ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 144 คืนนี้เจ้ามาสอนข้าที่ห้องแล้วกัน
ตัดกลับมายังดาดฟ้าของตำหนักบนยอดเขาจันทรา
หลิงเยวี่ย ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้กำลังนั่งรออาหารเย็นอยู่รอบโต๊ะตัวเดิม
ทว่าจนดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า ก็ยังไม่มีวี่แววว่ายูรัน เฮยหลง หรือเยว่หลินจะกลับมา
หลานชิงอวี้ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ ก่อนใช้นิ้วเคาะพื้นโต๊ะอย่างเบื่อหน่าย
“ศิษย์พี่ยูทำงานรวดเร็วดีเหมือนกันนะเจ้าคะ”
นางเหลือบมองไปทางพื้นที่ก่อสร้างด้านหลังยอดเขา
“แถมยังไม่ลงโทษเจ้างูสองตัวนั้นด้วย เยว่หลินอยู่ถึงขอบเขตหลอมสุญญตาแท้ ๆ แต่กลับขุดบ่อได้ช้ากว่าศิษย์พี่เสียอีก”
“ดูเหมือนศิษย์พี่จะสั่งให้พวกมันทำอะไรเพิ่มด้วย จนตอนนี้ก็ยังจัดการไม่เสร็จเรียบร้อย”
หลานชิงอวี้ลูบท้องซึ่งเริ่มหิว
“แล้วเมื่อไรพวกเราจะได้กินข้าวเย็นกันเนี่ย...”
ไม่มีผู้ใดตอบคำถามของนาง
ไป๋หลิงกำลังนั่งขมวดคิ้วอยู่ด้านหนึ่ง หลังจากฝึกมาตลอดช่วงบ่าย นางยังไม่สามารถใช้ก้าวพริบตาได้สำเร็จตามที่ต้องการ
ยิ่งนึกว่าเซี่ยเยว่หลีใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ความหงุดหงิดภายในใจก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
[ข้าพลาดตรงไหนกันแน่...]
[ทั้งหลักการและความรู้สึกก็น่าจะถูกต้องแล้วแท้ ๆ]
อีกด้านหนึ่ง หนานอวี้กำลังเดินวนไปวนมารอบดาดฟ้า คล้ายกับกำลังเดินจงกรม
นางก้าวออกไป หยุด ครุ่นคิด แล้วเดินย้อนกลับมายังจุดเดิม ก่อนเริ่มใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทว่าทุกก้าวยังคงเป็นการเดินธรรมดา ไม่มีทีท่าว่าจะกลายเป็นก้าวพริบตาเลยแม้แต่น้อย
“ไม่ถูก...”
หนานอวี้พึมพำกับตนเอง
“ความรู้สึกไม่ใช่แบบนี้ แต่แล้วมันต้องเป็นแบบไหนกัน?”
หลิงเยวี่ยเองก็ยังฝึกไม่สำเร็จเช่นกัน
เพียงแต่นางยังคงรักษาท่าทีสง่างาม นั่งจิบชาอยู่ตรงตำแหน่งเดิมราวกับไม่รู้สึกร้อนใจแม้แต่น้อย
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าใต้โต๊ะนั้น ปลายเท้าของนางกำลังทดลองใช้ก้าวพริบตาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างลับ ๆ
ถ้วยชาถูกยกขึ้นจรดริมฝีปากอีกครั้ง ทั้งที่ภายในไม่มีน้ำชาเหลืออยู่ตั้งนานแล้ว
[เหตุใดจึงยังทำไม่ได้...]
[หรือข้าจดจำการเคลื่อนไหวของรันเอ๋อร์ผิดพลาดตรงไหน?]
ภายนอกหลิงเยวี่ยยังคงสงบนิ่ง
แต่คิ้วของนางกลับกระตุกขึ้นมาเล็กน้อยทุกครั้งที่ปลายเท้าเคลื่อนไปได้เพียงระยะทางธรรมดา
ทั่วทั้งดาดฟ้าจึงเต็มไปด้วยคนหิวสี่คน ซึ่งไม่มีผู้ใดอารมณ์ดีเพราะยังฝึกวิชาไม่สำเร็จเลยแม้แต่คนเดียว
จนกระทั่งเลยเวลาอาหารเย็นไปเล็กน้อย เฮยหลงกับเยว่หลินจึงรีบกลับมารายงานยูรัน
สภาพของทั้งสองดูอ่อนล้า เสื้อผ้าเปียกชื้นจากการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำตลอดช่วงบ่าย
“นายท่านขอรับ พวกเรานับจำนวนและคัดแยกสัตว์น้ำทั้งหมดเสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับ”
“ทางสวนผลไม้เองก็ใส่ปุ๋ยตามตำแหน่งซึ่งนายท่านกำหนดครบแล้วเจ้าค่ะ”
ยูรันพยักหน้า ก่อนเหลือบมองท้องฟ้าซึ่งเริ่มมืดลง
“อืม ช้ากว่าที่ข้าคิดเอาไว้นะ”
งูทั้งสองชะงักพร้อมกัน
“ดูเหมือนการอยู่ขอบเขตหลอมสุญญตาจะไม่ได้ทำให้พื้นฐานของพวกแกดีขึ้นสักเท่าไร”
ยูรันเริ่มไล่ข้อบกพร่องอย่างตรงไปตรงมา
“ทั้งการควบคุมพลัง การจำแนกความแตกต่าง และการแบ่งประสาทสัมผัสเพื่อทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ล้วนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน”
“หากยังเป็นเช่นนี้ พวกแกคงไม่มีทางฝึกก้าวพริบตาให้สำเร็จภายในวันเดียวแน่”
เฮยหลงกับเยว่หลินก้มหน้าลงโดยไม่กล้าโต้แย้ง
“ข้าทำงานส่วนของตนเองเสร็จตั้งแต่สามชั่วโมงก่อนแล้ว แต่พวกแกกลับใช้เวลาจนเลยเวลาอาหารเย็น”
ยูรันกอดอกมองทั้งสอง
“ข้าน่ะไม่เป็นไรหรอก กินข้าวช้ากว่าเดิมนิดหน่อยไม่ใช่เรื่องใหญ่”
เขาชี้กลับไปทางตำหนัก
“แต่พวกแกคิดว่าคนซึ่งกำลังหิวและนั่งรออยู่บนดาดฟ้า จะอยากกินซุปงูตุ๋นเป็นมื้อเย็นหรือเปล่าล่ะ?”
