ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 135 เหตุใดจึงพูดเหมือนกำลังนำสีหลายสีมาผสมกันอยู่เล่า
หลานชิงอวี้หัวเราะอยู่นานกว่าจะสงบลงได้ นางยกมือเช็ดน้ำตาตรงหางตา ขณะที่หลิงเยวี่ยเองก็อดอมยิ้มออกมาครู่หนึ่งไม่ได้
“ศิษย์พี่รอง ท่านแสดงได้สมจริงมากเลยเจ้าค่ะ สีหน้าของท่านไม่มีพิรุธแม้แต่น้อย”
ไป๋หลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ
“ใครบอกว่าข้าแสดง?”
“...”
เสียงหัวเราะของหลานชิงอวี้หยุดลงทันที
“เอ๊ะ?”
ไป๋หลิงวางถ้วยชากลับลงบนโต๊ะ
“นี่เป็นคำสั่งเสียของท่านยาย ข้าจะขัดใจท่านยายได้อย่างไร?”
นางเหลือบมองยูรัน ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ส่วนเรื่องแต่งงาน ข้าก็ไม่เคยกล่าวเสียหน่อยว่าจะไม่แต่งกับเขา”
ยูรันสำลักขนมทันที
“แค่ก ๆ!”
หลิงเยวี่ยซึ่งเพิ่งสงบจิตใจได้ไม่นานพลันนิ่งค้างไปอีกครั้ง
[แต่งจริงหรือ?!]
มือของหนานอวี้ซึ่งถือถ้วยชาอยู่กระชับแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เหงื่อเย็นเริ่มไหลลงมาตามแผ่นหลัง
[บัดซบ ศิษย์พี่รองเอาจริง!]
[ข้าหัวขาดแน่ ต้องหาเวลาบอกนางก่อนเรื่องแดงขึ้นมา ไม่เช่นนั้นข้าคงถูกเชือดจริง ๆ!]
[เฮือกกก!]
หลานชิงอวี้มองไป๋หลิง จากนั้นจึงหันไปมองยูรัน ก่อนย้อนกลับมามองไป๋หลิงอีกครั้ง
รอยยิ้มบนใบหน้าของนางหายไปจนหมดสิ้น
[อึก... แล้วข้าเล่า?!]
[กรอดดดดดดดดดดดดดดดดดด!]
ยูรันรู้สึกว่าบรรยากาศบนดาดฟ้าเริ่มไม่ชอบมาพากล จึงกระแอมเบา ๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน
“อะแฮ่ม ใกล้เที่ยงแล้ว”
เขาหันไปทางเฮยหลิงกับเยว่หลิน
“พวกเจ้าสองตัวไปทำอาหารกับข้า วันนี้เป็นลูกมือคอยช่วยอยู่ข้าง ๆ แล้วกัน”
เฮยหลิงกับเยว่หลินรีบลุกขึ้นทันที ราวกับรอคอยคำสั่งนี้มานานแล้ว
“ขอรับนายท่าน!”
“เจ้าค่ะนายท่าน!”
ยูรันลุกจากที่นั่ง ก่อนกล่าวต่อ
“ช่วงบ่ายพวกเรายังมีงานต้องทำอีก ต้องไปตรวจดูหลุมด้วยว่าตอนนี้ขุดไปถึงไหนแล้ว”
พูดจบเขาก็เดินนำงูทั้งสองออกไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดดึงบทสนทนากลับไปยังเรื่องแต่งงานอีก
หลังจากยูรันพาเฮยหลิงกับเยว่หลินเดินออกไป บรรยากาศบนดาดฟ้าก็พลันตกอยู่ในความเงียบอันน่าอึดอัด
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าควรเริ่มกล่าวสิ่งใดก่อน
หลานชิงอวี้เหลือบมองไป๋หลิง จากนั้นจึงหันไปจ้องหนานอวี้อย่างจับผิด
“ศิษย์พี่สาม ท่านไม่มีอะไรอยากพูดหน่อยหรือเจ้าคะ?”
หนานอวี้สะดุ้งเล็กน้อย
“ข้าต้องพูดอะไร?”
“นั่นสิ ปกติหากได้ยินเรื่องแบบนี้ ท่านน่าจะโวยวายจนโต๊ะพังไปแล้ว แต่วันนี้กลับสงบนิ่งผิดปกติ”
“ตอนนี้ยังคลื่นไส้อยู่ จะเอาแรงที่ไหนมาโวยวายกัน?”
