ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 141 บำเพ็ญคู่สามารถใช้หล่อเลี้ยงกายาได้จริงหรือ
คิ้วของยูรันกระตุกเล็กน้อย เมื่อสังเกตเห็นความเปียกชื้นบนฝ่ามือของตนเอง
[ท่านอาจารย์ต้องแอบใช้มือข้าเช็ดน้ำตาแน่ ๆ]
จากนั้นเขาก็ก้มมองหลานชิงอวี้ซึ่งยังคงซบหน้าร้องไห้อยู่กับอก เสื้อบริเวณนั้นเปียกเลอะจนไม่อาจแยกออกแล้วว่าส่วนใดคือน้ำตาและส่วนใดคือน้ำมูก
[ชิงอวี้นี่ก็อีกคน...]
[อย่างน้อยช่วยเช็ดน้ำมูกก่อนเข้ามากอดไม่ได้หรืออย่างไร เลอะไปหมดแล้วเนี่ย]
แม้จะบ่นอยู่ภายในใจ แต่มือของเขายังคงลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน
“เอาเถอะ ข้าถึงได้เตือนแล้วว่าอย่าลอง”
ยูรันถอนหายใจ
“ไม่รู้พวกท่านจะอยากลองกันไปทำไมนัก”
หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่ ทุกคนจึงค่อยสงบสติอารมณ์ลงได้
เมื่อหลิงเยวี่ยกับหลานชิงอวี้พยายามถามถึงความเจ็บปวดซึ่งยูรันต้องเผชิญภายในพิธีกรรม เขากลับโบกมือปัดอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าบอกแล้วว่ามันไม่มีผลต่อข้า”
“ต่อให้รู้สึกจริง ความเจ็บปวดเพียงเท่านี้ข้าก็ทนได้อยู่แล้ว ไม่ต้องถามเรื่องนี้ต่อหรอก”
ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนดึงบทสนทนากลับไปยังเรื่องเดิม
“เมื่อกี้ถึงไหนแล้วนะ?”
“อ๋อ เรื่องสายเลือด”
เขาหันไปหาเฮยหลิง
“เฮยหลิง เรื่องพิธีกรรมสุริยุปราคาเทียม ข้าพอจะหาวิธีทำให้มันสำเร็จได้อยู่หรอก แต่ว่า...”
เฮยหลิงรีบถามด้วยความคาดหวัง
“แต่ว่าอะไรหรือขอรับ?”
“มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”
ยูรันชี้เข้าไปยังทารกซึ่งนอนหลับอยู่ภายในดาราจักร
“การหล่อเลี้ยงกายาภายในครรภ์แห่งดวงดาวจำเป็นต้องใช้พลังงานปริมาณมหาศาล”
“สาเหตุที่ข้าสามารถหล่อเลี้ยงกายเทพดาราสวรรค์จนถือกำเนิดขึ้นมาได้ทันที เป็นเพราะข้าอาศัยเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาช่วยเร่งกระบวนการทั้งหมด”
เขาเหลือบมองสภาพของงูทั้งสอง ซึ่งเพิ่งฟื้นจากการสัมผัสเปลวเพลิงเพียงเสี้ยววินาที
“คำถามคือ...”
“พวกแกทนรับเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาไหวรึเปล่า?”
แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดกล้าตอบว่าทนไหว
เพียงสัมผัสเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาแค่เสี้ยววินาที จิตวิญญาณของพวกเขาก็แทบแตกสลาย หากฝืนรับเปลวเพลิงนานกว่านั้น ผลลัพธ์คงมีเพียงเสียสติหรือวิญญาณดับสูญเท่านั้น
ยูรันเห็นสีหน้าของทุกคนก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ความจริงยังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งสามารถใช้หล่อเลี้ยงกายาได้”
เฮยหลิงเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“มันอยู่ภายในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกว่า ‘ดินแดนแห่งน้ำแข็งและหมอก’”
“ภายในดินแดนแห่งนั้นมีแม่น้ำอยู่สายหนึ่ง และเหนือแม่น้ำมีกางเขนน้ำแข็งตั้งอยู่”
“...”
เพียงได้ฟังคำว่า ‘กางเขนน้ำแข็ง’ หลานชิงอวี้ก็เริ่มรู้สึกถึงลางร้าย
“เอ่อ ศิษย์พี่เจ้าคะ...”
