คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 133 ใครจะให้เจ้าโอบเอวกัน!7,491 ตัวอักษร

ตอนที่ 133 ใครจะให้เจ้าโอบเอวกัน!

“แค่ก ๆ”

ยูรันกระแอมเบา ๆ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ผู้ใดมาขอให้ข้าสอน ข้าก็สอนให้ทั้งนั้นแหละ”

ทุกคนชะงักไปเล็กน้อย

“ต่อให้เป็นศิษย์พี่เย่มาขอเรียนจากข้า ข้าก็สอนให้เหมือนกัน ข้าไม่ได้หวงวิชาเหล่านี้เสียหน่อย”

ยูรันยกมือขึ้นกอดอก

“อีกอย่าง ต่อให้ข้าถ่ายทอดทุกสิ่งให้ทั้งหมด แล้วจะมีผู้ใดใช้วิชาเหล่านั้นได้เก่งกว่าข้าอีก?”

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ โดยไม่มีผู้ใดสามารถกล่าวว่าเป็นการโอ้อวดได้ เพราะทุกคนเคยเห็นความสามารถของเขาด้วยตาตนเองแล้ว

“ดังนั้น พวกท่านจะนำเรื่องนี้มาโจมตีข้า เพียงเพราะคนที่ข้าสอนเป็นสตรีอื่นไม่ได้”

เขากวาดมองทุกคนทีละคน

“หากคนภายนอกได้ยินเข้า พวกเขาจะคิดว่าพวกท่านเป็นคนไร้เหตุผลและหึงหวงโดยไม่แยกแยะเสียเปล่า ๆ”

“อึก...”

หนานอวี้ ไป๋หลิง และลู่ชิงถานต่างสะอึกพร้อมกัน

พวกนางอยากโต้แย้ง แต่กลับหาถ้อยคำใดมาหักล้างไม่ได้

เพราะไม่ว่าจะพิจารณาจากมุมใด สิ่งที่ยูรันกล่าวก็มีเหตุผลจริง ๆ

ท้ายที่สุด ทั้งสามจึงทำได้เพียงกลืนความไม่พอใจกลับลงไปอย่างช่วยไม่ได้

หลังจากนั้น ยูรันจึงเริ่มถ่ายทอดหลักการของทั้งสองวิชาให้แก่ทุกคนโดยเริ่มจากก้าวพริบตา

หลักการของวิชานี้คือ “การก้าวให้ได้ระยะทางไกลที่สุด โดยใช้จำนวนก้าวที่น้อยที่สุด”

วิธีฝึกแบ่งออกเป็นสองแนวทาง

วิธีแรกคือการเดินตามปกติ ยื่นเท้าไปลงยังจุดหมาย แล้วลากร่างกายของตนเองตามไปให้ถึง

ส่วนวิธีที่สองคือใช้เท้าลากจุดหมายเข้ามาหาตัวเอง คล้ายกับการเดินถอยหลังทั้งที่ยังหันหน้าไปทางเดิม

ไม่ว่าจะเลือกใช้วิธีใด ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือการลดระยะห่างระหว่างตนเองกับจุดหมายภายในก้าวเดียว ส่วนจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ผู้ฝึกต้องค้นหาวิธีซึ่งเหมาะสมกับตนเอง

เมื่ออธิบายก้าวพริบตาจบ ยูรันก็เริ่มสอนเหยียบเวหาต่อทันที

หลักการของวิชานี้ยิ่งเรียบง่ายกว่าเดิม นั่นคือ “เหยียบอากาศให้เหมือนเหยียบพื้น”

วิธีแรกคือเปลี่ยนจากการยืนบนพื้นให้กลายเป็นการยืนบนอากาศ

ส่วนวิธีที่สองคือจดจำความรู้สึกขณะยืนอยู่บนกระบี่บิน จากนั้นจึงนำกระบี่ออกไป เหลือเพียงร่างกายซึ่งยังคงยืนอยู่บนอากาศดังเดิม

สำหรับผู้ที่ไม่เคยขี่กระบี่บินอย่างลู่เหยียนหนิง ไป๋จิ้งเหวิน และองครักษ์จาง ให้เริ่มฝึกจากวิธีแรก ส่วนคนที่เหลือสามารถเลือกวิธีซึ่งตนเข้าใจได้ง่ายกว่า

ยูรันใช้เวลาอธิบายและสาธิตทั้งสองวิชาตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนกวาดสายตามองทุกคน

“ทั้งหมดมีเพียงเท่านี้ ใครมีคำถามหรือไม่?”

