คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 129 ต้องคืนนี้เลย8,982 ตัวอักษร

ตอนที่ 129 ต้องคืนนี้เลย

"แฮ่กๆ... เหตุใดเรื่องแบบนี้ เจ้าถึงได้เก่งกาจนักนะ" นางหอบหายใจพลางค้อนสายตาให้เขา

"หรือท่านอยากให้ข้าชิมน้ำหวานของท่านดูเล่า?" ยูรันยกยิ้มเจ้าเล่ห์

"เจ้าคนลามก!!"

ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้นางได้ทุ่มเถียงต่อ เขาทาบทับลงมามอบจุมพิตอย่างดูดดื่มเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ก่อนจะจับเรียวขาบางแยกออกแล้วค่อยๆ สอดแทรกแก่นกายร้อนผ่าวเข้าสู่ช่องทางแคบสนิททางด้านหลัง

"จะ... เจ้า จะใส่ข้างหลังงั้นเหรอ อ๊าาาาา!"

ยูรันดันกายเข้าจนสุดในคราเดียว ร่างบางสะดุ้งสุดตัวและกระตุกเกร็งทันที ความคับแน่นและเสียวซ่านที่โถมเข้ามาทำให้นางรู้สึกเหมือนว่า หากเขาขยับกระแทกกระทั้นอีกเพียงไม่กี่ครั้ง นางคงต้องปลดปล่อยออกมาอีกรอบเป็นแน่

"ฮือออ... เจ้าแกล้งข้า" หญิงสาวประท้วงเสียงสั่นเครือ คลอไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเสียวซ่าน

"ข้าแกล้งท่านตรงไหนกัน?"

"ก็เจ้าใส่เข้ามาข้างหลัง!"

"จะสนใจไปทำไม ในเมื่อมันก็ทำให้ท่านรู้สึกดีเหมือนกัน"

พูดจบเขาก็ไม่ปล่อยให้นางได้พัก ขยับมืออีกข้างส่งนิ้วเรียวสามนิ้วสอดแทรกเข้าสู่จุดอ่อนไหวทางด้านหน้าพร้อมกันทันที

"อ๊าาาาาาาาาาาา!"

หนานอวี้กรีดร้องลั่นห้อง ความรู้สึกรุกรานอย่างรุนแรงจากแก่นกายที่ฝังลึกอยู่ด้านหลัง บวกกับนิ้วมือที่ขยับรัวเร็วอยู่ด้านหน้า โจมตีประสาทสัมผัสของนางจนสมองขาวโพลน ร่างกายไม่อาจต้านทานความกระสันอยากได้อีกต่อไป นางกระตุกเกร็งอย่างรุนแรงแล้วปลดปล่อยหยาดน้ำหวานออกมาเป็นครั้งที่สามติดต่อกัน

ยูรันมองดูทุกคน ก่อนตบมือเบา ๆ

“เอาละ หลักสูตรเบื้องต้นจบเพียงเท่านี้”

หนานอวี้ชะงัก

“จบแล้วหรือ?”

“เลยเวลาเที่ยงมานานแล้ว ข้าหิว”

ยูรันตอบราวกับเป็นเหตุผลสำคัญที่สุด

“เรื่องฝึกควบคุมพลังค่อยทำต่อภายหลัง วันนี้พวกท่านเพิ่งเข้าสู่วิถีใหม่ ควรปล่อยให้ร่างกายกับดวงวิญญาณปรับตัวก่อน”

เขาหันไปหามารดาทั้งสอง

“พวกเราไปกินข้าวกันเถอะ หลังจากนั้นข้าจะพาท่านแม่ทั้งสองออกไปเที่ยวเล่นในเมือง”

ลู่เหยียนหนิงยิ้มออกมา

“ตามใจเจ้า”

ไป๋จิ้งเหวินเองก็พยักหน้า

“ข้าเองก็อยากลองใช้เนตรคู่นี้ดูเหมือนกัน”

ยูรันดีดนิ้วดังเป๊าะ

“ตกลง ช่วงบ่ายพวกเราไปเดินดูตลาดสมบัติ หากท่านแม่ไป๋พบของดีซึ่งคนอื่นมองไม่เห็น ข้าจะซื้อให้ทั้งหมด”

ไป๋หลิงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องเปลี่ยนวิถี

[ระหว่างเที่ยว ข้าคงหาโอกาสคุยกับศิษย์น้องตามลำพังได้...]

