ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 130 เหลือเชื่อจริง ๆ...
หนานอวี้เดินเข้าไปภายในห้อง ก่อนเห็นยูรันกำลังนั่งจัดเตรียมบางอย่างอยู่บนโต๊ะ
“เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”
“อ๋อ ข้ากำลังเตรียมเอาไว้ว่าหลังกลับไปแล้วจะทำอะไรต่อ”
“อืม...”
หนานอวี้ตอบสั้น ๆ ก่อนยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
[ข้าจะเริ่มต้นอย่างไรดีเนี่ย...]
ยูรันรออยู่พักหนึ่ง แต่กลับไม่เห็นนางกล่าวสิ่งใดต่อ
[หืม? เงียบไปนานขนาดนี้ ดูเหมือนจะมีเรื่องกลุ้มใจ]
เขาจึงวางสิ่งของในมือลงแล้วถาม
“ศิษย์พี่ ท่านมีเรื่องอะไรกังวลอยู่หรือเปล่า?”
หนานอวี้นิ่งเงียบอยู่พักหนึ่ง ก่อนถามเรื่องอื่นเพื่อซื้อเวลา
“เจ้าคิดจะกลับสำนักเมื่อใด?”
“มะรืนเช้า”
ยูรันตอบขณะจัดเอกสารบนโต๊ะ
“พรุ่งนี้ยังต้องจัดการเรื่องสัตว์อสูรกับทรัพย์สินของตระกูลเสิ่นและตระกูลจง หลังจากนั้นก็ไม่มีเหตุผลให้อยู่ต่อแล้ว”
[มะรืนเช้า...]
[หมายความว่าข้าเหลือคืนนี้กับคืนพรุ่งนี้เท่านั้น]
หนานอวี้กำชายเสื้อของตนแน่น ก่อนรวบรวมความกล้าถามออกไป
“แล้วเรื่องที่ท่านแม่ทั้งสองพูดบนโต๊ะอาหารเล่า?”
ยูรันหยุดมือ
“เรื่องแต่งงานหรือ?”
“อืม”
“ข้าก็บอกไปแล้วว่าต้องถามความสมัครใจของทุกคนก่อน ข้าไม่คิดบังคับผู้ใด และไม่คิดหลอกว่าข้าจะมีเพียงคนเดียว”
หนานอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง
“แล้ว...ข้าเล่า?”
ยูรันหันมาทางนางอย่างเต็มตัว
“ท่านทำไม?”
“เจ้าคนโง่!”
หนานอวี้หน้าแดง ก่อนตบโต๊ะเบา ๆ ด้วยความหงุดหงิด
“ข้ากำลังถามว่าในสายตาของเจ้า ข้าเป็นอย่างไร!”
ยูรันมองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเก็บเอกสารทั้งหมดลง
“ท่านอยากให้ข้าตอบว่าอะไร?”
“ท่านก็เป็นศิษย์พี่ของข้า แค่นี้พอหรือไม่?”
หนานอวี้นิ่งค้างไปหลายอึดใจ
“แค่ศิษย์พี่หรือ?”
“แล้วท่านอยากเป็นอะไรอีกเล่า?”
คำถามนั้นทำให้นางพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
[เจ้าคนโง่นี่...]
[ข้ามาหาเจ้าถึงห้องกลางดึก แล้วยังถามว่าข้าอยากเป็นอะไรอีกหรือ?!]
หนานอวี้กำชายเสื้อแน่น ก่อนสูดหายใจลึกเพื่อรวบรวมความกล้า
“หากข้าบอกว่า ข้าไม่อยากเป็นเพียงศิษย์พี่ของเจ้าเล่า?”
ยูรันหยุดนิ่งไปเล็กน้อย
“เช่นนั้นท่านอยากเป็นอะไร?”
ใบหน้าของหนานอวี้แดงก่ำ แต่คราวนี้นางไม่หลบคำถาม
“ข้า...”
