คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 137 หากคนมันจะชั่ว มันก็ชั่วเหมือนกัน7,681 ตัวอักษร

ตอนที่ 137 หากคนมันจะชั่ว มันก็ชั่วเหมือนกัน

ยูรันยังไม่ยอมจบเพียงเท่านั้น เขากล่าวเตือนเฮยหลิงด้วยสีหน้าจริงจัง

“คราวหน้าอย่าถามคำถามโง่ ๆ เช่นนี้อีก ข้าไม่ชอบ”

“หากเป็นเรื่องที่เจ้าไม่รู้อะไรเลยแล้วถามยังพอว่า แต่นี่ข้าอุตส่าห์อธิบายให้ฟังทั้งหมด แถมยังมีเรื่องก่อนหน้ารองรับให้คิดตาม เจ้ากลับยังคิดด้วยตัวเองไม่ได้อีก”

เขาชี้ไปยังเขาบนศีรษะของเฮยหลิง

“อุตส่าห์มีเขางอกออกมาแล้วแท้ ๆ อีกไม่นานก็จะได้กลายเป็นมังกรอยู่แล้ว อย่าให้ต้องอดเป็นมังกรเพราะถามคำถามโง่ ๆ เล่า”

ยูรันเหลือบมองร่างของเฮยหลิง ก่อนกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“แทนที่จะได้กลายเป็นมังกร เดี๋ยวก็กลายเป็นซุปตุ๋นเนื้องูเสียก่อนหรอก”

เฮยหลิงหน้าซีดเผือดทันที ก่อนยกมือขึ้นปิดเขาบนศีรษะของตนเองโดยไม่รู้ตัว

“ขะ ข้าเข้าใจแล้วขอรับนายท่าน คราวหน้าข้าจะคิดให้รอบคอบก่อนถาม”

[จากมังกรกลายเป็นซุปตุ๋นเนื้องูเลยหรือ?!]

ป๋หลิงถอนหายใจเบา ๆ

“ข้าเองก็ออกไปฝึกบ้างดีกว่า”

นางลุกขึ้นยืน ทว่ากลับหยุดมองยูรันอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่ยอมเดินจากไป

ยูรันเอียงศีรษะอย่างสงสัย

“ศิษย์พี่รอง ท่านมีอะไรหรือเปล่า?”

ใบหน้าของไป๋หลิงขึ้นสีแดงระเรื่อ แต่ยังคงไม่กล่าวอะไร

ยูรันมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเหมือนจะเข้าใจบางอย่าง เขาจึงลุกขึ้นเดินเข้าไปหา ก้มลงจูบหน้าผากนางเบา ๆ หนึ่งครั้ง

“ฝึกอยู่แถวนี้ก็พอ ตอนเย็นค่อยกลับมาให้ข้าดูแล้วกัน”

“อืม”

ไป๋หลิงตอบรับเสียงเบา ก่อนหมุนตัวเดินจากไปด้วยใบหน้าซึ่งยังแดงไม่หาย

ยูรันกลับมานั่งลงที่เดิมราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

ทันทีที่เห็นไป๋หลิงลับสายตา หลานชิงอวี้ก็รีบขยับเข้ามาเกาะแขนเขาอย่างออดอ้อน

“ศิษย์พี่ สายตาของศิษย์พี่รองเมื่อครู่น่ากลัวมากเลยเจ้าค่ะ ฮือ ๆ ท่านต้องตั้งใจสอนข้านะ”

ยูรันมองแขนของตนเอง ก่อนมองหน้านาง

“ในเมื่อกลัว แล้วเจ้าจะเข้ามาทำเช่นนี้อีกทำไม?”

เขาเหลือบไปทางที่ไป๋หลิงเพิ่งเดินจากไป

“ไม่กลัวนางเดินย้อนกลับมาหรือ?”

หลานชิงอวี้สะดุ้ง รีบหันขวับไปมองด้านหลังทันที

เมื่อไม่พบผู้ใด นางจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“ศิษย์พี่อย่าพูดจาน่ากลัวเช่นนั้นสิเจ้าคะ!”

