ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 139 หลักการก็ประมาณนี้แหละ
เฮยหลิงเหมือนจะนึกเรื่องสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบประสานมือถาม
“นายท่าน ข้าขอทราบวิธีสร้างทารกดาราสวรรค์ได้หรือไม่ขอรับ?”
“นายท่านสร้างเขาขึ้นมาได้อย่างไร?”
“ก็ไม่มีอะไรมาก”
ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
“ข้าใช้สายเลือดดั้งเดิมสร้างครรภ์แห่งดวงดาวขึ้นมาภายในเส้นทางดารา จากนั้นจึงนำสายเลือดเข้าไปหล่อเลี้ยงและให้กำเนิดขึ้นมาใหม่”
“เท่านี้ก็ใช้ได้แล้ว”
เฮยหลิงครุ่นคิดตามคำอธิบายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะค่อย ๆ เป็นประกาย
“หมายความว่า ขอเพียงมีสายเลือดต้นกำเนิดและเข้าสู่วิถีแห่งเส้นทางดารา ก็สามารถสร้างครรภ์แห่งดวงดาวขึ้นมาหล่อเลี้ยงสายเลือดนั้น จนกระทั่งให้กำเนิดเป็นทารกได้ใช่หรือไม่ขอรับ?”
เขายิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น
“สมมุติว่าข้านำโลหิตของผู้ครอบครองกายาพิเศษมาใช้ เมื่อทารกถือกำเนิดขึ้น ข้าก็จะได้รับกายาพิเศษชนิดเดียวกับคนผู้นั้นด้วย”
“ข้าเข้าใจถูกต้องหรือไม่ขอรับ?”
“โอ้ ๆ ๆ!”
ยูรันมองเฮยหลิงด้วยความประหลาดใจ
“ฉลาดไม่เบานี่ คราวนี้รู้จักคิดต่อยอดด้วยตัวเองแล้ว”
เฮยหลิงยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“แต่ผิดอยู่ครึ่งหนึ่งนะ”
“อะ อ้าว?”
ท่าทางภาคภูมิใจของเฮยหลิงแข็งค้างทันที
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นขอรับ?”
“อืม...เอาตัวอย่างที่เข้าใจง่ายหน่อยแล้วกัน”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“กายาทรราชโลหิตคลั่งของศิษย์พี่เย่ แกยังจำได้หรือไม่?”
“จำได้ขอรับ”
เฮยหลิงตอบอย่างมั่นใจ
“หากข้าได้รับสายเลือดจากกายาทรราชโลหิตคลั่งของเย่อ้าวเทียน แล้วนำไปหล่อเลี้ยงภายในครรภ์แห่งดวงดาว ข้าก็จะได้รับกายาทรราชโลหิตคลั่งเหมือนกับเขา”
“...”
เส้นเลือดตรงขมับของยูรันปูดขึ้นเล็กน้อย
“ข้าเพิ่งบอกว่าความเข้าใจของแกผิดอยู่ครึ่งหนึ่ง แล้วทำไมคำตอบยังเป็นว่าแกจะได้รับกายาเดิมอยู่อีก?”
เขาตบโต๊ะดังปัง
“ไอ้โง่เอ๊ย!”
เฮยหลิงสะดุ้งเฮือก สีหน้าซีดลงทันที
[ชิบหายแล้ว...]
[พลาดอีกแล้ว!]
ยูรันมองเฮยหลิงซึ่งกำลังหน้าซีด ก่อนโบกมืออย่างช่วยไม่ได้
“เอาเถอะ ผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ข้ายังมองข้ามให้ได้อยู่”
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้
“แกยังจำกายาเทพนักรบศักดิ์สิทธิ์โลหิตคลั่งที่ข้าเคยอธิบายได้หรือไม่?”
