คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 136 จะโง่ไปถึงไหนกัน?7,978 ตัวอักษร

ตอนที่ 136 จะโง่ไปถึงไหนกัน?

หนานอวี้กระแอมขึ้นมาเบา ๆ เพื่อดึงสติของยูรันกลับจากเรื่องผสมสายพันธุ์หงส์ฟ้า

“อะแฮ่ม เจ้ายังเหลืออีกเรื่องหนึ่งนะ”

นางชะงักไปเล็กน้อย ก่อนแก้คำพูดใหม่

“ไม่สิ อาจจะสองหรือสามเรื่องด้วยซ้ำ และเรื่องเหล่านั้นต่างหากที่สำคัญที่สุด!”

ยูรันหันมามองนางด้วยสีหน้าว่างเปล่า

“เรื่องอะไร? ข้าไม่เห็นจำได้เลย”

“เจ้าบ้าาาาาาา!”

หนานอวี้ตบโต๊ะดังปัง ก่อนตะโกนใส่เขาอย่างเหลืออด

“ก็เรื่องที่เจ้ารักษาลู่ชิงถานจนหาย แล้วทำให้นาง ลู่เหยียนหนิง และไป๋จิ้งเหวินเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรอย่างไรเล่า!”

“ไหนจะเส้นทางดารา วิถีบำเพ็ญรูปแบบใหม่ซึ่งปลายทางคือการจุติเป็นเทพ ของวิเศษประเภทเตาหลอมที่เจ้าสร้างให้สองแม่ลูก แล้วก็เนตรดาราพิสุทธิ์ของไป๋จิ้งเหวินอีก!”

“เรื่องใหญ่ขนาดนี้เจ้าลืมเล่าได้อย่างไรกัน?!”

หลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ เฮยหลิง และเยว่หลินนิ่งค้างไปพร้อมกัน

ยูรันกลับเพียงกะพริบตา ก่อนพยักหน้าเหมือนเพิ่งนึกออก

“อ๋อ เรื่องนั้นเอง แหม ถ้าท่านไม่พูดข้าลืมไปแล้วนะเนี่ย”

[นั่นเป็นเรื่องที่สามารถลืมได้ด้วยหรือ?!]

“อ๋อ เรื่องนั้นเอง”

ยูรันพยักหน้าอย่างเพิ่งนึกขึ้นได้

“แหม หากศิษย์พี่สามไม่พูด ข้าคงลืมไปแล้วจริง ๆ”

[นั่นเป็นเรื่องที่สามารถลืมได้ด้วยหรือ?!]

ความคิดเดียวกันปรากฏขึ้นภายในใจของทุกคนพร้อมกัน

“เอาละ เรื่องมันเป็นเช่นนี้”

จากนั้นยูรันก็เริ่มเล่าทุกอย่างตั้งแต่ต้นอีกครั้ง

เขาเล่าถึงสาเหตุที่ลู่ชิงถานไม่สามารถกักเก็บพลังปราณเอาไว้ในร่างกาย วิธีรักษานางด้วยการสร้างเตาหลอมขึ้นมารองรับพลังเหล่านั้น รวมถึงการชักนำลู่เหยียนหนิงและไป๋จิ้งเหวินเข้าสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียรพร้อมกัน

เตาหลอมดาราเทพสุริยันถูกสร้างขึ้นให้แก่ลู่ชิงถาน

เตาหลอมดาราเทพจันทราถูกสร้างขึ้นให้แก่ลู่เหยียนหนิง

ส่วนไป๋จิ้งเหวินได้รับเนตรดาราพิสุทธิ์และกลายเป็นต้นกำเนิดสายเลือดของผู้ครอบครองเนตรชนิดนี้

นอกจากนี้ ยูรันยังเล่าถึงวิถีแห่งเส้นทางดารา เส้นทางบำเพ็ญรูปแบบใหม่ซึ่งมีปลายทางเป็นการจุติกลายเป็นเทพเจ้า ตลอดจนต้นไม้แห่งดวงดาวอิกดราซิลและเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญา

แน่นอนว่าเขาไม่ได้ละเว้นเงื่อนไขของพิธีกรรม

ทั้งการถูกแขวนกลับหัวด้วยรากไม้ การถูกเปลวเพลิงแผดเผาและทรมานเป็นเวลาเก้าวันเก้าคืน รวมถึงสิ่งที่เขาใช้เป็นเครื่องแลกเปลี่ยน ได้แก่การดมกลิ่น การรับรู้รสชาติ และความรู้สึกจากการสัมผัส

หลังจากเล่าทุกอย่างรวดเดียวจนจบ ยูรันก็ยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“อืม มีเพียงเท่านี้แหละ?”