หลานชิงอวี้หรี่ตามองนาง
[โกหกเห็นๆ]
ไป๋หลิงเองก็เหลือบมองหนานอวี้เล็กน้อย นางไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่สายตานั้นทำให้เหงื่อเย็นไหลลงมาตามแผ่นหลังของอีกฝ่าย
[บัดซบ อย่ามองข้าแบบนั้นสิ!]
หลิงเยวี่ยเห็นบรรยากาศเริ่มแปลกประหลาด จึงกล่าวขึ้นในฐานะอาจารย์
“เรื่องแต่งงานเป็นเรื่องของรันเอ๋อร์ พวกเจ้าไม่ควรนำมาทะเลาะกันเอง”
“ศิษย์ไม่ได้คิดจะบังคับเขาเจ้าค่ะ”
ไป๋หลิงตอบอย่างสงบ
“ข้าเพียงกล่าวให้ทุกคนรู้ว่าข้าไม่ได้ปฏิเสธเท่านั้น”
หลานชิงอวี้พึมพำอย่างไม่พอใจ
“แต่ท่านก็ประกาศจองเอาไว้ก่อนแล้วนี่...”
ไป๋หลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“อย่างน้อยก็ดีกว่าคนที่เอาแต่ลังเลจนไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง”
ฉึก!
ประโยคเดียวกลับแทงเข้ากลางใจของคนถึงสามคนพร้อมกัน
คำพูดเพียงประโยคเดียวกลับแทงเข้ากลางใจของคนถึงสามคน และแต่ละคนยังตีความไปคนละทิศละทาง
หลานชิงอวี้กำหมัดแน่น ดวงตาปรากฏความมุ่งมั่นขึ้นมาในทันที
[หมายความว่าข้าต้องเลิกลังเลแล้วลงมือสินะ!]
หนานอวี้กลับหลบสายตาอย่างมีพิรุธ
ไม่ใช่เพราะนางยังลังเลหรือไม่ยอมทำอะไร แต่เป็นเพราะนางลงมือไปเรียบร้อยแล้วต่างหาก และตอนนี้กำลังหวาดกลัวผลลัพธ์ซึ่งจะตามมา
[ข้าไม่ได้มัวแต่ลังเล...]
[ข้าทำไปแล้วต่างหาก และคอของข้าก็กำลังจะขาดเพราะเรื่องนั้นนี่แหละ!]
ส่วนหลิงเยวี่ยซึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่ด้านบนสุด กลับรู้สึกราวกับคำพูดของลูกศิษย์พุ่งตรงเข้ามาหาตนเองโดยเฉพาะ
[ข้าไม่ได้ลังเลเสียหน่อย]
[ไม่สิ ข้าไม่ได้ชอบเขาสักหน่อย!]
หลังจากนั้นไม่นาน อาหารก็ถูกยกมาวางจนเต็มโต๊ะ
ทุกคนนั่งรับประทานอาหารกันอย่างเงียบเชียบผิดปกติ ไม่มีผู้ใดคิดกล่าวถึงเรื่องแต่งงานอีก ราวกับต่างคนต่างกำลังจมอยู่กับความคิดของตนเอง
เมื่อรับประทานไปได้ครู่หนึ่ง หลิงเยวี่ยจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบ
“เรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองหลอมศิลา เจ้าเล่าครบหมดแล้วใช่หรือไม่?”
ยูรันชะงักเล็กน้อย ก่อนนึกขึ้นได้
“อ๋อ ยังเหลืออีกเรื่องหนึ่ง”
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกัน
“ก่อนกลับ ข้าสอนก้าวพริบตากับเหยียบเวหาให้ทุกคนด้วย”
เขาคีบอาหารเข้าปากอย่างสบายใจ
“แค่นี้แหละ หมดแล้ว”
หลานชิงอวี้พลันนึกบางอย่างขึ้นได้
“จริงด้วย! มันคือวิชาที่ศิษย์พี่ใช้ตอนออกเดินทางใช่หรือไม่?”
นางวางตะเกียบลง ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“สอนข้าด้วยสิ!”
“ก็ได้ หลังกินข้าวเสร็จแล้วข้าจะสอนให้”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนเหลือบมองเฮยหลิงกับเยว่หลินซึ่งกำลังจ้องเขาด้วยแววตาคาดหวังเช่นกัน
“อย่าบอกนะว่าพวกแกสองตัวก็อยากเรียนด้วย?”
