คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 140 ข้ากลัวเหลือเกิน7,543 ตัวอักษร

ตอนที่ 140 ข้ากลัวเหลือเกิน

ยูรันขมวดคิ้วเล็กน้อย มองร่างมนุษย์ของกระจกซึ่งกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า

“มีอะไร?”

กระจกก้มศีรษะลง

“ข้าน้อยรับฟังเรื่องราวทั้งหมดมาตั้งแต่ต้นขอรับ”

“นับตั้งแต่ข้ามาอยู่กับนายท่าน ข้ามีข้อสงสัยหนึ่งซึ่งไม่อาจหาคำตอบได้มาโดยตลอด”

“ในครั้งที่ข้าเกือบแตกดับ เป็นเพราะข้าบังอาจมองดูความทรงจำของนายท่าน แต่จนกระทั่งได้ฟังคำอธิบายเมื่อครู่ ข้าจึงนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมา”

มันเงยหน้าขึ้นอย่างระมัดระวัง

“ขอข้าน้อยบังอาจถามนายท่านสักคำถามได้หรือไม่ขอรับ?”

“อ่าฮะ”

ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ

“แล้วคำถามคืออะไร?”

กระจกนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนถามออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ความสามารถซึ่งเริ่มต้นจากการต้านทานยาพิษ ก่อนพัฒนาไปสู่การต้านทานค่ายกลทุกประเภท...”

“มันสามารถพัฒนาต่อไปเป็นการต้านทานมายาทุกชนิดได้เช่นกัน ใช่หรือไม่ขอรับ?”

ยูรันยังไม่ตอบ กระจกก็ถามต่อทันที

“หมายความว่า ต่อให้ในวันนั้นข้าไม่มองเห็นความทรงจำของนายท่านจนเกือบแตกดับ ข้าก็ไม่มีทางกลืนกินนายท่านได้สำเร็จอยู่ดี ใช่หรือไม่ขอรับ?”

น้ำเสียงของมันเริ่มสั่นเล็กน้อย ก่อนถามคำถามสุดท้าย

“และนั่นก็หมายความว่า เปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาภายในพิธีกรรมของต้นไม้แห่งดวงดาวอิกดราซิล ซึ่งแผดเผาจิตวิญญาณผ่านความเจ็บปวดดุจภาพมายา...”

“แท้จริงแล้วไม่มีผลกับนายท่านมาตั้งแต่แรก ใช่หรือไม่ขอรับ?”

ยูรันตอบอย่างเรียบง่าย

“ใช่”

“...”

คำตอบเพียงคำเดียวกลับทำให้ทุกคนรอบโต๊ะนิ่งค้าง

กระจกก้มศีรษะลงจนเกือบจรดพื้น

“ขอบพระคุณนายท่านที่มอบคำตอบขอรับ”

จากนั้นร่างมนุษย์ของมันก็สลายกลายเป็นละอองแสง ก่อนย้อนกลับเข้าไปภายในร่างของยูรันตามเดิม

ความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งโต๊ะอาหาร

หลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ เฮยหลิง และเยว่หลินต่างอ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อสิ่งที่เพิ่งได้ยิน

พิธีกรรมซึ่งสามารถเผาทรมานทั้งร่างกายและจิตวิญญาณนานเก้าวันเก้าคืน...

กลับไม่มีผลต่อยูรันตั้งแต่แรกเลยแม้แต่น้อย

ยูรันกวาดตามองสีหน้าของทุกคน ก่อนกล่าวขึ้นอย่างรู้ทัน

“อืม ดูเหมือนจะมีคนสงสัยว่าพิธีกรรมแห่งภูมิปัญญามีลักษณะเช่นไรสินะ”

เขายกยิ้มเล็กน้อย

“อยากลองไหม?”