“ข้าอยากเป็นคนรักของเจ้า”
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนลากเสียงยาวอย่างไม่อยากเชื่อ
“หืมมมมม...”
“ท่านเอาจริงหรือ?”
เขาเอนตัวเข้ามาเล็กน้อย
“ท่านรับได้จริง ๆ น่ะหรือที่ข้าจะมีภรรยาหลายคน?”
“ข้าบอกเอาไว้ก่อนเลยนะว่าข้าเจ้าชู้มาก”
หนานอวี้กัดริมฝีปาก ก่อนตอบตามตรง
“ข้ายอมรับเรื่องที่เจ้าจะมีคนอื่นได้ แต่เจ้าก็ห้ามละเลยข้าเช่นกัน”
“คำตอบเช่นนี้ชัดเจนพอหรือยัง?”
ยูรันยกมือขึ้นปิดปาก แสร้งทำสีหน้าตกตะลึง
“เหลือเชื่อจริง ๆ...”
เขามองหนานอวี้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนถามอย่างมีเลศนัย
“แล้วที่ท่านมาหาข้าถึงห้องในคืนนี้ เพราะอยากนอนกับข้ารึเปล่า?”
ใบหน้าของหนานอวี้แดงก่ำขึ้นมาทันที แต่นางยังคงฝืนพยักหน้า
“อืม”
นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนถามกลับ
“ไม่ได้หรือ?”
ยูรันมองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลุกจากเก้าอี้แล้วเดินไปนั่งลงบนขอบเตียง
“ก็ได้อยู่หรอก”
“แต่ข้าจะถามอีกครั้ง ท่านแน่ใจนะ?”
หนานอวี้กำชายเสื้อแน่น ก่อนสูดหายใจลึกและเดินเข้าไปหาเขา
“อืม”
นางพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ข้าแน่ใจ”
ยูรันไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อ
เขายกมือขึ้นปลดผ้าสีดำซึ่งปิดดวงตาเอาไว้ออก ก่อนวางมันลงข้างหมอนอย่างเงียบเชียบ
จากนั้นจึงสะบัดมือกางม่านพลังปกคลุมทั่วทั้งห้อง ปิดกั้นเสียงทุกอย่างไม่ให้เล็ดลอดออกไปภายนอก
เปลวไฟภายในห้องดับลงทีละดวง
สุดท้ายเหลือเพียงแสงสลัวจากตะเกียงดวงเล็กข้างเตียง ซึ่งส่องให้เห็นใบหน้าของทั้งสองอย่างเลือนราง
ท่ามกลางความเงียบ ยูรันเพียงหันไปทางหนานอวี้ ก่อนจะอ้าแขนออกกว้างโดยไม่เอ่ยคำใด
หนานอวี้ยืนนิ่งมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ใบหน้าร้อนผ่าวลามไปจนถึงใบหู นางค่อยๆ ก้าวเข้าไปหา ขยับขึ้นไปนั่งบนตักกว้างพร้อมกับโอบคล้องคอเขาไว้
นางก้มสบตาเขาก่อนเลื่อนเข้าไปจูบแช่มช้า รสจูบเริ่มทวีความร้อนแรงตามอารมณ์ที่พลุ่งพล่านจนหญิงสาวหอบหายใจถี่
ชายหนุ่มซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่น มือหนาลูบไล้เรือนร่างพลางปลดอาภรณ์ของนางออกทีละชิ้น