“จำได้ขอรับ”
เฮยหลิงรีบตอบ คราวนี้เขาครุ่นคิดให้รอบคอบก่อนกล่าวออกมา
“เป็นกายาซึ่งอยู่เหนือกายาทรราชโลหิตคลั่ง สามารถเพิ่มความต้านทานและลดทอนความเสียหายที่ได้รับลงได้สูงสุดถึงครึ่งหนึ่ง”
“ทั้งยังมีความสามารถในการฟื้นฟูใกล้เคียงกับผนึกร้อยชีวิตโดยไม่ต้องใช้พลังปราณ และสามารถฉีกกระชากทุกสิ่งออกจากอีกฝ่ายได้ครึ่งหนึ่งในทันที”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“โอ้ ยังจำได้นี่”
เขายกนิ้วขึ้นเล็กน้อย
“แล้วจำได้หรือไม่ว่าข้าเคยบอกว่า ต่อให้เดิมทีไม่มีกายาชนิดนี้ ข้าก็สามารถทำให้มีขึ้นมาได้?”
“จำได้ขอรับ”
หลานชิงอวี้เหมือนจะนึกคำตอบขึ้นมาได้ ดวงตาของนางเบิกกว้างทันที
“หรือว่า...”
หลิงเยวี่ยเองก็เข้าใจในเวลาไล่เลี่ยกัน
“หมายความว่าสายเลือดจะไม่ได้ถูกคัดลอกออกมาตามเดิม แต่จะถูกยกระดับขึ้นระหว่างการถือกำเนิดใหม่?”
“อืม ดูเหมือนพวกท่านจะเดาได้แล้ว”
ยูรันพยักหน้า
“ง่าย ๆ เลยนะ หากศิษย์พี่เย่เปลี่ยนมาบำเพ็ญวิถีแห่งเส้นทางดารา กายาทรราชโลหิตคลั่งของเขาจะวิวัฒนาการไปเป็นกายาซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในสายเดียวกัน”
“นั่นคือกายาเทพนักรบศักดิ์สิทธิ์โลหิตคลั่ง”
จากนั้นเขาจึงหันกลับไปหาเฮยหลิง
“หรือหากแกนำสายเลือดของศิษย์พี่เย่ไปหล่อเลี้ยงภายในครรภ์แห่งดวงดาว กายาซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาก็จะวิวัฒนาการไปเองเช่นกัน”
“เพราะกายาจำเป็นต้องสอดคล้องกับวิถีบำเพ็ญ เมื่อเปลี่ยนจากการบำเพ็ญเซียนเป็นการบำเพ็ญเทพ กายาก็ต้องยกระดับกลายเป็นกายาเทพด้วยถึงจะถูกต้อง”
ยูรันกางมือออก
“เพราะเหตุนี้ข้าจึงบอกว่า ความเข้าใจของแกถูกต้องเพียงครึ่งเดียว”
“แกจะได้รับกายาพิเศษจากสายเลือดนั้นจริง แต่ไม่ใช่กายาเดิม มันจะกลายเป็นกายาที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมต่างหาก”
เฮยหลิงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ดวงตาซึ่งมองยูรันค่อย ๆ เปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นเรื่อย ๆ
[เชี่ยเอ๊ย...]
[ข้าต้องเปลี่ยนวิถีบำเพ็ญให้ได้!]
[นี่ไม่ใช่แค่ขาใหญ่ธรรมดาแล้ว แต่เป็นขาใหญ่ที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบมาเลย!]
เฮยหลิงตัดสินใจได้ในทันที เขาก้าวออกมาข้างหน้า ก่อนคุกเข่าลงและประสานมืออย่างจริงจัง
“นายท่านขอรับ ข้าขอเสนอตัวเข้ารับการทดลองพิธีกรรมจำลองสุริยุปราคา”
“ต่อให้การทดลองผิดพลาดจนตบะของข้าลดลง ข้าก็ไม่เป็นไรขอรับ!”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่น ไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
[โง่หรือเปล่า?]
[หากข้าได้รับกายาเทพ ต่อให้ตบะลดลงไปอยู่ขอบเขตต่ำสุด ก็เพียงบำเพ็ญขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ต้น]
[ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็กำไรเห็น ๆ!]