ยังไม่ทันที่ทุกคนจะตอบ ยูรันก็กล่าวเตือนเสียก่อน

“แต่ข้าไม่แนะนำนะ ก่อนหน้านี้มีคนลองสัมผัสเปลวเพลิงเพียงเสี้ยววินาที ผลคือแขนขาอ่อนแรง แทบหมดสติ และกรีดร้องออกมาอย่างควบคุมไม่ได้”

“หลังจากนั้นยังเกือบอาเจียนออกมาอีกด้วย โชคดีที่ข้าใช้พลังระงับเอาไว้ทัน พื้นจึงไม่สกปรก”

“...”

ทุกคนเงียบลงพร้อมกัน

มีเพียงหลานชิงอวี้ที่ตอบออกมาโดยไม่ลังเล

“อยากลองเจ้าค่ะ!”

เยว่หลินเหลือบมองเปลวความสนใจในดวงตาของหลานชิงอวี้ ก่อนใช้ข้อศอกสะกิดเฮยหลิงเบา ๆ

เฮยหลิงหันไปมองภรรยา และเข้าใจความหมายของนางทันที

[บัดซบ นังเมียบ้าคนนี้คิดอะไรอยู่?!]

[แต่ว่าหากไม่ลองด้วยก็ไม่ได้ ต้องแสดงความภักดีให้นายท่านเห็น...]

[แม่งเอ๊ย!]

เฮยหลิงสูดหายใจลึก ก่อนประสานมือกล่าวอย่างหนักแน่น

“พวกเราเองก็อยากลองขอรับ!”

เยว่หลินพยักหน้าสนับสนุนอยู่ข้างกาย

ยูรันจึงหันไปทางหลิงเยวี่ย

“ส่วนท่านอาจารย์ไม่ต้องลองหรอกเดี๋ยวกรีดร้องจนหมดสภาพ แล้วภาพลักษณ์อันสง่างามจะเสียหายเอาได้”

คิ้วของหลิงเยวี่ยกระตุกทันที

“ข้าเองก็จะลองด้วย”

ยูรันกวาดตามองทุกคน ก่อนลอบยิ้มอยู่ภายในใจ

[หลอกง่ายจริง ๆ]

ยูรันลุกขึ้นยืน ก่อนยกมือทั้งสองขึ้นผสานมุทราอย่างช้า ๆ

“ต้นไม้แห่งปัญญา...เปิด”

ครืน!

ห้วงอวกาศเบื้องหลังเขาพลันแยกออกจากกัน เผยให้เห็นต้นไม้แห่งดวงดาวอิกดราซิลตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว

ลำต้นและกิ่งก้านของมันแผ่ขยายกว้างใหญ่สุดสายตา ใบไม้ทุกใบเปล่งประกายราวกับสร้างขึ้นจากแสงดารา รากจำนวนนับไม่ถ้วนทอดยาวผ่านความมืดมิดและเชื่อมโยงเข้ากับห้วงอวกาศโดยรอบ

ความงดงามเบื้องหน้าทำให้ทุกคนตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะ

ทว่าเมื่อสายตาเลื่อนลงไปยังเบื้องล่างของต้นไม้ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที

เปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญากำลังลุกโชนอยู่ใต้รากไม้

เพียงมันปรากฏขึ้น แรงกดดันอันน่าหวาดผวาก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งตำหนัก ราวกับเปลวเพลิงนั้นสามารถมองเห็นความกลัวซึ่งซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณทุกดวง

หลานชิงอวี้หน้าซีดลงโดยไม่รู้ตัว

เฮยหลิงกับเยว่หลินถอยหลังไปครึ่งก้าว แม้แต่หลิงเยวี่ยยังมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา

ยูรันยื่นมือเข้าไปในห้วงอวกาศ ก่อนดึงเปลวเพลิงขนาดเล็กเท่าปลายนิ้วออกมาจากใต้ต้นไม้

แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยว แต่แรงกดดันซึ่งแผ่ออกมากลับทำให้ทุกคนแทบหยุดหายใจ

ยูรันควบคุมเปลวเพลิงให้ลอยอยู่ตรงกลางระหว่างพวกเขา

“สัมผัสพร้อมกันนะ”

เขากวาดตามองทุกคน

“ข้าจะให้ลองเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น”

ทุกคนสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือออกไปพร้อมกัน

ปลายนิ้วทั้งสี่สัมผัสเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญา

วูบ!

