่อท่านอีกต่อไป”

“ไม่ใช่มีชีวิตอยู่ได้หนึ่งหมื่นปี หนึ่งล้านปี หรือหนึ่งพันล้านปี แต่เป็นการไม่มีขีดจำกัดของอายุขัยอีกเลย”

เขาชี้ลงไปยังพื้นเบื้องล่าง

“ท่านจะสามารถยืนมองดาวดวงนี้ถือกำเนิด เติบโต และล่มสลาย ก่อนเฝ้ารอการถือกำเนิดของดวงดาวดวงใหม่ได้ด้วยตาของตนเอง”

“ที่สำคัญ เทพเจ้าไม่สามารถดับสูญอย่างถาวรได้”

ทุกคนภายในห้องนิ่งเงียบลง

“ต่อให้ถูกสังหารจนร่างกายและดวงวิญญาณแตกสลาย ตัวตนในฐานะเทพเจ้าก็ยังคงอยู่ เพียงรอคอยวันที่จะถือกำเนิดใหม่ ก่อนจุติกลับมาเป็นเทพเจ้าอีกครั้งโดยอัตโนมัติ”

“เทพทุกองค์ล้วนถูกลิขิตเอาไว้เช่นนั้น”

“เมื่อกลายเป็นเทพแล้ว ไม่ว่าจะตายและถือกำเนิดใหม่อีกกี่ครั้ง ก็จะยังคงเป็นเทพเจ้าตลอดไป ไม่มีวันหวนกลับไปเป็นสิ่งอื่น”

ลู่เหยียนหนิงถามต่อ

“แล้วหากพวกเราถูกสังหารก่อนจะเดินไปถึงปลายทางเล่า?”

“ก็เพียงรอถือกำเนิดใหม่”

ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

“วิถีนี้จะติดตามดวงวิญญาณของพวกท่านไป ต่อให้ชีวิตนี้ยังจุติไม่สำเร็จ ชีวิตถัดไปก็เริ่มต้นใหม่ แล้วเดินต่อไปยังปลายทางเดิม”

“หากถูกสังหารอีก ก็ถือกำเนิดใหม่อีก วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะจุติเป็นเทพเจ้าได้สำเร็จนั่นแหละ”