ยูรันหรี่ตามองเฮยหลิง ก่อนลากเสียงยาวพลางครุ่นคิด
“อืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม...”
ยูรันหรี่ตามองเฮยหลิงราวกับสามารถมองทะลุความคิดทั้งหมดของเขาได้
“แกคงไม่ได้กำลังคิดว่า ขอเพียงหาสายเลือดมาหล่อเลี้ยงก็จะได้รับกายาเทพหรอกนะ?”
“จากนั้นต่อให้ผลการทดลองทำให้พิการ นอนเป็นผัก ตบะลดลง หรือได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ไม่เป็นไร เพราะหลังย้ายวิถีแล้วจะไม่มีตันเถียนให้เสียหาย”
เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย
“สุดท้ายก็ค่อยให้ข้ารักษาทุกอย่างให้ภายหลัง ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็มีแต่กำไรเห็น ๆ”
“แกกำลังคิดประมาณนี้อยู่ใช่หรือไม่?”
ทุกคนรอบโต๊ะสะดุ้งพร้อมกัน ก่อนหันไปมองยูรันด้วยสายตาหวาดระแวง
[เชี่ย...]
[อย่างกับมีวิชาอ่านความคิดได้เลย!]
เฮยหลิงยิ่งอ้าปากค้าง เพราะสิ่งที่ยูรันกล่าวไม่เพียงตรงกับความคิดของเขาเท่านั้น แต่ยังช่วยคิดต่อไปไกลกว่าส่วนที่เขายังนึกไม่ถึงเสียอีก
[ข้าคิดเพียงว่าต่อให้ตบะลดลงก็สามารถบำเพ็ญใหม่ได้...]
[แต่นายท่านคิดไปถึงขั้นพิการ นอนเป็นผัก บาดเจ็บสาหัส ไม่มีตันเถียนให้เสียหาย แล้วค่อยรักษาภายหลังให้ข้าเสร็จสรรพเลยหรือ?!]
[นี่ไม่ใช่แค่อ่านความคิดแล้ว นายท่านวางแผนต่อให้ข้าเรียบร้อยเลยต่างหาก!]
ยูรันมองเฮยหลิงซึ่งถูกอ่านความคิดออกจนหมด ก่อนกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้”
เฮยหลิงเงยหน้าขึ้นทันทีด้วยความหวัง
“แต่น่าเสียดาย ทิฐิของข้าสูงเกินกว่าจะยอมทำเรื่องเช่นนั้น”
ยูรันส่ายหน้า
“ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่สามารถต้านทานยาปลุกกำหนัดได้หรอก”
เฮยหลิงหงอยลงทันที
หลานชิงอวี้กลับชะงัก ก่อนถามด้วยความสงสัย
“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะศิษย์พี่ ก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้บอกหรือว่า ยาปลุกกำหนัดใช้ไม่ได้ผลกับร่างกายของท่าน?”
หลิงเยวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นสิ แล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับทิฐิของเจ้าอย่างไร?”
“ก็ไม่มีอะไรมาก”
ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
“ข้ายึดถือหลักการอย่างหนึ่ง หากข้าต้องการครอบครองสิ่งใด ข้าจะต้องได้มันมาด้วยหัวใจของตนเองเท่านั้น ไม่ใช่ใช้วิธีการต่ำช้าเหมือนพวกสวะ”
“หากข้าพยายามแล้วไม่ได้มา ข้าก็จะยอมถอดใจ”
“แต่หากถูกบังคับให้ละทิ้งหลักการนี้ ข้ายอมตายเสียดีกว่า”
เยว่หลินซึ่งเงียบมานานยังคงมีสีหน้าสงสัย
“ข้าน้อยยังไม่เข้าใจเจ้าค่ะ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการต้านทานยาปลุกกำหนัดอย่างไร?”
“ตอนที่ศิษย์พี่สามกับชิงอวี้ถูกยาปลุกกำหนัด ข้าดูดพิษทั้งหมดมาไว้ในร่างกายตนเอง จนร่างกายเปลี่ยนเป็นสีแดง จำได้หรือไม่?”