นางเหลือบมองหนานอวี้กับลู่ชิงถาน

[ขอเพียงสองคนนั้นไม่ตามมาขัดขวางก็พอ]

จากสีหน้าของทั้งสอง เห็นได้ชัดว่าแผนการนี้คงไม่ง่ายอย่างที่นางคิดไว้เลย

หลังจากสอนวิธีใช้พลังเบื้องต้นเรียบร้อย ยูรันก็ปรบมือหนึ่งครั้ง

“เอาละ หลักสูตรวันนี้จบเพียงเท่านี้”

หนานอวี้ชะงัก

“จบแล้วหรือ?”

“เลยเวลาเที่ยงมานานแล้ว ข้าหิว”

ยูรันตอบราวกับนี่เป็นเหตุผลสำคัญที่สุด

ทุกคนจึงแยกย้ายออกจากห้อง ก่อนรับประทานอาหารกลางวันที่ยูรันลงมือทำ

หลังอาหาร ยูรันพามารดาทั้งสองกับคนอื่นออกไปเที่ยวเล่นภายในเมืองตามที่ตกลงกันไว้ ไป๋จิ้งเหวินถือโอกาสทดลองใช้เนตรดาราพิสุทธิ์ระหว่างเลือกซื้อของ ส่วนลู่ชิงถานกับลู่เหยียนหนิงก็ฝึกควบคุมเปลวเพลิงเป็นระยะ

กระทั่งดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ทุกคนจึงเดินทางกลับคฤหาสน์ตระกูลไป๋

ช่วงอาหารเย็น บรรยากาศบนโต๊ะยังคงเป็นไปอย่างผ่อนคลาย จนกระทั่งไป๋จิ้งเหวินวางตะเกียบแล้วหันไปหายูรัน

“ยูรัน แม่มีเรื่องอยากถาม”

“เรื่องอะไรรึท่านแม่ไป๋?”

“เจ้าคิดจะแต่งงานกับหลิงเอ๋อร์เมื่อใด?”

“แค่ก ๆ ๆ!”

ยูรันสำลักอาหารทันที

ไป๋หลิงซึ่งนั่งอยู่ข้างมารดาเองก็ตัวแข็งค้าง

“ท่านแม่! เหตุใดจึงถามเรื่องนั้นขึ้นมาตอนนี้?!”

“เหตุใดจะถามไม่ได้?”

ไป๋จิ้งเหวินมองบุตรสาวอย่างสงสัย

“ท่านยายของเจ้าสั่งเสียเอาไว้แล้ว”

นางหันกลับไปหายูรัน

“ในเมื่อเป็นคำสั่งเสีย เรื่องวันแต่งงานก็ควรหารือกันเอาไว้แต่เนิ่น ๆ มิใช่หรือ?”

“เดี๋ยวก่อน”

ลู่เหยียนหนิงวางถ้วยชาลงอย่างสง่างาม

“หากจะพูดเรื่องแต่งงาน เจ้าจะกล่าวถึงเพียงหลิงเอ๋อร์คนเดียวไม่ได้ ข้าเองก็มีบุตรสาวเหมือนกัน”

ลู่ชิงถานเกือบทำตะเกียบหลุดมือ

“ท่านแม่?!”

“แม่กล่าวอะไรผิดหรือ?”