“เหตุใดข้าจึงรู้สึกไม่ค่อยดีเลย?”
นางมองเขาอย่างหวาดระแวง
“สิ่งนั้นสามารถช่วยหล่อเลี้ยงกายาได้จริงหรือเจ้าคะ?”
“ได้สิ”
ยูรันตอบอย่างมั่นใจ
“สิ่งนั้นมีชื่อว่า ‘ผลึกธารเหมันต์แห่งการชำระล้าง’ มีคุณสมบัติคล้ายกับเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญา”
“หากเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาสามารถมอบองค์ความรู้หรือสิ่งซึ่งผู้เข้าพิธีปรารถนา ผลึกธารเหมันต์แห่งการชำระล้างก็จะมอบพลังแห่งการชำระล้างและการปฏิเสธทุกสิ่ง”
หลานชิงอวี้กะพริบตา
“ปฏิเสธทุกสิ่ง?”
“ถูกต้อง”
ยูรันเริ่มยกตัวอย่าง
“ปฏิเสธความตาย ปฏิเสธขีดจำกัดของอายุขัย ปฏิเสธร่างกายอันอ่อนแอ โรคภัย คำสาป ความโลภ ความกลัว หรือแม้กระทั่งความสิ้นหวัง”
“ขอเพียงผ่านการชำระล้างสำเร็จ คนผู้นั้นก็จะได้รับพลังซึ่งสามารถปฏิเสธสิ่งเหล่านี้ได้”
หลานชิงอวี้ไม่ได้รู้สึกสบายใจขึ้นแม้แต่น้อย
“ศิษย์พี่คงไม่ได้กำลังจะบอกว่า ผู้เข้าพิธีต้องถูกแขวนอยู่บนกางเขนน้ำแข็งนานเก้าวันเก้าคืนหรอกนะเจ้าคะ?”
“อ๋อ อันนี้ไม่ถูกแขวนคอ”
ทุกคนลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทว่ายูรันยังกล่าวไม่จบ
“ผู้เข้าพิธีจะถูกตรึงไว้กับกางเขนน้ำแข็ง จากนั้นกางเขนจะค่อย ๆ จมลงไปในแม่น้ำอันหนาวเหน็บภายใต้ดินแดนแห่งน้ำแข็งและหมอก”
“ร่างกายและจิตวิญญาณจะถูกความเย็นกัดกินจนรู้สึกราวกับกำลังมอดไหม้”
เขาครุ่นคิดหาคำเปรียบเทียบอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม...ความรู้สึกน่าจะคล้ายกับถูกเปลวเพลิงจากขุมนรกแผดเผานั่นแหละ”
“...”
เฮยหลิงซึ่งเพิ่งมีความหวังขึ้นมาได้ไม่นานพลันหน้าซีดอีกครั้ง
[แล้วมันต่างจากพิธีกรรมก่อนหน้าตรงไหนขอรับ?!]
หลิงเยวี่ยฟังเงื่อนไขของพิธีกรรมแล้วขมวดคิ้วแน่น
“รันเอ๋อร์ ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริง ๆ หรือ?”
“ความจริงก็มีอีกหลายวิธีนะ”
ยูรันตอบอย่างสบาย ๆ
“วิธีง่ายที่สุดเท่าที่ข้าคิดได้ คือให้ข้าเข้ารับพิธีกรรมแทน จากนั้นข้าก็หล่อเลี้ยงกายานั้นภายในครรภ์แห่งดวงดาวของตนเอง”
“เมื่อทารกถือกำเนิดแล้ว ข้าค่อยส่งมอบให้แก่ผู้ที่ต้องการ เท่านี้ก็ใช้ได้”
เขาชี้เข้าไปในดาราจักรภายในหัวใจ
“นี่แหละข้อดีของเส้นทางดารา”
หลิงเยวี่ยมองเขาด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“รันเอ๋อร์ เจ้าจะยอมเข้ารับพิธีกรรมแทนผู้อื่นจริงหรือ?”
“ข้าน่ะรับแทนได้อยู่แล้ว”
ยูรันหันมาสบตานาง ก่อนยกยิ้มบาง ๆ
“แต่ท่านอาจารย์กล้าปล่อยให้ข้ารับแทนหรือเปล่าเล่า?”