เขาหันไปหาไป๋หลิงกับหนานอวี้

“ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สาม ช่วยข้านึกหน่อยว่าข้าเล่าหมดหรือยัง”

ทั้งสองครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง

หนานอวี้พยักหน้า

“ข้าคิดว่าน่าจะหมดแล้วนะ”

ไป๋หลิงพยักหน้าตาม

“ข้าก็คิดเช่นนั้น”

“อืมมมมมมม...”

ยูรันลากเสียงพลางทบทวนความทรงจำอีกครั้ง

“เช่นนั้นก็น่าจะหมดแล้วละ”

“...”

หลานชิงอวี้ หลิงเยวี่ย เฮยหลิง และเยว่หลินยังคงนิ่งค้างอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน

พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรตกใจกับเรื่องใดก่อน

การสร้างของวิเศษขึ้นมาด้วยตนเอง?

การสร้างเนตรชนิดใหม่ซึ่งสามารถสืบทอดจนกลายเป็นเนตรประจำตระกูล?

การสร้างวิถีบำเพ็ญใหม่ที่สามารถทำให้มนุษย์จุติเป็นเทพเจ้า?

หรือพิธีกรรมซึ่งผู้ประกอบพิธีต้องถูกแขวนกลับหัวและเผาทรมานนานเก้าวันเก้าคืน?

ซ้ำร้าย ยูรันยังสละประสาทสัมผัสของตนเองเพิ่มอีกถึงสามอย่างเพื่อแลกกับสิ่งเหล่านั้น

เรื่องแต่ละเรื่องเพียงเรื่องเดียวก็มากพอจะเขย่าโลกทั้งใบแล้ว

แต่ยูรันกลับเล่าทุกอย่างราวกับกำลังสรุปรายการซื้อของจากตลาด

หลิงเยวี่ยได้สติกลับมา ก่อนหันไปเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด

“รันเอ๋อร์ มานี่สิ มานั่งใกล้ ๆ ข้า”

ยูรันวางถ้วยชา ก่อนลุกจากที่นั่งแล้วเดินไปนั่งลงข้างอาจารย์อย่างว่าง่าย

หลิงเยวี่ยยื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าของเขา ปลายนิ้วเรียวลูบผ่านแก้มอย่างแผ่วเบา ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความสงสาร

“ตอนถูกแขวนอยู่กับต้นไม้ เจ้าคงเจ็บปวดมากสินะ”

“อ๋อ ไม่เลยสักนิด”

ยูรันตอบทันที

เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“แต่ว่าอีกไม่นานข้าอาจต้องเจ็บตัวก็ได้ หากท่านอาจารย์ยังลูบหน้าข้าอยู่เช่นนี้”

กรอดดดดด...

เสียงกัดฟันดังมาจากด้านหลังอย่างชัดเจน

หลิงเยวี่ยชะงัก ก่อนเหลือบมองไปทางต้นเสียง

ไป๋หลิงกำลังนั่งมองมือของอาจารย์ซึ่งสัมผัสใบหน้ายูรันอยู่ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าเส้นเลือดตรงขมับกลับปูดขึ้นมาเล็กน้อย

“ท่านอาจารย์เจ้าคะ ลูบหน้าศิษย์น้องเสร็จแล้วหรือยัง?”

หลิงเยวี่ยรีบดึงมือกลับอย่างแนบเนียน

[ข้าเพียงลูบหน้าลูกศิษย์เท่านั้น เหตุใดต้องรู้สึกเหมือนถูกจับได้ด้วย?!]

ยูรันขยับกลับไปนั่งตัวตรง ก่อนเหลือบมองหนานอวี้และส่งสายตาเป็นนัย

[คอท่านขาดแน่]

หนานอวี้เข้าใจความหมายของสายตานั้นทันที ร่างกายพลันสะดุ้ง เหงื่อเย็นไหลลงมาตามแผ่นหลัง

[แค่ท่านอาจารย์ลูบหน้าศิษย์น้อง ศิษย์พี่รองยังเป็นถึงเพียงนี้...]

นางกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ก่อนยกมือขึ้นลูบลำคอโดยไม่รู้ตัว

[อึก! ข้าจะทำอย่างไรดี?]

[หรือควรบอกไปตรง ๆ ตอนนี้เลย?]

ไป๋หลิงสังเกตเห็นท่าทางผิดปกติของนาง จึงหรี่ตามอง

“หนานอวี้ เจ้าเป็นอะไร?”

“เหวอออ!”

หนานอวี้สะดุ้งแรงจนแทบตกจากเก้าอี้

“ขะ ขะ ขะ ข้าไม่ได้เป็นอะไร!”

นางรีบลุกพรวดขึ้น ก่อนกล่าวอย่างลนลาน

“ข้าขอตัวไปฝึกก่อนนะศิษย์พี่รอง! ข้าต้องรีบฝึกก้าวพริบตาให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด!”

พูดจบ หนานอวี้ก็วิ่งหนีออกไปทันทีโดยไม่หันกลับมามองแม้แต่ครั้งเดียว

ไป๋หลิงมองตามแผ่นหลังของนาง ก่อนก้มลงมองอาหารซึ่งยังเหลืออยู่เต็มชาม

[แปลก...]

[อาหารยังกินไม่หมด แต่นางกลับรีบวิ่งออกไปโดยไม่เหลียวหลัง]

ดวงตาของไป๋หลิงค่อย ๆ หรี่แคบลง

[ต้องแอบไปทำเรื่องผิดอะไรมาแน่ ๆ]

หลานชิงอวี้เห็นว่าหนานอวี้จากไปแล้วจึงรีบวางตะเกียบลง

“เช่นนั้นข้าก็อิ่มแล้ว ศิษย์พี่ยูสอนข้าตอนนี้เลยได้หรือไม่?”

นางลุกขึ้นเดินเข้าไปหาเขา ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“นะ นะ ศิษย์พี่ยู...”

หลานชิงอวี้กำลังจะเข้าไปกอดแขนเขาเหมือนทุกครั้ง ทว่าพลันนึกถึงปฏิกิริยาของไป๋หลิงเมื่อครู่ขึ้นมาได้

การเคลื่อนไหวของนางหยุดชะงักกลางทางทันที

นางเหลือบมองไปทางไป๋หลิงอย่างระมัดระวัง และพบว่าศิษย์พี่รองกำลังมองตนเองอยู่พอดี

หลานชิงอวี้รีบชักมือกลับ ก่อนเปลี่ยนเป็นประสานมือไว้ด้านหน้าอย่างเรียบร้อย

“ศิษย์พี่ช่วยสอนข้าด้วยเจ้าค่ะ”

ยูรันมองท่าทางซึ่งเปลี่ยนไปกะทันหันของนางด้วยความสงสัย

“เจ้าเป็นอะไร?”

“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ!”

[เกือบไปแล้ว...]

[ข้ายังไม่อยากถูกศิษย์พี่รองเชือดตอนนี้!]

“ได้ เรื่องมันเป็นแบบนี้”

ยูรันเริ่มอธิบายหลักการของก้าวพริบตาและเหยียบเวหาอีกครั้ง

หลิงเยวี่ย เฮยหลิง และเยว่หลินต่างเงี่ยหูฟัง ขณะที่หลานชิงอวี้ตั้งใจจดจำทุกถ้อยคำอย่างเต็มที่

จนกระทั่งยูรันอธิบายทั้งสองวิชาจบ หลานชิงอวี้ก็ยังไม่อยากเชื่อว่าวิชาอันน่าเหลือเชื่อเช่นนี้จะมีหลักการเรียบง่ายเพียงไม่กี่ประโยค

เฮยหลิงอดทนต่อความสงสัยต่อไปไม่ไหว จึงประสานมือถามอย่างระมัดระวัง

“นายท่าน ข้ามีคำถามขอรับ ข้าไม่เข้าใจสิ่งที่นายท่านอธิบายเลย”

“หากแกฟังครั้งเดียวแล้วเข้าใจทันทีต่างหากถึงจะแปลก”

ยูรันตอบอย่างไม่แปลกใจ

“ไม่เช่นนั้นแต่ละวิชาจะมีตำราให้อ่านถึงหนึ่งร้อยเล่มหรือ? สงสัยอะไรก็ถามมา”

“ที่นายท่านกล่าวก็มีเหตุผลขอรับ แต่ว่า...”