ทุกคนภายในลานมองหน้ากัน

หนานอวี้เป็นคนแรกที่ทนไม่ไหว

“แค่นี้เนี่ยนะ?”

“อืม แค่นี้แหละ”

ลู่ชิงถานลองยกเท้าเหยียบอากาศเบื้องหน้า ก่อนฝ่าเท้าจะตกกลับลงบนพื้นตามเดิม

“ท่านพี่เจ้าคะ ต่อให้ข้าเข้าใจคำอธิบายทั้งหมด แต่มันจะทำได้จริงหรือ?”

ไป๋หลิงพยักหน้าเห็นด้วย

“ตำราวิชาละหนึ่งร้อยเล่ม แต่เจ้ากลับสรุปเหลือเพียงไม่กี่ประโยค แล้วพวกเราจะฝึกสำเร็จได้อย่างไร?”

“ทำไมจะไม่ได้?”

ยูรันตอบออกไปทันทีโดยไม่ทันคิด

“เยว่หลีฝึกสองวิชานี้รวมกันยังใช้เวลาไม่ถึงสองชั่งโมงด้วยซ้ำ”

ทุกคนชะงักพร้อมกัน

ยูรันยังไม่รู้ตัวว่าตนเองพลั้งปาก จึงกล่าวต่ออย่างสบาย ๆ

“ก้าวพริบตาใช้เวลาประมาณห้าสิบนาที ส่วนเหยียบเวหาประมาณครึ่งชั่วโมง หากข้าจำไม่ผิด”

ทั่วทั้งลานเงียบสนิท

ไป๋หลิง หนานอวี้ และลู่ชิงถานต่างจ้องเขาเขม็ง แม้แต่ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินยังมีสีหน้าประหลาดใจ

หนานอวี้กำหมัดแน่น ก่อนถามด้วยน้ำเสียงกดต่ำ

“แล้วตอนสอนเยว่หลี เจ้าก็อธิบายให้นางฟังเพียงเท่านี้หรือ?”

“ก็น่าจะใช่นะ”

ยูรันนิ่งคิดย้อนความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง

“แต่มีเพิ่มเติมอีกอย่าง ตอนสอนก้าวพริบตา ข้าพานางเดินด้วยวิชานี้อยู่หนึ่งหรือสองรอบ เพื่อให้นางจดจำความรู้สึก หลังจากนั้นนางก็ลองฝึกด้วยตัวเอง”

เขากางมือออกอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“สุดท้ายนางก็บรรลุได้เองทั้งสองวิชา”

เส้นเลือดตรงขมับของหนานอวี้ปูดขึ้นเล็กน้อย

ยูรันเอียงศีรษะถาม

“หรือว่าศิษย์พี่สามอยากให้ข้าสอนแบบเดียวกันด้วย?”

หนานอวี้ตะโกนตอบทันที

“ก็ทำเสียสิ!!”

เสียงของนางดังลั่นไปทั่วทั้งลาน จนทุกคนที่อยู่รอบข้างสะดุ้งพร้อมกัน

ยูรันยกมือขึ้นอย่างยอมแพ้

“เอา ๆ ทำก็ได้ แต่ข้าจะสอนด้วยวิธีนี้ให้เพียงวิชาเดียวเท่านั้นนะ”

เขาหันไปมองลู่เหยียนหนิง ไป๋จิ้งเหวิน และลู่ชิงถาน

“เริ่มจากท่านแม่ทั้งสองกับชิงถานก่อน พวกท่านทั้งสามอาจต้องใช้เวลานานหน่อย ข้าจะพาเดินวนอยู่แถวนี้จนกว่าจะจดจำความรู้สึกได้”