ทั้งสองพยักหน้าพร้อมกันทันที
ยูรันมองพวกเขาอย่างไม่เข้าใจ
“เยว่หลินอยู่ขอบเขตหลอมสุญญตาแล้วไม่ใช่หรือ จะเรียนไปทำไมอีก?”
จากนั้นจึงหันไปทางเฮยหลิง
“ส่วนแกก็ใกล้จะทะลวงเข้าสู่หลอมสุญญตาแล้วเหมือนกัน ไม่ต้องเรียนก็ได้มั้ง?”
หลิงเยวี่ยซึ่งกำลังจะยกถ้วยชาขึ้นดื่มพลันคิ้วกระตุก
[แล้วเหตุใดผู้ที่อยู่ขอบเขตหลอมสุญญตาจึงเรียนไม่ได้?]
หลานชิงอวี้เอียงศีรษะอย่างสงสัย
“เหตุใดผู้ที่อยู่ขอบเขตหลอมสุญญตาจึงไม่จำเป็นต้องเรียนหรือเจ้าคะ?”
ยูรันมองนางราวกับคำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
“ขอบเขตหลอมสุญญตาสามารถเปิดประตูมิติได้”
เขาคีบอาหารเข้าปาก ก่อนกล่าวต่ออย่างเรียบง่าย
“ในเมื่อเปิดประตูแล้วไปถึงจุดหมายได้ทันที จะเสียเวลาเดินไปทำไม?”
“...”
หลานชิงอวี้คิดตาม ก่อนพบว่าตนไม่อาจโต้แย้งได้
ส่วนคิ้วของหลิงเยวี่ยกลับกระตุกแรงกว่าเดิม
[แต่ข้าอยากเรียนไม่ได้หรืออย่างไร?]
ยูรันกำลังจะกินต่อ ทว่าพลันชะงักไปเล็กน้อย
“โอ๊ะ อาจจำเป็นต้องเรียนจริง ๆ ก็ได้นะ ข้าดันลืมเรื่องสำคัญไปเสียได้”
หลานชิงอวี้ถามทันที
“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
“การเปิดประตูมิติหรือฉีกมิติล้วนต้องใช้พลังปราณ”
ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนอธิบายต่อ
“แต่ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาไม่ต้องใช้พลังปราณแม้แต่น้อย”
“หากต้องเดินทางหนึ่งร้อยลี้ การเปิดประตูมิติใช้ทั้งพลังปราณและเวลาชั่วอึดใจ แต่ก้าวพริบตาใช้เพียงหนึ่งหรือสองก้าวก็ไปได้ไกลหนึ่งร้อยลี้ภายในเวลาชั่วอึดใจเหมือนกัน แถมยังไม่ต้องสูญเสียพลัง”
เขาพยักหน้ากับตนเอง
“ถ้ามองเช่นนี้ ก้าวพริบตาย่อมดีกว่าอยู่แล้ว”
เฮยหลิงกับเยว่หลินตั้งใจฟังทุกคำ ดวงตาของทั้งสองเริ่มเปล่งประกายขึ้นมา
หลิงเยวี่ยเองก็ลอบรู้สึกยินดีอยู่ภายใน
[เช่นนี้ข้าก็เรียนได้แล้วสิ]
ทว่ายูรันกลับครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้น
“แต่ถ้าจะสอนเจ้างูสองตัว ข้าคงไม่ต้องลงมือเองก็ได้กระมัง?”
“อีกวันเดียวศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่สามก็น่าจะใช้วิชาได้แล้ว ถึงตอนนั้นให้พวกนางสอนพวกแกก็ได้มิใช่หรือ?”
หลิงเยวี่ยชะงักไปทันที
[เดี๋ยวก่อน แล้วข้าเล่า?]
หนานอวี้ปฏิเสธทันที
“ข้าไม่สอน”
ไป๋หลิงวางตะเกียบลง ก่อนกล่าวตาม
“ข้าก็ไม่สอนเหมือนกัน ข้าไม่ว่าง”
นางเหลือบมองยูรัน
“อีกอย่าง ไม่ใช่ว่าเจ้าเองก็มีงานต้องทำหรือ? สัตว์อสูรที่ซื้อกลับมา เจ้าบอกว่าจะนำไปทดลองทำอะไรบางอย่างมิใช่หรือ?”