หลังจากนั้น ม่านข้างเตียงก็ค่อย ๆ ปิดลง บดบังเงาร่างซึ่งแนบชิดกันไว้ภายใน
ความปรารถนาที่เก็บซ่อนไว้เนิ่นนานพาให้ทั้งสองเรียนรู้และปรนเปรอกันในทุกวิถีทาง จากบนเตียงไปจนทั่วทั้งห้อง โดยไม่มีผู้ใดคิดถอยหรือยอมแพ้ก่อน
ค่ำคืนดำเนินผ่านไปท่ามกลางเสียงกระซิบ ลมหายใจสั่นไหว และความเร่าร้อนซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งหลายชั่วยามต่อมา หนานอวี้จึงหมดเรี่ยวแรงและหลับสนิทอยู่ในอ้อมแขนของยูรัน
แสงอาทิตย์ยามเช้าส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง
หนานอวี้สะดุ้งเฮือกตื่น ก่อนรีบลืมตาขึ้นมองไปรอบตัวด้วยความสับสน
เมื่อเห็นม่านกั้นเสียงยังคงปกคลุมทั่วห้อง ความทรงจำทั้งหมดจากเมื่อคืนก็ไหลย้อนกลับเข้ามาในความคิดอย่างรวดเร็ว
นางค่อย ๆ กวาดตามองไปรอบห้อง
เสื้อผ้าของทั้งสองกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น เก้าอี้เลื่อนออกจากตำแหน่ง ข้าวของบนโต๊ะถูกขยับจนไม่เป็นระเบียบ แม้แต่บริเวณริมหน้าต่างกับกำแพงก็ทำให้นางนึกถึงเหตุการณ์บางช่วงขึ้นมาอย่างชัดเจน
ดูเหมือนเมื่อคืนทั้งสองจะไม่ได้หยุดอยู่เพียงบนเตียงจริง ๆ
ใบหน้าของหนานอวี้แดงก่ำลามไปจนถึงใบหู
[เมื่อคืนข้าทำอะไรลงไปบ้างเนี่ย?!]
นางรีบหันกลับไปมองยูรันซึ่งยังคงนอนอยู่ข้างกาย ก่อนยกกำปั้นทุบลงบนหน้าอกของเขาหลายครั้ง
“เจ้ามันเดรัจฉาน!”
“เจ้าแกล้งให้ข้าทำเรื่องเช่นนั้นไปทั่วทั้งห้องได้อย่างไรกัน?!”
ยูรันสะดุ้งตื่นจากแรงทุบ ก่อนยกมือขึ้นกุมหน้าอก
“โอ๊ย! ศิษย์พี่ ท่านจะทุบข้าทำไม?”
เขาขยับตัวลุกขึ้นนั่งอย่างงัวเงีย
“ท่านรู้สึกดีก็พอแล้วมิใช่หรือ? อีกอย่าง ก่อนเริ่มข้าก็ถามท่านแล้วว่าแน่ใจและจะไม่เสียใจภายหลัง ท่านเองก็ตอบว่าแน่ใจ”
“ข้านึกว่าเจ้าหมายถึงเรื่องที่ข้าจะเป็นคนรักของเจ้าต่างหาก!”
หนานอวี้โต้กลับทันที ใบหน้ายังคงแดงก่ำ
“อ้าว?”
ยูรันเอียงศีรษะ
“ข้าเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องเดียวกันเสียอีก”
เขาเว้นไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“แต่หากศิษย์พี่ไม่ชอบ ภายหลังก็ไม่ต้องทำอีกแล้วก็ได้”
“ใครบอกว่าข้าไม่ชอบกัน?!”