ลู่เหยียนหนิงหันมาหาบุตรสาว

“เจ้าเรียกยูรันว่าท่านพี่ทุกคำ ประกาศต่อหน้าคนนอกว่าเป็นคนรักของเขา ทั้งยังกอดแขนเขาไม่ยอมปล่อย แล้วจะให้แม่ทำเป็นมองไม่เห็นได้อย่างไร?”

“ตอนนั้นเป็นเพียงการแสดงนะเจ้าคะ!”

“แต่หลังจบการแสดง เจ้าก็ยังเรียกเขาว่าท่านพี่อยู่มิใช่หรือ?”

“นั่น...”

ลู่ชิงถานหน้าแดงจนไม่อาจตอบได้

ไป๋จิ้งเหวินยิ้มบาง ๆ

“แต่หลิงเอ๋อร์กับยูรันเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกันมานาน อีกทั้งยังมีคำสั่งเสียจากท่านยายของนางเอง เรื่องนี้ย่อมต้องให้หลิงเอ๋อร์มาก่อน”

ลู่เหยียนหนิงเลิกคิ้ว

“ความรักเกี่ยวข้องอะไรกับลำดับก่อนหลัง? รู้จักกันก่อนไม่ได้หมายความว่าจะได้แต่งงานก่อนเสียหน่อย”

“หลิงเอ๋อร์ของข้าเพียงสุขุมและไม่ชอบแสดงออก”

“ส่วนชิงถานของข้ากล้าเรียกเขาว่าท่านพี่ต่อหน้าทุกคน อย่างน้อยก็ไม่เอาแต่นั่งหน้าแดงแล้วปล่อยให้ผู้อื่นแย่งไป”

ไป๋หลิงซึ่งกำลังนั่งเงียบพลันถูกแทงเข้ากลางใจ

“ท่านแม่ลู่ ข้าไม่ได้คิด...”

ลู่เหยียนหนิงยิ้มให้นางอย่างเข้าใจ

“ไม่เป็นไร แม่เข้าใจ”

ไป๋หลิงคิ้วกระตุกทันที

ไป๋จิ้งเหวินจึงกล่าวตอบ

“หลิงเอ๋อร์ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เพราะคำสั่งเสียของท่านยายกำหนดตัวหลานเขยเอาไว้เรียบร้อยแล้ว”

“คำสั่งเสียเพียงบอกว่ายูรันต้องเป็นหลานเขยตระกูลไป๋ แต่ไม่ได้บอกว่าเขาห้ามเป็นลูกเขยตระกูลลู่ด้วยนี่”

เหตุผลนี้ฟังดูถูกต้องจนไป๋จิ้งเหวินนิ่งไปชั่วขณะ

ส่วนยูรันพยายามก้มหน้ากินอาหาร ไม่คิดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการประชันฝีปากของมารดาทั้งสอง

[หากมีป๊อปคอร์นด้วยคงสนุกกว่านี้...]

[ไม่สิ ข้าชอบถั่วต้มมากกว่า]

เขาคีบอาหารเข้าปากอย่างเงียบเชียบ ขณะฟังสองมารดาโต้เถียงกันไปมา

[แต่เดี๋ยวเรื่องก็คงวนกลับมาถึงข้าอยู่ดี]

แล้วก็เป็นไปตามที่คาดเอาไว้

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินหันมาหาเขาพร้อมกัน

“แล้วเจ้าคิดอย่างไร?”

[นั่นไง...]

[ยุ่งยากจริง]

ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนถอนหายใจ

“ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านแม่ทั้งสองไม่ได้ขัดข้องเรื่องที่ข้าจะมีคนรักหลายคน”

“แต่ข้าขัดข้องอยู่เรื่องหนึ่ง”

ทุกคนบนโต๊ะเงียบลงเพื่อรอฟัง

“พวกท่านต้องถามบุตรสาวของตนเองก่อนว่าอยากแต่งงานกับข้าหรือไม่ และยอมรับได้หรือเปล่าที่ข้าจะมีภรรยาหลายคน”

ยูรันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“หากเรื่องนี้ตกลงกันไม่เรียบร้อยตั้งแต่ต้น ภายหลังเรือนหลังของข้าคงเปิดศึกฆ่ากันตายอย่างแน่นอน”

เขาหันไปทางลู่ชิงถาน

“แน่นอนว่าในระยะแรก ชิงถานอาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เพราะตอนนี้ระดับพลังของนางยังต่ำกว่าคนอื่น”

“แต่ชิงถานบำเพ็ญอยู่บนเส้นทางดารา ภายหลังนางย่อมแข็งแกร่งกว่าทุกคน”

ยูรันเริ่มยกตัวอย่างด้วยสีหน้าครุ่นคิด

“ถึงเวลานั้นนิสัยของนางอาจเปลี่ยนไป จับทุกคนโยนเข้าเตาหลอมดาราเทพสุริยัน แล้วให้ท่านแม่ลู่ช่วยใช้เตาหลอมจันทราแช่แข็งศพเพื่อทำลายหลักฐาน...อะไรทำนองนั้น”

“...”

ทั้งโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบ

ลู่ชิงถานลุกพรวดขึ้นทันที

“ท่านพี่เห็นข้าเป็นคนแบบไหนกันเจ้าคะ?! ข้าไม่มีทางจับใครโยนเข้าเตาหลอมหรอก!”

ลู่เหยียนหนิงเองก็มองยูรันอย่างหมดคำจะกล่าว

“แล้วเหตุใดแม่ต้องช่วยนางแช่แข็งศพด้วย?”

ยูรันนิ่งคิดอย่างจริงจัง

“อืมมม...”

เขามองลู่เหยียนหนิงสลับกับลู่ชิงถาน ก่อนตอบ

“เรื่องเช่นนี้ก็มีให้เห็นอยู่มากมายมิใช่หรือท่านแม่?”

“นิสัยและจิตใจของคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา วันนี้อาจเป็นคนอ่อนโยน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ได้รับพลัง อำนาจ หรือเผชิญเหตุการณ์บางอย่างเข้า ก็อาจกลายเป็นคนละคนได้”

ยูรันพยักหน้าให้เหตุผลของตนเอง

“ข้าจึงต้องคิดเผื่อเอาไว้ก่อนว่า หากวันหนึ่งชิงถานเปลี่ยนไปจริง ๆ ท่านแม่ซึ่งรักบุตรสาวมากอาจตัดสินใจช่วยนางทำลายหลักฐานก็ได้”

“แม่ไม่ทำเรื่องเช่นนั้นแน่นอน!”

“ถ้าได้แบบนั้นก็ดี ข้าไม่ติดอะไร"

ตลอดการสนทนา หนานอวี้นั่งเงียบอยู่ด้านข้างโดยไม่ได้กล่าวแทรกแม้แต่คำเดียว

มือซึ่งถือตะเกียบค่อย ๆ กำแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

นางมองลู่ชิงถานซึ่งมีมารดาคอยพูดแทนทุกอย่าง ก่อนหันไปมองไป๋หลิงซึ่งแม้จะไม่ยอมรับออกมาตรง ๆ แต่ก็มีทั้งมารดาและคำสั่งเสียของท่านยายคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

ส่วนตัวนางกลับไม่มีผู้ใดกล่าวถึงเลยแม้แต่คนเดียว

[ข้าไม่มีมารดาอยู่ที่นี่เพื่อช่วยพูด และไม่มีคำสั่งเสียจากผู้ใดมาผูกมัดศิษย์น้องเอาไว้]

[หากข้ายังไม่ทำอะไรอีก คงไม่มีใครช่วยข้าแล้วจริง ๆ]

หนานอวี้พลันตระหนักถึงปัญหาสำคัญ

ทุกครั้งที่ยูรันหยอกล้อว่านางอยากกินเขาหรือไม่ นางมักหน้าแดงแล้วตะโกนปฏิเสธออกไปเสมอ

เช่นนั้นในสายตาของยูรัน นางคงเป็นคนที่ไม่ได้คิดอะไรกับเขาเลยมิใช่หรือ?

