ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 134 ท่านจงใจทำให้เขากระอักเลือด
กว่าทั้งสามจะออกเดินทางจากคฤหาสน์ตระกูลไป๋ เวลาก็ล่วงเลยมาถึงยามสาย ใกล้สิบเอ็ดโมงแล้ว
ทว่าเมื่อยูรันเป็นผู้ใช้ก้าวพริบตาด้วยตนเอง ระยะทางกว่าสองพันลี้ก็แทบไม่มีความหมาย
เพียงไม่นาน ร่างของทั้งสามก็ปรากฏขึ้นบนดาดฟ้าตำหนักประจำยอดเขาจันทรา
พรึ่บ!
ทันทีที่เท้าแตะพื้น ไป๋หลิงก็รีบยกมือปิดปาก ใบหน้าซีดลงเล็กน้อย ราวกับกำลังพยายามสะกดกลั้นไม่ให้อาเจียนออกมา
หนานอวี้เองก็มีสภาพไม่ต่างกัน นางยืนโงนเงนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนสูดหายใจลึกหลายครั้งเพื่อระงับอาการคลื่นไส้
บนดาดฟ้ามีหลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ รวมถึงเฮยหลิงและเยว่หลินอยู่ก่อนแล้ว
เมื่อเห็นยูรันปรากฏตัว หลานชิงอวี้ก็รีบวิ่งเข้ามากอดเขาทันที
“ศิษย์พี่ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”
นางเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“รีบเล่าให้ข้าฟังหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เรื่องตระกูลไป๋จัดการเรียบร้อยหรือไม่?”
“ได้สิ”
ยูรันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“ข้ามีช็อตเด็ดกลับมาให้เจ้าดูด้วยนะ รับรองว่าเจ้าต้องชอบแน่ ฮ่า ๆ ๆ!”
หลังจากปล่อยให้หลานชิงอวี้กอดจนพอใจแล้ว ยูรันจึงเดินเข้าไปคารวะหลิงเยวี่ย
“คารวะท่านอาจารย์ ข้ากลับมาแล้ว”
หลิงเยวี่ยพยักหน้าเล็กน้อย
“อืม กลับมาอย่างปลอดภัยก็ดี”
เมื่อเห็นยูรันกลับมา เฮยหลิงกับเยว่หลินก็รีบเดินเข้ามาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“คารวะนายท่าน ยินดีต้อนรับนายท่านกลับมาอย่างปลอดภัยขอรับ”
“ยินดีต้อนรับนายท่านกลับมาเจ้าค่ะ”
แม้ภายนอกทั้งสองจะยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่ง แต่ภายในกลับร่ำร้องออกมาพร้อมกัน
[สวรรค์มาโปรด! ในที่สุดนายท่านก็กลับมาเสียที!]
[หลายวันที่ผ่านมาพวกเราทรมานเหลือเกิน!]
จากนั้นทุกคนจึงกลับไปนั่งยังตำแหน่งประจำของตน ไป๋หลิงกับหนานอวี้ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะระงับอาการคลื่นไส้และนั่งลงได้ตามปกติ
ยูรันกวาดตามองทุกคน ก่อนประสานมือวางลงบนโต๊ะ
“เอาละ ก่อนจะเล่าเรื่องทางนั้น เรามาเริ่มจากเรื่องสำคัญที่สุดกันก่อน”
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่เฮยหลงกับเยว่หลิน
“ฝึกทำอาหารไปถึงไหนแล้ว?”
เฮยหลิงกับเยว่หลินสะดุ้งเฮือกพร้อมกัน
หลานชิงอวี้เห็นโอกาสก็รีบฟ้องทันที
“ตั้งแต่ศิษย์พี่ออกไป เจ้าสองตัวนี้ไม่พัฒนาขึ้นเลยเจ้าค่ะ”
ยูรันหันไปมองหลิงเยวี่ยเพื่อขอคำยืนยัน
นางไม่ได้กล่าวอะไร เพียงพยักหน้าอย่างเรียบเฉย
ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย
[ดูท่าท่านอาจารย์คงจงใจแกล้งเจ้างูสองตัวนี้กระมัง]
เขาถอนหายใจยาว
“เฮ้อ เอาเถอะ วันนี้พวกเจ้ามาทำอาหารพร้อมกับข้าแล้วกัน”
เฮยหลิงกับเยว่หลินลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกัน
[สวรรค์มาโปรด!]
[เกือบถูกนายท่านจับลงหม้อตุ๋นแล้ว!]