ในเสี้ยววินาทีนั้น ทุกสิ่งรอบตัวพลันหายไป

ไม่มีต้นไม้แห่งดวงดาว ไม่มีตำหนัก และไม่มียูรันยืนอยู่ตรงหน้า

เหลือเพียงเปลวเพลิงซึ่งระเบิดขึ้นจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ

มันไม่ใช่ความร้อนที่แผดเผาผิวหนัง แต่เป็นความเจ็บปวดซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันในทุกส่วนของตัวตน ราวกับดวงวิญญาณถูกฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ก่อนแต่ละชิ้นจะถูกบดขยี้และโยนกลับเข้าไปในกองเพลิงครั้งแล้วครั้งเล่า

สติของพวกเขายังคงแจ่มชัดอย่างโหดร้าย

แม้เวลาภายนอกจะผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที แต่สำหรับผู้สัมผัส มันกลับยาวนานราวกับไม่มีวันสิ้นสุด

เฮยหลิงแผดเสียงร้องออกมาสุดเสียง ร่างกายงองุ้มลงทันที แขนขาสั่นกระตุกจนไม่อาจยืนหยัดได้อีก

เยว่หลินกรีดร้องลั่น ความเจ็บปวดทำให้ดวงตาของนางเบิกกว้าง น้ำตาไหลทะลักออกมาโดยไม่อาจควบคุม

หลานชิงอวี้รู้สึกราวกับจิตวิญญาณกำลังถูกเผาจนละลาย นางพยายามชักมือกลับ แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนองต่อคำสั่งแม้แต่น้อย

แม้แต่หลิงเยวี่ยซึ่งอยู่ขอบเขตหลอมสุญญตาก็ไม่อาจต้านทานได้

พลังบำเพ็ญทั้งหมดของนางไร้ความหมายเมื่ออยู่ต่อหน้าเปลวเพลิงชนิดนี้ ความสง่างามและความสุขุมเยือกเย็นพังทลายลงในพริบตา นางกัดฟันจนริมฝีปากสั่น ก่อนเสียงกรีดร้องจะหลุดออกมาจากลำคอ

เป๊าะ!

ยูรันดีดนิ้ว

การเชื่อมต่อกับเปลวเพลิงถูกตัดขาดทันที

ทุกคนทรุดลงกับพื้นพร้อมกัน แขนขาอ่อนแรง ร่างกายสั่นสะท้าน และหอบหายใจราวกับเพิ่งรอดกลับมาจากความตาย

หลานชิงอวี้กุมหน้าอก น้ำตายังคงไหลไม่หยุด

เฮยหลิงกับเยว่หลินนอนหมดสภาพอยู่ข้างกัน แม้แต่แรงจะยกศีรษะยังแทบไม่มี

ส่วนหลิงเยวี่ยคุกเข่าอยู่กับพื้น ฝ่ามือข้างหนึ่งยันร่างกายเอาไว้ ใบหน้าซีดขาวและมีเหงื่อเย็นไหลชุ่มไปทั่ว

ไม่มีบาดแผลปรากฏบนร่างกายของผู้ใด

แต่ความเจ็บปวดเมื่อครู่กลับชัดเจนเสียจนไม่มีใครกล้าคิดว่ามันเป็นเพียงภาพลวงตา

ยูรันกวาดตามองทุกคนซึ่งนอนหมดสภาพอยู่บนพื้น ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ดีหน่อย ดูเหมือนครั้งนี้จะไม่มีใครอาเจียน”

เขาเดินเข้าไปประคองหลิงเยวี่ยขึ้นมาด้วยแขนข้างหนึ่ง ก่อนใช้อีกข้างช่วยพยุงหลานชิงอวี้ซึ่งยังขาอ่อนจนยืนไม่ไหว