“โอ๊ะ”
ยูรันชะงักค้างไปทันที
“...”
เขานิ่งคิดอยู่หลายอึดใจ ก่อนตบมือลงบนโต๊ะเบา ๆ
“จริงด้วย ข้าต้องสร้างกิเลนนี่หว่า”
“...”
หลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ เฮยหลิง และเยว่หลินหันขวับมามองเขาพร้อมกัน
“หา?”
“สร้างกิเลน?!”
ยูรันนิ่งค้างไปเล็กน้อย
[ชิบหาย เรื่องนี้ข้าก็ลืมเล่า...]
เขากระแอมเพื่อกลบเกลื่อน
“อะแฮ่ม ข้ามักลืมเล่าเรื่องสำคัญอยู่ทุกที”
ทุกคนมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า
[ไม่ใช่แค่บางทีแล้ว]
[เจ้าลืมทุกครั้งเลยชัด ๆ!]
ยูรันทำเป็นมองไม่เห็นสายตาเหล่านั้น ก่อนอธิบายต่อ
“ตอนอยู่เมืองหลอมศิลา ข้าแวะซื้อสัตว์อสูรจากหอสัตว์อสูรมาด้วยจำนวนหนึ่ง ตั้งใจว่าจะทดลองผสมข้ามสายพันธุ์เพื่อสร้างสัตว์อสูรชนิดใหม่”
“หากเลือกชนิดที่ง่ายที่สุดในตอนนี้ก็น่าจะเป็นหงส์ฟ้า”
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย
“ข้าจะวางค่ายกล แบ่งพื้นที่ภายในมิติออกมาต่างหาก แล้วเร่งเวลาในการฟักไข่ให้เร็วขึ้น”
“หากไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ก็น่าจะได้เห็นตัวแล้ว”
“...”
คราวนี้ทุกคนภายในโต๊ะอาหารยิ่งสับสนหนักกว่าเดิม
เมื่อครู่ยังพูดถึงการสร้างกิเลนอยู่เลย
ตอนนี้กลับกลายเป็นจะสร้างหงส์ฟ้าภายในหนึ่งอาทิตย์เสียแล้ว
หลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ เฮยหลิง และเยว่หลินมองหน้ากัน ก่อนหันกลับมามองยูรันพร้อมกัน
“สร้างหงส์ฟ้า...ภายในหนึ่งอาทิตย์หรือ?!”
ยูรันเห็นสีหน้าตกตะลึงของทุกคนก็รีบกระแอมเบา ๆ
“อะแฮ่ม อย่าเพิ่งตกใจไป นี่เป็นเพียงการทดลองเท่านั้น”
เขากล่าวปลอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ต่อให้ทดลองแล้วไม่เป็นไปตามที่ต้องการ ก็ยังนำมาทำอาหารได้อยู่ดี รสชาติน่าจะคล้ายไก่ เพราะอย่างไรก็เป็นสัตว์ปีกเหมือนกัน”
ทุกคนไม่แน่ใจว่าคำพูดนี้ช่วยให้น่าตกใจน้อยลงตรงไหน
ยูรันกลับจมเข้าสู่ความคิดของตนเองเรียบร้อยแล้ว
“อืม... จะเริ่มจากธาตุใดดีนะ?”
เขาเริ่มนับนิ้ว
“หงส์ฟ้าอัคคี หงส์ฟ้าปฐพี หงส์ฟ้าวารี หงส์ฟ้าพฤกษา หงส์ฟ้าอัสนี หรือหงส์ฟ้าวายุ?”
“น่าสนใจทั้งหมดเลยแฮะ”
ยูรันยิ่งคิด ดวงตาก็ยิ่งเป็นประกาย
“ถ้านำหงส์ฟ้าต่างธาตุสองสายพันธุ์มาผสมกัน ลูกที่เกิดมาอาจครอบครองพลังสองธาตุ”
“จากนั้นหากนำหงส์ฟ้าสองธาตุสองสายพันธุ์มาผสมกันอีกครั้ง จะมีโอกาสให้กำเนิดหงส์ฟ้าสี่ธาตุหรือไม่นะ?”
ทุกคนบนโต๊ะอาหารมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า
[ไม่ใช่แล้วพี่ชาย...]
[เหตุใดจึงพูดเหมือนกำลังนำสีหลายสีมาผสมกันอยู่เล่า?!]