“ชิงอวี้ สำรวมหน่อย”

เสียงของหลิงเยวี่ยดังขึ้นจากอีกฝั่งของโต๊ะ

หลานชิงอวี้ชะงัก ก่อนยอมปล่อยแขนยูรันอย่างไม่เต็มใจ

[อึก แม้แต่ท่านอาจารย์ก็เป็นไปกับเขาด้วยหรือ?!]

[ไม่ยุติธรรม!]

หลิงเยวี่ยทำเป็นไม่เห็นสีหน้าของลูกศิษย์ ก่อนถามยูรันต่อ

“แล้วเตาหลอมดาราเทพสุริยัน เตาหลอมดาราเทพจันทรา และเนตรดาราพิสุทธิ์ที่เจ้าสร้างขึ้น มีความสามารถอย่างไรบ้าง?”

ยูรันจึงอธิบายความสามารถของของวิเศษทั้งสามอย่างคร่าว ๆ

เตาหลอมดาราเทพสุริยันของลู่ชิงถานมีหน้าที่กักเก็บพลังซึ่งร่างกายของนางดูดเข้ามา ทั้งยังสามารถใช้เปลวเพลิงหลอมละลายสิ่งต่าง ๆ ได้ตามความปรารถนา

ส่วนเตาหลอมดาราเทพจันทราของลู่เหยียนหนิงใช้เปลวเพลิงเย็นชำระล้างสิ่งต่าง ๆ ให้บริสุทธิ์ เตาหลอมทั้งสองแบ่งออกมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน เปรียบดั่งสุริยันกับจันทรา หรือหยินกับหยาง หากใช้ร่วมกันจะสามารถสำแดงประสิทธิภาพออกมาได้สูงสุด

จากนั้นเขาจึงเล่าถึงเนตรดาราพิสุทธิ์ รวมถึงการถ่ายทอดเนตรผ่านสายเลือดของไป๋จิ้งเหวิน

“ส่วนเนตรชนิดนั้น หากศิษย์พี่รองย้ายเข้าสู่วิถีแห่งเส้นทางดารา เมื่อถึงเวลาเนตรของนางก็จะตื่นขึ้นมาเองนั่นแหละ”

หลานชิงอวี้ฟังด้วยความสนใจ ก่อนถามต่อทันที

“แล้วระดับพลังของวิถีแห่งเส้นทางดาราเป็นอย่างไรเจ้าคะ? แข็งแกร่งเท่ากับวิถีบำเพ็ญเซียนของพวกเราหรือไม่?”

ยูรันจึงสรุประดับพลังของเส้นทางดาราทั้งสิบระดับให้ฟังโดยย่อ รวมถึงความแตกต่างระหว่างพลังของทั้งสองวิถี

เมื่อฟังจบ ดวงตาของหลานชิงอวี้ก็เบิกกว้าง

“แข็งแกร่งกว่าผู้บำเพ็ญทั่วไปถึงหนึ่งขอบเขตใหญ่เลยหรือ?!”

นางรีบคิดคำนวณตาม

“ถ้าเดิมทีคนผู้หนึ่งสามารถต่อสู้ข้ามหนึ่งขอบเขตใหญ่ได้ เมื่อย้ายมาอยู่ในเส้นทางดารา ก็จะสามารถต่อสู้ข้ามได้ถึงสองขอบเขตใหญ่สินะ”

“อืม ถูกต้อง”

“บ้าไปแล้ว...”

หลานชิงอวี้นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมา

“ถ้าเช่นนั้น ข้าสามารถเปลี่ยนมาบำเพ็ญวิถีเดียวกับศิษย์พี่ได้หรือไม่?”

“ข้าหมายถึงนอกเหนือจากห้าวิธีที่ศิษย์พี่บอกมา ยังมีวิธีอื่นอีกหรือเปล่า?”

“อืม...”

ยูรันครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่นาน ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“ข้าลองคิดดูแล้ว เหมือนจะมีเพิ่มขึ้นมาอีกวิธีหนึ่ง”

“วิธีที่หก”

ทุกคนตั้งใจฟังขึ้นมาทันที

“ข้าจะจำลองวิธีที่สอง วิธีที่สาม และวิธีที่ห้าเข้าด้วยกัน”

ยูรันเริ่มอธิบายตามสิ่งที่คิด

“ก่อนอื่น ข้าต้องสร้างห้องซึ่งสามารถจำลองปรากฏการณ์สุริยุปราคาขึ้นมา แล้วกำหนดให้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องเป็นพิธีกรรมรูปแบบหนึ่ง”

“จากนั้นให้ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนวิถีสร้างพลังตามเส้นทางดาราขึ้นมาด้วยตนเองตามหลักของวิธีที่สาม”

“สุดท้ายจึงใช้หลักการแลกเปลี่ยนจากวิธีที่ห้า เปลี่ยนตบะซึ่งได้จากการบำเพ็ญเซียนให้กลายเป็นตบะของการบำเพ็ญเทพแทน”

เขาพยักหน้าให้กับความคิดของตนเอง

“หากทำทั้งหมดพร้อมกัน ก็น่าจะเปลี่ยนวิถีได้โดยไม่ต้องรอให้เกิดสุริยุปราคาจริง”

หลานชิงอวี้ถามด้วยความตื่นเต้น

“ทำได้จริงหรือเจ้าคะ?”

“น่าจะได้”

“น่าจะ?”

ยูรันกางมือออก

“ข้าไม่เคยทดลองมาก่อนเหมือนกัน”

หลานชิงอวี้ฟังจนดวงตาเป็นประกาย

“ถ้าเช่นนั้น ศิษย์พี่ลองสร้างพิธีกรรมนี้ขึ้นมาตอนนี้เลยได้หรือไม่เจ้าคะ?”

“ตอนนี้ยังไม่ได้”

ยูรันส่ายหน้า

“ตามหลักแล้ว ผลลัพธ์ของการเปลี่ยนวิถีไม่ได้แตกต่างจากเดิมมากนัก ยกตัวอย่างเช่นท่านอาจารย์ ตอนนี้อยู่ขอบเขตหลอมสุญญตา หากเปลี่ยนมาบำเพ็ญเส้นทางดารา ระดับพลังของท่านก็จะกลายเป็นขอบเขตทะลวงห้วงสุญตา ซึ่งเทียบเท่ากับหลอมสุญญตา”

เขาเหลือบมองหลิงเยวี่ย

“เพียงแต่ด้วยความแข็งแกร่งของเส้นทางดารา หลังเปลี่ยนวิถีแล้ว ท่านอาจารย์จะสามารถบดขยี้ผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมเต๋าได้”

หลิงเยวี่ยชะงักเล็กน้อย

ยูรันกล่าวต่อ

“แต่พิธีกรรมซึ่งจำลองปรากฏการณ์สุริยุปราคาขึ้นมามีข้อเสียอยู่ เพราะมันไม่มีพลังต้นกำเนิดจากสุริยุปราคาที่แท้จริงคอยค้ำจุนรากฐานในระหว่างการแลกเปลี่ยน”

“ตบะของผู้เข้าพิธีอาจตกลงไปหนึ่งขอบเขตใหญ่ หรืออาจเป็นสองขอบเขตใหญ่ ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ”

หลานชิงอวี้เริ่มมีสีหน้ากังวล

ยูรันจึงกล่าวรับรองอย่างจริงจัง

“แต่ที่แน่นอน ไม่ว่าพิธีกรรมจะผิดพลาดเพียงใด ระดับพลังหลังเปลี่ยนวิถีก็ไม่มีทางต่ำกว่าขอบเขตหลอมรวมละอองดาวอย่างแน่นอน”

คำรับรองนั้นไม่ได้ทำให้สีหน้าของผู้ฟังดีขึ้นแม้แต่น้อย

หลานชิงอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“แล้วข้าควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ? ข้าเองก็อยากเปลี่ยนมาบำเพ็ญวิถีเดียวกับศิษย์พี่”

“ก็ง่าย ๆ”

ยูรันตอบทันที

“เจ้าก็บำเพ็ญวิถีเดิมต่อไปก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนวิถีภายหลัง จะรอให้เกิดสุริยุปราคาจริง ๆ หรือไม่ก็...”

