ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 128 แต่หากเพียงขอเขาดี ๆ ก็คงไม่เรียกว่าอ้อนมั้ง
หนานอวี้จ้องมองจักรวาลขนาดเล็กทั้งสามซึ่งลอยอยู่กลางห้อง ยิ่งมองนานเท่าไร ความอิจฉาภายในใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
[นี่มันโกงเกินไปแล้วจริง ๆ!]
[ไม่เพียงต่อสู้ข้ามขอบเขตใหญ่ได้ แต่ยังมีจักรวาลเป็นของตนเองอีก!]
นางหันไปมองยูรันด้วยสายตาอาฆาตปนวิงวอน ราวกับกำลังคิดหาวิธีบังคับให้เขาเปลี่ยนวิถีให้ตนเองให้ได้
ไป๋หลิงแม้ยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่ง แต่สายตากลับหยุดอยู่บนภาพจักรวาลสีขาวบริสุทธิ์เหนือฝ่ามือของมารดาเป็นเวลานาน
นางต้องยอมรับว่าตนเองเริ่มรู้สึกอิจฉามารดาขึ้นมาบ้างแล้ว
[ท่านแม่เพิ่งเริ่มบำเพ็ญเพียรวันแรก แต่กลับได้รับทั้งเนตรดาราพิสุทธิ์ เส้นทางดารา และพลังต่อสู้เทียบเท่าสร้างรากฐาน...]
ไป๋หลิงเหลือบมองยูรันอย่างเงียบ ๆ
[หรือว่าข้าเองก็ควรเปลี่ยนวิถีด้วยเหมือนกัน?]
แต่เมื่อนึกถึงท่าทางออดอ้อนอย่างไร้ศักดิ์ศรีของหนานอวี้เมื่อครู่ นางก็รีบละทิ้งความคิดที่จะเอ่ยปากขอทันที
อย่างน้อยนางจะไม่มีวันแสดงท่าทางน่าอับอายเช่นนั้นเด็ดขาด
ส่วนเรื่องจะหาวิธีทำให้ยูรันยอมเปลี่ยนวิถีให้ภายหลัง ย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง
ยูรันสลายภาพเส้นทางดาราบนฝ่ามือ ก่อนหันไปทางลู่ชิงถานกับลู่เหยียนหนิง
“ต่อไปคือวิธีใช้เตาหลอม”
“ข้าจะแสดงตัวอย่างให้พวกท่านดูก่อน สิ่งที่ชิงถานกับท่านแม่ลู่ต้องฝึกมีเพียงการควบคุมเปลวเพลิงของตนเองเท่านั้น ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่านี้”
เขาชี้ไปยังเตาหลอมภายในดวงวิญญาณของทั้งสอง
“เตาหลอมดาราเทพสุริยันกับเตาหลอมดาราเทพจันทราเชื่อมโยงถึงกัน ดังนั้นชิงถานจะเป็นผู้รวบรวมพลังปราณแล้วแบ่งส่งให้ท่านแม่ลู่โดยตรง”
“ท่านแม่ลู่จึงไม่จำเป็นต้องฝึกรวบรวมพลังปราณด้วยตนเอง เพียงเรียนรู้วิธีควบคุมเปลวเพลิงและใช้พลังภายในเตาหลอมก็พอ”
ยูรันยกมือขึ้นประสานเป็นมุทรา
“เตาหลอมดาราสวรรค์”
“เปิด”
ครืน!
ภาพห้วงจักรวาลขนาดย่อมปรากฏขึ้นด้านหลังของยูรัน
ณ ใจกลางจักรวาลนั้น เตาหลอมขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว รอบตัวเตามีเปลวเพลิงหลากสีไหลเวียนเป็นวงกว้าง รูปร่างของมันคล้ายดาราจักรซึ่งกำลังหมุนวนอย่างช้า ๆ
ประกายไฟแต่ละจุดดูราวกับดวงดาวนับล้านดวงกำลังถือกำเนิดและดับสูญอยู่ภายในเปลวเพลิงเดียวกัน
“นี่คือเตาหลอมดาราสวรรค์ของข้า”
ยูรันยกมือขึ้น ก่อนเปลวเพลิงส่วนหนึ่งจะแยกออกจากดาราจักรและลอยลงมาเหนือฝ่ามือ
“ปกติเวลาสร้างสมบัติวิเศษ ข้าก็ใช้เตาหลอมนี้นั่นแหละ”
“แต่ข้าไม่ได้เรียกมันออกมาใช้บ่อยนัก หากเป็นสิ่งของธรรมดา ข้าใช้เตาหลอมทั่วไปก็เพียงพอแล้ว”
เขาหันไปทางสองแม่ลูก
“ส่วนพวกท่านอาจได้ใช้เตาหลอมของตนบ่อยกว่าข้าก็ได้ โดยเฉพาะหากคิดจะหลอมโอสถหรือสร้างสมบัติด้วยตนเอง”
เปลวเพลิงบนฝ่ามือยูรันยังคงหมุนวนอย่างงดงาม แม้ทุกคนจะยืนอยู่ใกล้ แต่กลับไม่รู้สึกถึงความร้อนแม้แต่น้อย
มันให้ความรู้สึกราวกับกำลังมองดาราจักรขนาดเล็กซึ่งสามารถสัมผัสได้ด้วยมือ
หนานอวี้จ้องเปลวเพลิงตรงหน้าจนแทบไม่กะพริบตา ความอิจฉาภายในใจพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
[อ๊ากกกก! สวยเกินไปแล้ว!]