หลังจัดการเรื่องสำคัญที่สุดเรียบร้อย ยูรันจึงเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนเริ่มเล่าเรื่องราวตลอดหลายวันที่ผ่านมา
“ต่อมา เริ่มจากเมื่อหลายวันก่อน หลังข้ากลับมาถึงสำนักแล้วออกเดินทางไปยังเมืองหลอมศิลาทันที ข้าหลงทางเลยใช้เวลาเดินทางอยู่ครึ่งวัน...”
หลานชิงอวี้รีบยกมือห้าม
“เอ่อ ศิษย์พี่เจ้าคะ ช่วงหลงทางไม่ต้องเล่าก็ได้มั้ง?”
“ไม่ได้ ต้องเล่าให้ครบ”
ยูรันกล่าวต่อโดยไม่สนใจสีหน้าของนาง
“ระหว่างทางข้าเจอขบวนรถม้ากำลังถูกปล้น เหมือนคนพวกนั้นต้องการป้ายอะไรสักอย่างจากแม่นางที่อยู่ในรถ ข้าจึงเข้าไปช่วยไว้ แล้วได้รู้จักกับนาง”
“นางชื่อลู่ชิงถาน เป็นคุณหนูตระกูลลู่ หนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลอมศิลา”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนแก้คำพูดของตนเอง
“ไม่สิ ตอนนี้ตระกูลลู่กับตระกูลไป๋รวมกันแล้ว จึงเหลือเพียงตระกูลใหญ่ตระกูลเดียว”
หลานชิงอวี้กะพริบตาปริบ ๆ
“รวมตระกูลแล้ว?”
“อืม”
จากนั้นยูรันก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดต่ออย่างไม่รีบร้อน ตั้งแต่การเดินทางไปพักยังคฤหาสน์ตระกูลลู่ ได้พบลู่เหยียนหนิง พาลู่ชิงถานออกไปเที่ยวชมเมือง ไปโรงประมูลและหอขายสัตว์อสูร
รวมถึงเรื่องที่เขาขอให้ลู่ชิงถานแสดงละครเป็นคนรัก จนเย่อ้าวเทียนโกรธจัดและกระอักเลือดออกมากลางโรงประมูล
“หลังจากนั้นข้าก็พบว่าเบื้องหลังปัญหาของตระกูลลู่กับตระกูลไป๋ มีตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงร่วมมือกับศิษย์พี่เย่อยู่”
ยูรันหยิบขนมชิ้นหนึ่งขึ้นมากิน ก่อนเล่าต่อด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“พวกมันคิดจะตัดเส้นทางสินค้า ทำให้ทั้งสองตระกูลผิดสัญญาและล้มละลาย จากนั้นศิษย์พี่เย่ก็ค่อยออกหน้าเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงาม”
“แต่ว่าแผนกระจอกไปหน่อย ข้าจึงระเบิดโกดังสินค้าทั่วเมืองทิ้งเสียเลย”
“...”
ทุกคนบนดาดฟ้าเงียบลงพร้อมกัน
ยูรันยังคงเล่าต่อเหมือนสิ่งที่เพิ่งกล่าวเป็นเรื่องธรรมดา
“โกดังของตระกูลลู่กับตระกูลไป๋ก็ถูกระเบิดด้วย จะได้ไม่มีผู้ใดสงสัย ส่วนสินค้าที่เสียหายกับค่าชดเชยต่าง ๆ ข้าใช้เงินของตัวเองอุดให้ทั้งหมด”
“สุดท้ายตระกูลเสิ่นกับตระกูลจงสูญเสียทรัพย์สินจนล้มละลายไปตามระเบียบ ตระกูลลู่กับตระกูลไป๋จึงรวมกันเป็นตระกูลเดียว แต่ยังคงแบ่งกันดูแลคนละสาขาเหมือนเดิม”
หลานชิงอวี้ยังไม่ทันย่อยเรื่องระเบิดโกดัง ยูรันก็กล่าวต่อไปถึงเรื่องสำคัญที่สุด
“จากนั้นท่านยายไป๋ก็ฝากคำสั่งเสียเอาไว้ว่า ให้ข้าแต่งงานกับศิษย์พี่รอง”
“แล้วดูเหมือนท่านแม่ลู่เองก็อยากให้ข้าแต่งงานกับชิงถานเหมือนกัน”
ดาดฟ้าตำหนักตกอยู่ในความเงียบงัน
หลานชิงอวี้นั่งอ้าปากค้าง พยายามเรียบเรียงเรื่องราวทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน
ยูรันเพิ่งออกจากสำนักไปเมืองหลอมศิลา
แต่พอกลับมาอีกครั้ง สองตระกูลล้มละลาย โกดังสินค้าทั่วเมืองถูกระเบิด สองตระกูลใหญ่รวมเป็นหนึ่งเดียว และเขายังมีคำสั่งเสียให้แต่งงานติดตัวกลับมาด้วย
หลานชิงอวี้นิ่งค้างไปหลายอึดใจ ความคิดภายในใจกลับยุ่งเหยิงจนแทบพันกันเป็นปม
[บัดซบ นี่มันเรื่องอะไรกัน?!]