เขาหยุดพูดกลางคัน

หลานชิงอวี้รีบถามต่อ

“หรือไม่ก็อะไรเจ้าคะ?”

“ให้ข้ารับศิษย์มาสักคนแล้วใช้เป็นหนูทดลองก่อน”

ยูรันนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนส่ายหน้า

“แต่การทำเช่นนั้นขัดกับหลักคุณธรรมของข้า คงใช้ไม่ได้”

หลานชิงอวี้ครุ่นคิดตามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเหลือบมองไปทางเฮยหลิงกับเยว่หลิน

“ศิษย์พี่เจ้าคะ”

“ว่า?”

“พวกเรามีงูอยู่ตั้งสองตัวนี่เจ้าคะ”

“...”

เฮยหลิงกับเยว่หลินชะงักพร้อมกัน ร่างกายพลันแข็งค้างเมื่อพบว่าสายตาของทุกคนกำลังหันมาหาพวกตน

ยูรันลูบคางพลางพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง

“อืมมมม...”

เหงื่อเย็นเริ่มไหลลงมาตามใบหน้าของงูทั้งสอง

ทว่าสุดท้ายยูรันกลับส่ายหน้า

“ไม่ได้หรอก”

เขากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้น

“ข้าไม่ทำสิ่งใดซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อครอบครัวหรือผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของตนเอง”

“ต่อให้เป็นเพียงคนรับใช้ ข้าก็จะดูแลให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ยกเว้นการแกล้งเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างเป็นครั้งคราวเท่านั้น”

ยูรันหันกลับมาหาหลานชิงอวี้

“เพราะฉะนั้นวิธีนี้ใช้ไม่ได้ โทษทีนะชิงอวี้”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ...”

เฮยหลิงกับเยว่หลินมองยูรันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความหวาดกลัวเมื่อครู่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

แม้ปากของนายท่านจะข่มขู่ว่าจะจับพวกเขาลงหม้อตุ๋นอยู่เป็นประจำ แต่เมื่อเป็นเรื่องซึ่งมีอันตรายจริง เขากลับไม่เคยคิดผลักพวกเขาออกไปรับความเสี่ยงแทนแม้แต่น้อย

หลานชิงอวี้คิดหาทางออกใหม่อยู่ครู่หนึ่ง

“ถ้าเช่นนั้น พวกเราไปจับผู้บำเพ็ญสายมารมาทดลองดีหรือไม่เจ้าคะ?”

“ก็คงไม่ได้เหมือนกัน”

ยูรันปฏิเสธโดยแทบไม่ต้องคิด

“หากเจ้าคิดจะจับคนชั่วมาเป็นหนูทดลอง ก็เลิกคิดเสียเถอะ”

หลานชิงอวี้ชะงัก

“แต่พวกนั้นเป็นผู้บำเพ็ญสายมารนะเจ้าคะ”

“แล้วยังไง?”

ยูรันมองนางด้วยสีหน้าจริงจัง

“สุดท้ายสิ่งที่เราทำก็ไม่ต่างจากศิษย์พี่เย่ของเจ้า ซึ่งคิดจับสตรีไปใช้เป็นเตาหลอมสักเท่าไร เพียงเปลี่ยนจากเตาหลอมมาเป็นหนูทดลองเท่านั้น”

“ข้าจะไม่ทำเรื่องซึ่งขัดแย้งกับหลักการของตนเอง แล้วอ้างว่าทำได้เพราะพวกเราเป็นฝ่ายธรรมะ ส่วนอีกฝ่ายเป็นมารหรอกนะ”

เขาเอนหลังพิงเก้าอี้

“ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายธรรมะหรือฝ่ายมาร หากคนมันจะชั่ว มันก็ชั่วเหมือนกัน”

“ผู้ที่กระทำผิดสมควรถูกลงโทษตามความผิดของตน ไม่ได้หมายความว่าพวกเราจะมีสิทธิ์นำร่างกายและชีวิตของคนผู้นั้นไปทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ”

หลานชิงอวี้นิ่งคิดตาม ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”