“จำได้เจ้าค่ะ”
“หลักการมันก็เหมือนกัน”
ยูรันกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“หากข้าไม่สามารถครอบครองหัวใจของชิงอวี้หรือศิษย์พี่สามได้ และถูกพวกนางปฏิเสธ ข้าจะไม่มีวันใช้วิธีบังคับให้พวกนางหันมารักข้าเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ ควบคุม หรือวางยา”
“ในทางกลับกัน หากข้าถูกยาปลุกกำหนัด และวิธีถอนพิษเพียงอย่างเดียวคือต้องใช้สตรี ข้าก็ยอมตายดีกว่าถอนพิษด้วยวิธีนั้น”
“ส่วนหากพวกนางเป็นผู้ถูกพิษ และข้าไม่สามารถดูดหรือสลายพิษออกมาได้ ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อช่วยพวกนาง ยกเว้นการใช้ร่างกายของตนเองถอนพิษด้วยวิธีเช่นนั้น”
เขาชี้ไปยังหัวใจของตนเอง
“ต่อให้ต้องควักหัวใจของข้าออกมาหลอมเป็นยาถอนพิษ ข้าก็ยอมทำ”
ทุกคนเงียบลงโดยไม่รู้ตัว
“ด้วยทิฐิที่ยึดมั่นว่าข้าจะไม่ยอมถูกยาพิษบังคับให้ทำสิ่งซึ่งข้าไม่ต้องการ ร่างกายของข้าจึงเริ่มต้านทานยาปลุกกำหนัด”
“จากนั้นความสามารถดังกล่าวก็ค่อย ๆ พัฒนา จากต้านทานยาปลุกกำหนัด กลายเป็นต้านทานพิษทุกชนิด”
“และเมื่อหลักการนั้นขยายไปถึงการไม่ยอมให้สิ่งใดกักขังหรือบังคับข้าได้ มันจึงพัฒนาต่อไปเป็นการต้านทานค่ายกลผนึกและค่ายกลกักขังทุกประเภท”
ยูรันกางมือออก
“นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ค่ายกลในวันนั้นพังทลายลงไปเอง”
“หลักการก็ประมาณนี้แหละ”
กระจกซึ่งเงียบฟังการสนทนามาเป็นเวลานาน ในที่สุดก็ทนต่อไปไม่ไหว
แสงสว่างสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนกระจกบานหนึ่งจะพุ่งออกมาและตะโกนลั่น
“เดี๋ยวก่อนขอรับ นายท่าน!!!”
ทุกคนรอบโต๊ะสะดุ้งพร้อมกัน
หลังจากตะโกนออกมา ร่างกระจกก็เปล่งแสงเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง ก่อนรูปลักษณ์ของมันจะค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง
แสงสว่างรวมตัวกันเป็นร่างมนุษย์ แล้วร่อนลงมายืนเบื้องหน้ายูรัน จากนั้นจึงทรุดตัวลงคุกเข่าด้วยท่าทางนอบน้อม
หลิงเยวี่ยมองร่างมนุษย์ซึ่งปรากฏตัวออกมาจากกระจกด้วยความประหลาดใจ
“คนผู้นี้คือใคร?”
เฮยหลิงกับเยว่หลินเองก็มองอีกฝ่ายอย่างสงสัยเช่นกัน พวกเขาสัมผัสได้ว่าตัวตนเบื้องหน้าไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นจิตวิญญาณของสมบัติบางอย่างซึ่งทรงพลังจนไม่อาจประเมินระดับได้
หลานชิงอวี้เป็นคนตอบแทน
“มันคือกระจกเทพสัจธรรมโบราณ...หรืออะไรสักอย่างนี่แหละเจ้าค่ะ”
นางชี้ไปยังร่างมนุษย์ซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่
“ศิษย์พี่เก็บมันกลับมาจากแดนลับในครั้งนั้น”