เฮยหลิงเรียบเรียงคำพูดอยู่ครู่หนึ่ง

“หลักการของวิชาทั้งสองฟังดูคล้ายกับการบรรลุมรรคาหรือตรัสรู้ความจริงบางอย่าง”

“ก้าวพริบตาเหมือนกับการตรัสรู้วิธีย่นระยะทางระหว่างตนเองกับจุดหมาย ส่วนเหยียบเวหาก็เหมือนการตรัสรู้จนสามารถยืนและก้าวเดินไปได้ทุกแห่ง”

“นี่ แกนี่เหมือนตาแก่จาง องครักษ์ของชิงถานไม่มีผิด”

ยูรันถอนหายใจอย่างหงุดหงิด

“ชอบถามคำถามแปลก ๆ อยู่เรื่อย”

“แกทำได้เพราะตรัสรู้ ไม่ได้หมายความว่าแกเรียนรู้จนเข้าใจแล้วจึงทำได้รึไง? ตรัสรู้กับเข้าใจแตกต่างกันตรงไหน?”

“แล้วตอนนี้ข้าบอกหลักการให้แกรู้หมดแล้ว แต่แกยังทำไม่ได้ แบบนั้นเรียกตรัสรู้รึเปล่า?”

เฮยหลิงอ้าปาก แต่กลับตอบอะไรไม่ออก

ยูรันจึงกล่าวต่อเป็นชุดโดยไม่เปิดโอกาสให้แทรก

“หากมันต้องบรรลุมรรคาห่าหอกเหวอะไรนั่นจริง ๆ ข้าจะสอนพวกแกไปทำไม? แล้วจะมีตำราให้ศึกษาวิชาละหนึ่งร้อยเล่มเพื่ออะไร?”

เขาชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“อีกอย่าง เจ้านายของแกบำเพ็ญอยู่ในวิถีแห่งดวงดาว เปิดเส้นทางดาราขึ้นมาด้วยตัวเอง และมีปลายทางเป็นการจุติกลายเป็นเทพเจ้า ยังไม่เห็นจำเป็นต้องใช้มรรคาอะไรเลย”

“จะสงสัยให้ยุ่งยากทำไม?”

“แค่ไปลองทำ ใช้ความรู้สึกกับสัญชาตญาณของตัวเองให้สอดคล้องกับตัวอย่างที่ข้าบอกไป เดี๋ยวก็ทำได้เองนั่นแหละ”

ยูรันเคาะนิ้วลงบนขมับ

“คิดสิ คิด ใช้สมองเสียบ้าง ให้ข้าต้องหงุดหงิดกับตาแก่จางเพียงคนเดียวก็พอ”

“เป็นผู้ติดตามของข้าก็ทำอะไรให้ฉลาดสมกับเจ้านายหน่อย จะโง่ไปถึงไหนกัน?”

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ถ้อยคำเหล่านั้นแทงทะลุเข้าไปในหัวใจของคนสองคนกับงูอีกสองตัวพร้อมกัน

เฮยหลิงยืนนิ่งราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง

[ข้าก็แค่ถามเพราะไม่เข้าใจเองนะขอรับ...]

หลานชิงอวี้ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

[โชคดีที่ข้าไม่ได้เป็นคนถาม เกือบไปแล้ว...]

หลิงเยวี่ยรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมากลางอกอย่างไร้สาเหตุ

[อึก เหตุใดข้าจึงรู้สึกเจ็บแปลก ๆ?]

[รันเอ๋อร์ไม่ได้ด่าข้าด้วยซ้ำ แต่ทำไมฟังแล้วเหมือนเข้าตัวเองทุกประโยคเลย?]

ส่วนเยว่หลินเหลือบมองสามีซึ่งกำลังยืนรับคำด่าด้วยสีหน้าว่างเปล่า ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

[นายท่านพูดอีกก็ถูกอีก]

[คราวหน้าหากมีข้อสงสัย ให้สามีเป็นคนถามแทนเช่นนี้แหละดีแล้ว]