หลิงเยวี่ยชะงักไปทันที
ยูรันกวาดตามองเฮยหลิง เยว่หลิน และหลานชิงอวี้
“พวกเจ้าเองก็เหมือนกัน”
“พวกเจ้าไม่กล้าหรอก”
น้ำเสียงของเขายังคงเรียบเฉย ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับหนักอึ้งขึ้นมาอย่างช้า ๆ
“ทันทีที่ข้ารับความเจ็บปวดแทนและหล่อเลี้ยงกายาให้ สิ่งนั้นจะกลายเป็นทั้งหนี้และตราบาปซึ่งติดตามพวกเจ้าไปตลอดชีวิต”
“หากวันหนึ่งพวกเจ้าคิดทรยศ พวกเจ้าจะไม่มีทางรู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
เขาเหลือบมองทารกซึ่งหลับอยู่ท่ามกลางดาราจักร
“และไม่มีผู้ใดรู้เช่นกันว่า ข้าจะทำอะไรกับทารกซึ่งข้าเป็นผู้หล่อเลี้ยงและส่งมอบให้”
ยูรันหันกลับมามองทุกคน
“พวกเจ้าไม่กล้าเสี่ยงดวงหรอก”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาจางหายไป
“เพราะข้าเกลียดคนทรยศที่สุด”
สิ้นคำพูดของยูรัน สีหน้าของทุกคนก็ซีดลงพร้อมกัน
หลานชิงอวี้กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก นางไม่เคยคิดทรยศเขาอยู่แล้ว แต่เพียงจินตนาการถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น จิตวิญญาณก็สั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว
[รอยยิ้มเมื่อครู่น่ากลัวยิ่งกว่าเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญาเสียอีก...]
เฮยหลิงกับเยว่หลินยิ่งตัวแข็งทื่อ ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สี
ทั้งสองเพิ่งตัดสินใจว่าจะเกาะขาใหญ่นี้ไปจนวันตาย และตอนนี้ก็ยิ่งมั่นใจว่าคำว่า “จนวันตาย” ไม่ใช่ถ้อยคำซึ่งสามารถเปลี่ยนใจภายหลังได้
[ห้ามทรยศ...]
[ต่อให้ตายแล้วเกิดใหม่ก็ห้ามทรยศเด็ดขาด!]
ส่วนหลิงเยวี่ยไม่ได้หวาดกลัวเพราะคิดจะทรยศ แต่เป็นเพราะนางเพิ่งตระหนักว่า ยูรันพร้อมรับความทรมานแทนผู้อื่นได้จริง ๆ
นางจ้องมองเขาด้วยใบหน้าซีดขาว
[เด็กคนนี้คิดจะแบกรับทุกอย่างแทนคนอื่นถึงเพียงใดกัน...]
บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบสนิท ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากรับข้อเสนอของยูรันอีกแม้แต่คนเดียว
ยูรันเห็นสีหน้าซีดเผือดของทุกคนก็ถอนหายใจ ก่อนอธิบายต่อ
“ส่วนวิธีอื่นก็ยังมีอยู่”
เขายกนิ้วขึ้นนับ
“วิธีแรก รอจนพวกเจ้าจุติกลายเป็นเทพเสียก่อน เมื่อถึงตอนนั้นก็จะสามารถสร้างครรภ์แห่งดวงดาวและหล่อเลี้ยงทารกด้วยตนเองได้”
“วิธีนี้ง่ายที่สุดและไม่มีความเสี่ยง เพียงแต่ต้องรอนานไปหน่อย ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะจุติสำเร็จเมื่อใด”
จากนั้นจึงยกนิ้วที่สอง
“อีกวิธีหนึ่งสามารถเริ่มหล่อเลี้ยงได้ทันที แต่ค่อนข้างยุ่งยาก ผู้สร้างต้องคอยตรวจสอบครรภ์แห่งดวงดาวอยู่ตลอดเวลา ทุกขั้นตอนห้ามเกิดความผิดพลาดแม้แต่น้อย”
“หากพลาดขึ้นมา ทารกกับกายาที่กำลังหล่อเลี้ยงอาจมีปัญหาได้”
ยูรันยกนิ้วที่สามขึ้น แต่คราวนี้กลับมีสีหน้าลังเลอย่างเห็นได้ชัด
“ส่วนอีกวิธีที่ข้าคิดออก มันค่อนข้างเฉพาะเจาะจงไปหน่อย”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างไม่แน่ใจ
“หากพูดตามตรงก็คือ...เอ่อ...”