[ศิษย์พี่ยูกำลังจะแต่งงานกับศิษย์พี่รอง แล้วยังมีแม่นางลู่ชิงถานอีกคนหรือ?]
[บ้าไปแล้ว! แล้วข้าเล่า?!]
นางชะงักกับความคิดของตนเอง ก่อนใบหน้าจะเริ่มร้อนผ่าว
[เดี๋ยวสิ เหตุใดข้าต้องกังวลด้วย?]
[ไม่สิ ข้าต้องกังวลอยู่แล้ว ข้าชอบศิษย์พี่ยูนี่นา!]
[บ้าเอ๊ย!]
หลานชิงอวี้พยายามสงบสติอารมณ์ ก่อนลอบเหลือบมองหนานอวี้ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล
นางคาดว่าศิษย์พี่สามจะต้องแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอย่างแน่นอน
ทว่าหนานอวี้กลับนั่งนิ่งผิดปกติ ไม่โวยวาย ไม่กำหมัด และไม่มีเส้นเลือดปูดขึ้นบนหน้าผากแม้แต่น้อย
[หืม?]
หลานชิงอวี้หรี่ตามองอย่างสงสัย
[ข้ามั่นใจมากแท้ ๆ ว่าศิษย์พี่สามต้องชอบศิษย์พี่ยูแน่นอน]
[ต่อให้นางรู้เรื่องนี้มาก่อน ปฏิกิริยาก็ไม่ควรสงบนิ่งถึงเพียงนี้]
สายตาของนางค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นจับผิด
[ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ]
ทว่าคนที่มีปฏิกิริยารุนแรงที่สุด กลับเป็นผู้ที่ดูนิ่งสงบที่สุดภายในดาดฟ้าแห่งนี้
หลิงเยวี่ยยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม ถ้วยชาถูกยกค้างอยู่ใกล้ริมฝีปาก สีหน้าของนางไม่ปรากฏความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
ไม่ใช่เพราะนางไม่รู้สึกอะไร
แต่นางช็อกไปแล้วต่างหาก
นับตั้งแต่ได้ยินคำว่า “แต่งงาน” ความคิดทั้งหมดภายในศีรษะของนางก็หยุดชะงักอย่างสมบูรณ์
[แต่งงาน...]
[ยูรันกำลังจะแต่งงานกับไป๋หลิง...]
[แล้วยังมีลู่ชิงถานอีกคน...]
คำว่าแต่งงานดังสะท้อนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ภายในหัว จนเรื่องตระกูลเสิ่น ตระกูลจง การระเบิดโกดัง และการรวมสองตระกูลซึ่งยูรันเล่าหลังจากนั้น ล้วนไม่ผ่านเข้าสู่การรับรู้ของนางแม้แต่น้อย
สายตาของหลิงเยวี่ยยังคงจับจ้องยูรันอย่างว่างเปล่า ขณะที่ถ้วยชาในมือหยุดนิ่งอยู่เช่นนั้น ราวกับเวลารอบตัวนางถูกแช่แข็งไปแล้ว
ภายนอกดูสงบนิ่งดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น
แต่ความจริงคือจิตใจของนางหยุดทำงานไปตั้งแต่ได้ยินคำแรกแล้ว
[ไม่ได้ ข้าเป็นอาจารย์]
[ข้าควรยินดีกับลูกศิษย์才ถูก นี่ข้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่?]
หลิงเยวี่ยหลับตาลงเล็กน้อย พยายามปรับลมหายใจและสงบจิตใจของตนเอง
[ข้าเป็นอาจารย์...]
[ข้าเป็นอาจารย์...]
[ข้าเป็นอาจารย์...]
ทว่าในขณะที่จิตใจกำลังจะกลับมาสงบนิ่ง ความคิดหนึ่งกลับแวบขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามไว้ได้
[เดี๋ยวก่อน...]