[เหตุใดเส้นทางนี้ถึงมีแต่ของดีเต็มไปหมดเลย?!]
ยูรันสลายเปลวเพลิงบนฝ่ามือ ก่อนหันไปทางสองแม่ลูก
“เอาละ คราวนี้พวกท่านลองดูบ้าง”
“ใช้จิตเชื่อมต่อกับเตาหลอม แล้วสั่งให้มันปรากฏขึ้นตามความปรารถนา”
ลู่ชิงถานพยักหน้า ก่อนหลับตาลงและสัมผัสเตาหลอมดาราเทพสุริยันภายในดวงวิญญาณ
พลังปราณรอบตัวไหลเข้าสู่ร่างของนาง ก่อนถูกเตาหลอมรวบรวมเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ
“เตาหลอมดาราเทพสุริยัน...เปิด”
พรึ่บ!
เปลวเพลิงสีทองแดงปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือ
ในตอนแรกเปลวไฟยังสั่นไหวและมีรูปร่างบิดเบี้ยว บางครั้งพุ่งสูง บางครั้งหดเล็กลงจนแทบดับ เนื่องจากลู่ชิงถานยังไม่คุ้นเคยกับการควบคุมพลัง
ทว่าความสามารถในการหลอมละลายกลับปรากฏออกมาอย่างชัดเจน
เพียงเปลวเพลิงสัมผัสก้อนแร่ซึ่งยูรันนำมาทดลอง พื้นผิวของมันก็เริ่มอ่อนตัว ก่อนหลอมละลายกลายเป็นของเหลวภายในเวลาไม่กี่ลมหายใจ
“สำเร็จแล้วเจ้าค่ะ!”
ลู่ชิงถานมองเปลวเพลิงบนฝ่ามือด้วยความตื่นเต้น
จากนั้นนางจึงส่งพลังส่วนหนึ่งผ่านสายสัมพันธ์ของเตาหลอมไปให้มารดา
ลู่เหยียนหนิงสัมผัสได้ถึงพลังซึ่งไหลเข้าสู่เตาหลอมดาราเทพจันทรา ก่อนยกมือขึ้นอย่างระมัดระวัง
“เตาหลอมดาราเทพจันทรา...เปิด”
เปลวเพลิงเย็นสีขาวเงินปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือของนาง
รูปร่างของมันดูประหลาดยิ่งกว่าของลู่ชิงถาน เปลวไฟเอียงไปด้านหนึ่ง ก่อนแตกออกเป็นเส้นเล็ก ๆ หลายสาย แล้วจึงค่อยกลับมารวมกันอย่างทุลักทุเล
แต่ทันทีที่เปลวเพลิงสัมผัสก้อนแร่อีกชิ้น น้ำแข็งสีเงินก็ก่อตัวขึ้นทั่วพื้นผิวอย่างรวดเร็ว ก่อนแช่แข็งก้อนแร่เอาไว้อย่างสมบูรณ์
สองแม่ลูกมองผลงานของตนเองด้วยความยินดี
ยูรันพิจารณาเปลวเพลิงซึ่งยังคงสั่นไหวและบิดเบี้ยวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“สำหรับการใช้ครั้งแรก ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว”
ยูรันหันไปทางไป๋จิ้งเหวิน ก่อนนิ่งคิดอยู่นานกว่าปกติ
“ต่อไปเป็นเนตรของท่านแม่ไป๋...”
เขายกมือเกาศีรษะเล็กน้อย
“เรื่องนี้อธิบายยากอยู่เหมือนกัน ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าควรบอกท่านอย่างไรดี”
ไป๋จิ้งเหวินมองเขาอย่างไม่มั่นใจ
“แม้แต่เจ้าก็ไม่รู้วิธีใช้หรือ?”