[ไม่ได้...]

[หากปล่อยเอาไว้เช่นนี้ ต่อให้ข้ารออีกสิบปี เจ้าทึ่มนั่นก็คงไม่มีวันรู้ว่าข้าคิดอย่างไร]

นางเหลือบมองยูรันซึ่งกำลังก้มหน้ากินอาหารอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว ก่อนกัดฟันแน่น

[ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง ไม่งั้นข้าคงแห้วแน่ๆ]

หนานอวี้ค่อย ๆ คลายมือออกจากตะเกียบ ดวงตาปรากฏความมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

[ต้องคืนนี้เลย]

หลังอาหารเย็น ทุกคนก็แยกย้ายกลับไปยังห้องพักของตนเอง

ลู่ชิงถานกับลู่เหยียนหนิงต้องฝึกควบคุมเตาหลอมและปรับพลังซึ่งเพิ่งได้รับ ส่วนไป๋จิ้งเหวินเรียกไป๋หลิงไปพูดคุยเรื่องเนตรดาราพิสุทธิ์กับการจัดการตระกูลในวันรุ่งขึ้น

องครักษ์จางออกไปตรวจตรารอบคฤหาสน์ตามหน้าที่

ส่วนยูรันกลับไปพักเพียงลำพังภายในเรือนรับรอง

นับว่าสวรรค์ยังเข้าข้างหนานอวี้อยู่บ้าง เพราะคืนนี้ไม่มีผู้ใดว่างพอจะจับตามองนางเลยสักคน

เวลาค่อย ๆ ผ่านไปจนทั่วทั้งคฤหาสน์เงียบสงบ

หนานอวี้นั่งอยู่ในห้องของตนเอง นางลุกขึ้นแล้วนั่งลงอยู่หลายครั้ง ก่อนเดินวนไปมาจนนับรอบไม่ถ้วน

“ข้าเพียงจะไปพูดกับศิษย์น้องให้รู้เรื่อง เหตุใดต้องตื่นเต้นด้วย?”

นางพยายามปลอบตนเอง แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่ตั้งใจจะทำ ใบหน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาทันที

สุดท้ายหนานอวี้ก็กัดฟัน ก่อนเปิดประตูห้องแล้วเดินออกไป

ตลอดทาง นางหันซ้ายหันขวาอย่างระมัดระวัง ทั้งที่ตนไม่ได้กำลังไปขโมยสิ่งของจากผู้ใด

ไม่นานนัก นางก็มาหยุดอยู่หน้าเรือนรับรองของยูรัน

แสงจากภายในห้องยังคงส่องผ่านหน้าต่างออกมา แสดงว่าเจ้าของห้องยังไม่เข้านอน

หนานอวี้ยกมือขึ้นเตรียมเคาะประตู แต่กลับหยุดค้างอยู่กลางอากาศ

[มาถึงตรงนี้แล้วจะถอยไม่ได้]

[หากคืนนี้ยังไม่กล้า วันหน้าข้าก็คงปากแข็งเหมือนเดิมอีก]

นางสูดหายใจเข้าลึก ก่อนเคาะประตูสามครั้ง

ก๊อก ก๊อก ก๊อก

เสียงของยูรันดังออกมาจากภายในห้อง

“ศิษย์พี่สาม?”

หนานอวี้ชะงัก

“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นข้า?”

“ดึกขนาดนี้ คนที่เดินวนอยู่หน้าห้องข้าตั้งนานแต่ไม่ยอมเคาะประตู คงมีเพียงท่านเท่านั้นแหละ”

หนานอวี้หน้าแดงขึ้นทันที

เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากด้านใน ก่อนยูรันจะกล่าวต่อ

“ประตูไม่ได้ลงกลอน เข้ามาสิ”