[หากแต่งงานกับสตรีสองคนได้ หมายความว่าภายหน้าก็อาจมีคนที่สาม คนที่สี่ หรือคนที่ห้า...]
[เขาสามารถมีภรรยาหลายคนได้]
หัวใจของหลิงเยวี่ยกระตุกวูบ
[อึก! นี่ข้ากำลังคิดบ้าอะไรอยู่?!]
[ไม่ได้เด็ดขาด!]
นางรีบสลัดความคิดทั้งหมดทิ้ง ก่อนฝืนทำจิตใจให้สงบลง จากนั้นจึงวางถ้วยชาลงบนโต๊ะและหาเรื่องเปลี่ยนบทสนทนาทันที
“แล้วสิ่งที่เจ้าบอกว่าจะนำมาให้พวกเราดูคืออะไร?”
“อ๋อ เรื่องนั้นเอง”
ยูรันล้วงมือเข้าไปในพื้นที่เก็บของ
“หลังจากโกดังถูกระเบิด ศิษย์พี่เย่ก็มาหาข้าและถามว่าเป็นฝีมือข้าหรือไม่ ข้าจึงขอให้ศิษย์พี่รองช่วยแสดงละครสักหน่อย”
รอยยิ้มมีเลศนัยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา
“ข้ามีภาพบันทึกกลับมาให้ดูด้วยนะ”
เขาหันไปเรียกเฮยหลิงกับเยว่หลิน
“พวกเจ้าสองตัวก็มาดูด้วยกันสิ ของดีเช่นนี้พลาดแล้วจะเสียใจ”
ยูรันหยิบศิลาบันทึกภาพหลายก้อนออกมาวางเรียงบนโต๊ะ แต่ละก้อนบันทึกเหตุการณ์เอาไว้จากคนละมุม ราวกับทุกคนเตรียมพร้อมถ่ายฉากสำคัญนี้มาเป็นอย่างดี
เมื่อภาพทั้งหมดถูกเปิดขึ้นพร้อมกัน เหตุการณ์ในวันนั้นก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ในภาพ ไป๋หลิงเดินเข้ามาเรียกยูรันว่า “ท่านพี่” ก่อนประกาศด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่าพวกนางกำลังจะแต่งงานกัน
จากนั้นยูรันก็ช่วยยืนยันเรื่องคำสั่งเสียของหญิงชราอย่างจริงจัง
สีหน้าของเย่อ้าวเทียนเปลี่ยนจากตกตะลึงเป็นเขียวคล้ำ มือยกขึ้นกุมหน้าอก ก่อนกระอักเลือดออกมาเป็นสายน้ำ
พรูดดดด!
ร่างของเขาหงายหลังล้มตึงลงกับพื้น
ทุกคนซึ่งกำลังดูภาพอ้าปากค้างพร้อมกัน
ทว่าความน่าตกตะลึงยังไม่จบเพียงเท่านั้น
ทันทีที่เย่อ้าวเทียนหมดสติ ยูรันในภาพก็แสร้งทำหน้าตื่นตระหนก ก่อนตะโกนลั่นคฤหาสน์
“หมอออออออออ!”
“หมออยู่ที่ไหน?! ศิษย์พี่เลือดออกนองเต็มพื้นแล้ว!”
“พวกเจ้ายืนรออะไรกันอยู่ รีบไปตามหมอเร็วเข้า!”
น้ำเสียง สีหน้า และท่าทางของเขาสมจริงเสียจนหากไม่รู้เรื่องมาก่อน คงไม่มีผู้ใดเชื่อว่าเจ้าตัวกำลังกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ
เฮยหลิงกับเยว่หลินเม้มริมฝีปากแน่น ใบหน้าบิดเบี้ยวจากการพยายามกลั้นเสียงหัวเราะจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
แต่หลานชิงอวี้กลับอดทนได้เพียงไม่กี่ลมหายใจ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!”
นางระเบิดเสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วทั้งดาดฟ้า ก่อนยกมือกุมท้องและฟุบลงกับโต๊ะ
“ศิษย์พี่! ท่านยังมีหน้าตะโกนเรียกหมออีกหรือ?! เห็นชัด ๆ ว่าท่านจงใจทำให้เขากระอักเลือด!”
ยิ่งมองภาพยูรันวิ่งวุ่นเรียกหาหมอด้วยสีหน้าตื่นตระหนก นางก็ยิ่งหัวเราะหนักกว่าเดิมจนแทบหายใจไม่ทัน.