“ข้ารู้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายให้คนอื่นเข้าใจอย่างไร”
ยูรันลองทำมุทราง่าย ๆ ให้ดู
“เอาเป็นว่าท่านทำมุทราตามข้า ตั้งจิตสัมผัสพลังซึ่งรวมตัวอยู่ภายในดวงตา แล้วท่องว่า ‘เบิกเนตร’ ก็น่าจะใช้ได้”
“น่าจะหรือ?”
“ลองก่อนเถอะท่านแม่”
ไป๋จิ้งเหวินไม่มีทางเลือก จึงประสานมือเป็นมุทราตามยูรัน ก่อนหลับตาลงและรวบรวมสมาธิ
ไม่นานนัก นางก็สัมผัสได้ถึงพลังอันเย็นสบายซึ่งกำลังไหลเข้าสู่ดวงตาทั้งสองข้าง
“เนตรดาราพิสุทธิ์...”
“เบิกเนตร”
พรึ่บ!
เมื่อนางลืมตาขึ้น แสงสีขาวบริสุทธิ์ก็ส่องประกายออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง
พื้นดวงตากลายเป็นสีขาวสุกสกาว รอบม่านตาปรากฏวงแหวนสีเงินอมฟ้าซ้อนกันอยู่หลายชั้น ภายในมีสะเก็ดแสงขนาดเล็กนับไม่ถ้วน คล้ายเศษดวงดาวกำลังหมุนเวียนอยู่ในห้วงจักรวาลสีขาว
ทุกคนต่างจ้องมองดวงตาคู่ใหม่ของไป๋จิ้งเหวินจนลืมกะพริบตา
พื้นดวงตาสีขาวบริสุทธิ์ไม่ได้ให้ความรู้สึกว่างเปล่าหรือน่าหวาดกลัว ตรงกันข้าม มันกลับส่องสว่างอย่างอ่อนโยน ขณะที่วงแหวนสีเงินอมฟ้าและสะเก็ดแสงภายในเคลื่อนไหวราวกับมีหมู่ดาวนับไม่ถ้วนกำลังโคจรอยู่
ลู่ชิงถานเผลออุทานออกมา
“งดงามมากเลยเจ้าค่ะ...”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าเห็นด้วย
“ราวกับนำท้องฟ้ายามค่ำคืนทั้งหมดมาเก็บเอาไว้ภายในดวงตาคู่เดียว”
ไป๋หลิงมองมารดาของตนอย่างตกตะลึง
เนตรดาราพิสุทธิ์ไม่เพียงทำให้ไป๋จิ้งเหวินดูลึกลับและสูงส่งขึ้น แต่ยังขับเน้นใบหน้าเดิมของนางให้งดงามจนแทบไม่อาจละสายตา
[ท่านแม่งดงามมาก...]
[ดวงตาคู่นี้เหมาะกับท่านแม่ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของนางมาตั้งแต่กำเนิด]
หนานอวี้รีบขยับเข้าไปใกล้ ก่อนก้มมองดวงตาของไป๋จิ้งเหวินจากด้านซ้ายทีด้านขวาที
“สะเก็ดดาวข้างในเคลื่อนไหวได้จริงด้วย!”
นางหันกลับไปมองยูรันด้วยสายตาอิจฉาอย่างเปิดเผย
“เหตุใดของที่เจ้าสร้างแต่ละอย่างถึงได้สวยขนาดนี้?!”
แม้แต่องครักษ์จางยังอดกล่าวชมไม่ได้
“ดวงตาคู่นี้งดงามและสูงส่งอย่างยิ่งขอรับ ราวกับไม่ใช่ดวงตาซึ่งมนุษย์ธรรมดาสมควรครอบครอง”
ยูรันกอดอก ก่อนพยักหน้าชื่นชมผลงานของตนเอง
“แน่นอนอยู่แล้ว”
ไม่มีผู้ใดสนใจท่าทางยกตนของเขา ทุกสายตายังคงรวมอยู่ที่ดวงตาของไป๋จิ้งเหวิน
นางถูกจ้องจนเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจ จึงยกมือขึ้นแตะบริเวณหางตา
“ดวงตาของข้าแปลกมากหรือ?”