“บำเพ็ญคู่?”
“...”
บรรยากาศอันหนักอึ้งเมื่อครู่เปลี่ยนไปในทันที
“อืม หากเป็นศิษย์พี่รอง วิธีนี้ก็น่าจะทำได้ง่าย”
ยูรันเริ่มวิเคราะห์อย่างจริงจัง ราวกับคำว่า ‘บำเพ็ญคู่’ เป็นเพียงวิธีบำเพ็ญธรรมดาทั่วไป
“ชิงถานเองก็เหมือนกัน”
“ส่วนท่านแม่ลู่อาจได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย เพราะเตาหลอมดาราเทพสุริยันกับเตาหลอมดาราเทพจันทราเชื่อมโยงถึงกันอยู่”
เขาหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวถึงอีกคน
“สำหรับท่านแม่ไป๋ อาจใช้การย้อนกลับของสายเลือดผ่านการสืบทอดเนตรดาราพิสุทธิ์”
“ในระหว่างที่เนตรถูกถ่ายทอดจากท่านแม่ไป๋ไปยังศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่รองก็ส่งพลังย้อนกลับไปหล่อเลี้ยงท่านแม่ไป๋ผ่านสายสัมพันธ์เดียวกัน”
“หากทำในช่วงเวลานั้นพอดี ก็น่าจะสำเร็จได้”
ยูรันพยักหน้ากับความคิดของตนเอง
“แบบนี้มีแต่คนได้กับได้”
จากนั้นสายตาของเขาก็กวาดผ่านหลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ เฮยหลิง และเยว่หลิน
“ก็คงมีแต่พวกเจ้านี่แหละที่เสียเปรียบ”
ยูรันยังคงคิดหาวิธีต่อไป
“ความจริงยังมีอีกวิธีหนึ่งนะ”
“ปล่อยให้กายาพิเศษถือกำเนิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยอาศัยสิ่งที่คนผู้นั้นถนัดหรือเส้นทางซึ่งเลือกเดิน”
“วิธีนี้ก็ใช้ได้เหมือนกัน เพียงแต่ต้องใช้เวลานานมากกว่ากายาจะก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างสมบูรณ์”
เขายิ่งกล่าว ดวงตาก็ยิ่งเป็นประกาย
“แต่ประเด็นสำคัญคือ กายาซึ่งถือกำเนิดขึ้นใหม่สามารถหลอมรวมเข้ากับกายาพิเศษที่มีอยู่เดิมได้ด้วย”
“โคตรเจ๋งเลยใช่ไหม?”
ทุกคนยิ่งฟังก็ยิ่งตกตะลึงกับความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของเส้นทางดารา
ทว่าในเวลาเดียวกัน พวกเขากลับรู้สึกหดหู่ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เพราะแต่ละวิธีล้วนต้องใช้เวลายาวนาน ต้องเผชิญความเสี่ยง หรือมีเงื่อนไขเฉพาะซึ่งยากจะทำให้สำเร็จ
มีเพียงหลานชิงอวี้กับหลิงเยวี่ยที่ยังติดใจอยู่กับวิธีหนึ่งซึ่งยูรันกล่าวผ่านไปก่อนหน้านี้
ใบหน้าของหลานชิงอวี้ค่อย ๆ ขึ้นสีแดง
[เดี๋ยวก่อนนะ...]
[หมายความว่าหากข้าบำเพ็ญคู่กับศิษย์พี่ เขาก็สามารถช่วยข้าหล่อเลี้ยงกายาพิเศษขึ้นมาได้หรือ?]
หลิงเยวี่ยเองก็นิ่งผิดปกติ ขณะที่ความคิดเดียวกันแวบขึ้นมาภายในใจ
[บำเพ็ญคู่สามารถใช้หล่อเลี้ยงกายาได้จริงหรือ...]
[ไม่สิ เหตุใดข้าต้องสนใจวิธีนี้ด้วย?!]