จากนั้นจึงหันไปทางไป๋หลิงกับหนานอวี้

“ส่วนศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่สาม ข้าจะสอนไประหว่างเดินทางกลับสำนัก พวกท่านมีเวลาจดจำเพียงครู่เดียว จำไม่ได้ก็ช่วยไม่ได้นะ”

หนานอวี้ขมวดคิ้วทันที

“เหตุใดถึงมีเวลาเพียงครู่เดียว? จากเมืองนี้ไปถึงยอดเขาห่างกันตั้งสองพันลี้ ต่อให้ขี่กระบี่บินก็ยังต้องใช้เวลาครึ่งวัน”

ยูรันมองนางอย่างประหลาดใจ

“อ้าว ก็ข้าเป็นคนใช้ก้าวพริบตาพาพวกท่านกลับนี่นา มันจะช้าได้อย่างไร?”

“...”

“ระยะทางตั้งสองพันลี้ เจ้าจะไปถึงได้เร็วเพียงใดกัน?”

“ข้าจะก้าวทีละหนึ่งลี้หรืออย่างไร ไร้สาระ”

ยูรันตอบด้วยสีหน้าราวกับคำถามนี้ไม่น่าถามออกมาแม้แต่น้อย

“อย่างน้อยก็ต้องก้าวละห้าสิบถึงหนึ่งร้อยลี้สิ ไม่ถึงสิบห้านาทีก็กลับถึงยอดเขาแล้ว”

“...”

ทุกคนภายในลานอ้าปากค้างพร้อมกัน

สายตาแต่ละคู่มองยูรันราวกับต้องการถามให้แน่ใจว่า เมื่อครู่พวกตนหูฝาดไปหรือไม่

[ถามจริง?]

ยูรันแค่นเสียงเบา ๆ

“หึ หากข้าเดินทางมาหาท่านแม่หรือชิงถานเพียงลำพัง ไม่ถึงสิบนาทีก็มาถึงแล้ว”

เขากวาดตามองทุกคน

“พวกท่านตามความเร็วของข้าไม่ทันหรอก”

หนานอวี้หรี่ตามองเขา

“แล้วเยว่หลีตามเจ้าทันหรือ?”

“ไม่ทันสิ”

ยูรันตอบอย่างตรงไปตรงมา

“ตอนเดินทางกลับสำนัก นางเพิ่งฝึกวิชานี้ได้ไม่ถึงครึ่งวัน แต่ยังฝืนใช้ สุดท้ายร่างกายรับไม่ไหว อาเจียนออกมาตั้งหลายรอบ”

รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา

“เห็นหรือไม่ ข้าสอนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันจริง ๆ”

ทุกคนมองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า

ก่อนที่ยูรันจะหันไปทางเหล่าสาวใช้ซึ่งยืนอยู่ไม่ไกล

“พวกเจ้าโชคดีนะที่ข้าไม่ได้เป็นคนสอนด้วยตัวเอง แค่ให้ตำรากลับไปอ่านเท่านั้น”

เขาหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!”

เหล่าสาวใช้หน้าซีดลงพร้อมกัน

คนอื่นกลับสนใจเรื่องก่อนหน้ามากกว่า

“เดี๋ยวก่อนนะ...”

ลู่เหยียนหนิงถามด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ

“เจ้าสอนเยว่หลีจนกระทั่งนางอาเจียนออกมาหลายรอบเลยหรือ?”

“ใช่สิท่านแม่”

ยูรันตอบอย่างภาคภูมิใจ

“เมื่อข้าเป็นอาจารย์ ข้าย่อมปฏิบัติต่อผู้เรียนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน”

เขาหันกลับมาหาลู่เหยียนหนิง ก่อนกล่าวปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“แต่สำหรับท่านแม่ ไม่ต้องกังวลว่าจะอาเจียนหรอก ท่านแม่ค่อย ๆ ฝึกไปสักหนึ่งหรือสองอาทิตย์ก็น่าจะใช้ได้เองแล้ว”

ลู่เหยียนหนิงมองเขาอย่างหมดคำจะกล่าว

[แม่ไม่ได้กังวลว่าตัวเองจะอาเจียนเสียหน่อย...]