หนานอวี้เผลอตะโกน ก่อนจะรู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป
นางรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดใบหน้า เหลือเพียงดวงตาคู่หนึ่งซึ่งกำลังมองเขาอย่างขุ่นเคือง
“ข้าเพียงไม่เคยทำเรื่องเช่นนี้มาก่อน จึงรู้สึกอับอายเท่านั้นเอง”
เสียงของนางค่อย ๆ เบาลง
“แล้วเมื่อคืน...มันก็รู้สึกดีมากด้วย”
ยูรันยกยิ้มมุมปาก ก่อนลุกขึ้นจากเตียง
“หึ เอาเถอะ”
เขาดีดนิ้วเบา ๆ พลังไร้รูปร่างกวาดผ่านทั่วทั้งห้อง เสื้อผ้าและข้าวของซึ่งกระจัดกระจายอยู่ค่อย ๆ กลับเข้าที่ ฝุ่นกับร่องรอยความยุ่งเหยิงทั้งหมดเลือนหายไปในพริบตา
ไม่นาน ห้องพักก็กลับมาเรียบร้อยราวกับไม่เคยเกิดเรื่องใดขึ้นมาก่อน
“ในเมื่อตื่นแล้วก็รีบแต่งตัวเถอะ”
ยูรันหยิบผ้าปิดตาขึ้นมาผูกตามเดิม
“ได้เวลาไปกินอาหารเช้าแล้ว”
เช้าวันนั้น ทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องอาหารตามปกติ
หนานอวี้เดินเข้ามาเป็นคนสุดท้าย นางพยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่ง ก่อนเลือกนั่งลงตรงตำแหน่งเดิมราวกับเมื่อคืนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ทว่านางเพิ่งหยิบตะเกียบขึ้นมา ลู่เหยียนหนิงก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงเสียก่อน
“อวี้เอ๋อร์ วันนี้เจ้าดูสดใสขึ้นมากนะ”
มือของหนานอวี้ชะงักเล็กน้อย
“ข้าหรือเจ้าคะ?”
“ใช่” ไป๋จิ้งเหวินกล่าวเสริม “สีหน้าของเจ้าดูเปล่งปลั่ง ผิวพรรณก็ดีกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด”
หนานอวี้รีบยกมือขึ้นแตะแก้มของตนเอง
“คงเป็นเพราะเมื่อคืนข้านอนหลับสนิทกระมังเจ้าคะ”
ไป๋หลิงเหลือบมองนาง
“เมื่อคืนเจ้านอนหลับสนิท?”
“แน่นอน”
“ปกติเจ้าตื่นง่ายจะตายไป แม้มีคนเดินผ่านหน้าห้องก็ยังรู้สึกตัวไม่ใช่หรือ?”
“เมื่อคืนข้าเหนื่อยกว่าปกติ!”
หนานอวี้ตอบอย่างรวดเร็ว ก่อนรีบคีบอาหารใส่ปากเพื่อปิดบทสนทนา
ลู่ชิงถานกลับยังคงมองนางอย่างพิจารณา
“แต่คุณหนูหนานอวี้ไม่ได้เพียงดูพักผ่อนเพียงพอนะเจ้าคะ ท่าทางของท่านวันนี้ก็ดูแปลกไปด้วย”
“แปลกตรงไหน?”
“ข้าก็บอกไม่ถูกเหมือนกันเจ้าค่ะ”
ลู่ชิงถานขมวดคิ้ว
“เพียงรู้สึกว่าท่านดู...มีชีวิตชีวากว่าเมื่อวานมาก”
หนานอวี้เกือบสำลักอาหาร
“ข้าเป็นผู้บำเพ็ญ ตื่นมามีชีวิตชีวาแล้วผิดตรงไหนกัน?!”
ไป๋หลิงหรี่ตามอง
“ไม่มีผู้ใดบอกว่าผิด เจ้าเหตุใดต้องร้อนตัวด้วย?”
“ใครร้อนตัวกัน!”
“ใบหน้าเจ้าแดงแล้ว”
“อาหารร้อนต่างหาก!”
ทุกคนก้มมองอาหารบนโต๊ะซึ่งวางทิ้งไว้จนแทบไม่มีไอร้อนหลงเหลืออยู่แล้ว
หนานอวี้รู้ว่าคำแก้ตัวของตนฟังไม่ขึ้น จึงก้มหน้ากินต่อโดยไม่ยอมพูดอะไรอีก
ไป๋หลิงกับลู่ชิงถานสบตากันอย่างเงียบ ๆ
พวกนางมั่นใจว่าต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นเมื่อคืน แต่หนานอวี้ไม่ยอมรับ และทั้งสองก็ไม่มีหลักฐานใดใช้ซักถามต่อ
ส่วนลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินเพียงมองท่าทางลุกลี้ลุกลนของหนานอวี้ ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบโดยไม่คิดเปิดโปงสิ่งที่ตนคาดเดาออกมา.