กลิ่นอายอันอ่อนโยนแผ่ออกจากร่างของยูรัน ปกคลุมทุกคนภายในบริเวณ ความเจ็บปวดที่ยังตกค้างอยู่ในจิตวิญญาณค่อย ๆ จางหาย ลมหายใจซึ่งกระชั้นเริ่มกลับมาเป็นปกติ

จากนั้นยูรันก็เหลือบมองเฮยหลิงกับเยว่หลินซึ่งยังนอนอยู่บนพื้น

“ส่วนพวกแกสองตัวลุกขึ้นเองนะ”

เฮยหลิงกับเยว่หลินมองภาพนายท่านประคองคนหนึ่งไว้ทางซ้าย อีกคนไว้ทางขวา ก่อนฝืนใช้แขนขาอันสั่นเทาพยุงตัวเองขึ้นมาอย่างน่าสงสาร

ยูรันยังคงมีท่าทีสบาย ๆ เขาใช้ปลายนิ้วเช็ดน้ำตาให้หลิงเยวี่ยกับหลานชิงอวี้อย่างแนบเนียน ก่อนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนลง

“เป็นอย่างไรบ้าง?”

หลานชิงอวี้หันเข้ามากอดเขาทันที ก่อนปล่อยโฮออกมาอย่างไม่คิดรักษาภาพลักษณ์

“ศิษย์พี่ มันเจ็บปวดมากเลยเจ้าค่ะ!”

“ข้ารู้สึกเหมือนถูกโยนเข้าไปเผาทั้งเป็น จิตวิญญาณแทบจะแตกออกเป็นชิ้น ๆ ฮือออ!”

ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ

ส่วนหลิงเยวี่ย แม้น้ำตาจะยังคงไหลออกมาจากหางตา แต่สภาพของนางยังดูสง่างามกว่าคนอื่นอยู่หลายส่วน

ระหว่างที่ยูรันเช็ดน้ำตาให้ นางเผลอยกมือขึ้นจับข้อมือของเขาเอาไว้โดยไม่รู้ตัว ก่อนเอียงใบหน้าถูไถกับฝ่ามือนั้นเบา ๆ ราวกับกำลังมองหาความอบอุ่นเพื่อปลอบประโลมจิตใจ

“รันเอ๋อร์...”

น้ำเสียงของนางยังสั่นเครือ

“ข้ากลัวเหลือเกิน”

ยูรันมองท่าทางของอาจารย์ ก่อนความคิดหนึ่งจะแวบขึ้นมาในหัว

[ท่านอาจารย์คงไม่ได้แอบใช้มือข้าป้ายน้ำตาหรอกนะ...]

ไม่ไกลออกไป เฮยหลิงกับเยว่หลินกำลังนั่งพิงกันและหอบหายใจอย่างหมดสภาพ

เฮยหลิงก้มมองปลายนิ้วซึ่งเคยสัมผัสเปลวเพลิง แม้ร่างกายจะไม่มีบาดแผล แต่จิตวิญญาณยังคงสั่นสะท้านไม่ยอมหยุด

[นี่เป็นเพียงเสี้ยววินาทีจริงหรือ?]

[หากต้องถูกแขวนอยู่เหนือเปลวเพลิงนั้นถึงเก้าวันเก้าคืน ข้าคงเสียสติไปตั้งแต่ลมหายใจแรกแล้ว...]

ความคิดเรื่องอาสาเป็นหนูทดลองเมื่อครู่พลันดูน่าหวาดกลัวขึ้นมาหลายเท่า

เยว่หลินจับแขนสามีเอาไว้แน่น ใบหน้าของนางยังซีดขาวและมีคราบน้ำตาอยู่ตรงหางตา

[เปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญา...]

[สิ่งที่ได้รับหลังผ่านพิธีกรรมอาจยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ แต่ราคาซึ่งต้องจ่ายก็น่ากลัวเกินกว่าคนธรรมดาจะรับไหวเช่นกัน]