“ไม่แปลกเลยเจ้าค่ะ” ลู่ชิงถานรีบตอบ “งดงามมากต่างหาก”
ไป๋จิ้งเหวินยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนเริ่มกวาดสายตามองสิ่งต่าง ๆ รอบห้อง และรับรู้ว่าโลกในสายตาของตนได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสมบูรณ์แล้ว
โลกในสายตาของไป๋จิ้งเหวินเปลี่ยนแปลงไปทันที
ทุกสิ่งรอบตัวคมชัดขึ้นอย่างมหาศาล นางมองเห็นพลังปราณซึ่งแผ่ออกมาจากร่างกายของแต่ละคน เห็นการเคลื่อนไหวและทิศทางของพลังผ่านประกายแสงซึ่งปรากฏอยู่บนพื้นผิว
จุดอ่อนของร่างกาย สิ่งของ และค่ายกลปรากฏเป็นร่องรอยขนาดเล็กคล้ายสะเก็ดดาว ทำให้นางสามารถระบุตำแหน่งซึ่งเปราะบางที่สุดได้เพียงมองครั้งเดียว
นางยังมองเห็นความผิดปกติของพลัง ร่องรอยซึ่งถูกปกปิด และการสั่นไหวของพื้นที่ได้อย่างชัดเจน
สิ่งของทุกชิ้นยังคงมีรูปร่างเช่นเดิม ไม่มีสิ่งใดโปร่งใสหรือถูกมองทะลุ ทว่าสีสัน ขอบเขต และรายละเอียดทั้งหมดกลับคมชัดขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
นางสามารถมองเห็นกลิ่นอายของพลังซึ่งแผ่ออกมารอบร่างของทุกคน
รอบกายลู่ชิงถานปรากฏประกายเพลิงสีทองแดง ขณะที่ลู่เหยียนหนิงมีแสงสีขาวเงินไหลเวียนอยู่รอบตัว พลังของเตาหลอมทั้งสองยังมีเส้นแสงบาง ๆ เชื่อมโยงถึงกันอย่างชัดเจน
เมื่อหันไปทางไป๋หลิงกับหนานอวี้ นางก็มองเห็นการเคลื่อนไหวของพลังปราณซึ่งแผ่ออกมาจากร่างกาย รวมถึงตำแหน่งที่พลังป้องกันเบาบางกว่าส่วนอื่นเป็นจุดแสงขนาดเล็ก
แม้แต่ถ้วยชาบนโต๊ะยังมีสะเก็ดแสงปรากฏอยู่ตรงรอยร้าวซึ่งแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
“น่าอัศจรรย์มาก...”
ไป๋จิ้งเหวินเอ่ยขึ้นอย่างลืมตัว
ทุกคนรีบหันมาหานาง
“ท่านแม่มองเห็นอะไรหรือเจ้าคะ?” ไป๋หลิงถาม
“แม่มองเห็นพลังซึ่งแผ่ออกมารอบตัวพวกเจ้า เห็นทิศทางการเคลื่อนไหว และเห็นจุดที่พลังอ่อนแอกว่าส่วนอื่น”
นางชี้ไปยังถ้วยชาบนโต๊ะ
“ถ้วยใบนั้นมีรอยร้าวเล็กมากอยู่ตรงฐาน แม้ตาเปล่าจะมองไม่เห็น แต่สำหรับเนตรคู่นี้ รอยร้าวกลับส่องสว่างราวกับสะเก็ดดาว”
จากนั้นนางจึงมองไปทางค่ายกลภายในห้อง
“แม่ยังมองเห็นจุดเชื่อมต่อของค่ายกล ตำแหน่งซึ่งพลังไหลเวียนไม่สมบูรณ์ และบริเวณที่สามารถทำลายได้ง่ายที่สุด”
ไป๋หลิงฟังคำอธิบายของมารดาแล้ว ความอิจฉาภายในใจก็ยิ่งรุนแรงขึ้น
[เนตรดาราพิสุทธิ์มีความสามารถถึงเพียงนี้เลยหรือ?]
[หากข้าต้องรอให้เกิดสุริยุปราคา ทั้งที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด ข้าอาจไม่มีโอกาสได้ใช้เนตรนี้ไปตลอดชีวิตก็ได้...]
สายตาของนางค่อย ๆ เลื่อนไปหยุดอยู่ที่ยูรัน
[หรือข้าควรขอให้ศิษย์น้องช่วยเปลี่ยนวิถีให้โดยตรง?]
แต่เมื่อนึกถึงภาพหนานอวี้กอดแขนยูรันแล้วพูดจาออดอ้อนเมื่อครู่ ใบหน้าของไป๋หลิงก็เริ่มร้อนขึ้น
[จะให้ข้าทำแบบนั้นน่ะหรือ?]
[ไม่มีทาง...]
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเหลือบมองประกายดวงดาวภายในดวงตาของมารดาอีกครั้ง
[แต่หากเพียงขอเขาดี ๆ ก็คงไม่เรียกว่าอ้อนมั้ง...]