ยูรันตบมือหนึ่งครั้ง

“เอาละ เริ่มกันเถอะ เสียเวลามามากแล้ว”

หลังจากนั้น ยูรันก็พาลู่เหยียนหนิง ไป๋จิ้งเหวิน และลู่ชิงถานฝึกก้าวพริบตาทีละคน

ร่างทั้งสองหายวับไปจากลาน ก่อนปรากฏขึ้นตามจุดต่าง ๆ ภายในคฤหาสน์ บางครั้งอยู่บนทางเดิน บางครั้งอยู่ข้างศาลาริมน้ำ แล้วกลับมายังลานเดิม

ยูรันจงใจใช้วิชาอย่างช้า ๆ เพื่อให้ทั้งสามจดจำความรู้สึกระหว่างการก้าวได้อย่างชัดเจน ก่อนพาเดินซ้ำอีกหลายรอบด้วยระยะทางและจังหวะที่แตกต่างกัน

เวลาค่อย ๆ ผ่านไป

จนกระทั่งทั้งสามสามารถจดจำความรู้สึกนั้นไว้ได้ ยูรันจึงหยุดการฝึก

“เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว”

เขาปล่อยมือจากลู่ชิงถาน ก่อนมองทั้งสามคน

“ที่เหลือพวกท่านต้องค่อย ๆ ฝึกด้วยตนเอง ไม่ต้องรีบร้อน ขอเพียงรักษาความรู้สึกเมื่อครู่เอาไว้”

ทั้งสามพยักหน้ารับพร้อมกัน

ยูรันกวาดมองทุกคนภายในลาน ก่อนถอนหายใจเบา ๆ

“เอาละ คราวนี้คงได้เวลากลับจริง ๆ เสียที”

เหล่าสาวใช้ยืนเรียงแถวคารวะส่ง ขณะที่ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินมองเขาด้วยความอาลัยอย่างปิดไม่มิด

“ดูแลตัวเองด้วยนะรันเอ๋อร์”

“อย่าลืมกลับมาเยี่ยมพวกแม่บ้าง”

“ข้ารู้แล้วท่านแม่”

ยูรันประสานมือคารวะทั้งสอง ก่อนหันไปทางลู่ชิงถาน

“ตั้งใจฝึกให้ดี อย่าแอบฝืนร่างกายตัวเอง”

ลู่ชิงถานพยักหน้าอย่างว่าง่าย

“เจ้าค่ะท่านพี่”

เมื่อกล่าวลากันเรียบร้อย ยูรันจึงหันไปหาไป๋หลิงกับหนานอวี้ ก่อนยื่นมือทั้งสองข้างออกไปตรงหน้าพวกนาง

หนานอวี้มองมือของเขาด้วยความสงสัย

“ยื่นมือมาทำไม?”

“ก็จับมือสิ”

ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

“ถ้าไม่จับมือแล้วข้าจะพาพวกท่านไปได้อย่างไร หรือจะให้ข้าโอบเอวแทน?”

“ใครจะให้เจ้าโอบเอวกัน!”

หนานอวี้หน้าแดง ก่อนรีบคว้ามือข้างหนึ่งของเขาไว้ทันที

ไป๋หลิงเหลือบมองทั้งสองคนเล็กน้อย จากนั้นจึงจับมืออีกข้างโดยไม่กล่าวอะไร

“พร้อมยัง?”

“พร้อมแล้ว”

สิ้นเสียง ร่างของทั้งสามก็หายวับไปจากหน้าคฤหาสน์ทันที

พรึ่บ!

ลู่ชิงถานและมารดาทั้งสองยังคงยืนมองทิศทางที่พวกเขาหายไป

ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเสียจนสายลมซึ่งถูกทิ้งไว้เบื้องหลังเพิ่งพัดผ่านลาน หลังจากร่างทั้งสามจากไปแล้วหลายอึดใจ