“...”
สีหน้าของเฮยหลงกับเยว่หลินซีดลงทันที
ยูรันถอนหายใจ ก่อนกล่าวต่อ
“ต้องพยายามให้มากกว่านี้นะ หากยังอยากกลายเป็นมังกร”
“สงสัยเพราะพวกแกเอาแต่นอนอยู่ในแดนลับมานานเกินไป ไม่ได้ขยับร่างกายหรือฝึกควบคุมพลังอย่างจริงจัง พื้นฐานจึงย่ำแย่ลง”
เขากวาดตามองทั้งสองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“แต่นึกไม่ถึงว่าจะอ่อนปวกเปียกถึงเพียงนี้”
เยว่หลินก้มศีรษะลง
“ขออภัยเจ้าค่ะนายท่าน ข้าน้อยไม่มีข้อแก้ตัว”
เฮยหลงเองก็ประสานมือ
“ข้าน้อยจะพยายามให้มากกว่านี้ขอรับ”
“ไม่เป็นไร รู้ข้อบกพร่องแล้วก็แก้ไขเสีย”
ยูรันโบกมือ
“หากคิดจะใช้เพียงระดับพลังมาแสดงความยิ่งใหญ่ หรือข่มให้ผู้อื่นหวาดกลัว มันก็เป็นเพียงความคิดของเด็กน้อยเท่านั้น”
ยูรันมองสีหน้าของทุกคนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“อืม ดูเหมือนข้าจะลืมบอกเรื่องสำคัญอีกอย่าง”
หลานชิงอวี้เงยหน้าขึ้นทันที
“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
“อืมมม...”
ยูรันใช้ตะเกียบแตะปลายคางพลางเรียบเรียงคำพูด
“สาเหตุที่เยว่หลีฝึกสำเร็จอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะนางใช้เพียงสัญชาตญาณกับความรู้สึกของตนเอง”
“นางไม่ได้คิดว่าจะต้องเอาชนะผู้ใด ไม่ได้กำหนดว่าตนเองต้องทำให้สำเร็จภายในเวลาเท่าไร และไม่ได้เอาแต่สงสัยว่าติดขัดอยู่ตรงไหน”
เขากวาดตามองคนทั้งสี่
“แต่พวกท่านกำลังคิดว่า เหตุใดตนเองถึงยังทำไม่ได้ ทำผิดพลาดตรงไหน แล้วทำไมเยว่หลีจึงฝึกได้เร็วกว่าตนเอง ใช่หรือไม่?”
“...”
ไม่มีผู้ใดตอบ เพราะสิ่งที่ยูรันกล่าวตรงกับความคิดของทุกคนอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
“พอยิ่งคิด พวกท่านก็ยิ่งพยายามบังคับทุกการเคลื่อนไหวให้เหมือนข้า จนไม่เหลือพื้นที่ให้สัญชาตญาณของตัวเองทำงาน”
ยูรันคีบอาหารเข้าปาก ก่อนกล่าวต่ออย่างสบาย ๆ
“อย่ายึดติดกับมันมากนักเลย”
“ทุกคนมีเวลาของตนเอง บางคนเข้าใจเร็ว บางคนเข้าใจช้า ไม่ได้หมายความว่าคนหนึ่งดีกว่าอีกคนเสียหน่อย”
“ไม่ช้าก็เร็วพวกท่านก็ต้องทำได้อยู่แล้ว”
ทุกคนเงียบลงอีกครั้ง
แต่คราวนี้สีหน้าเคร่งเครียดค่อย ๆ ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด.
“มีพลังสูง แต่ไม่สามารถควบคุมหรือนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ก็ไม่มีสิ่งใดให้น่าภูมิใจหรอก”
ยูรันโบกมือเป็นสัญญาณให้จบเรื่อง
“เอาละ ไปทำอาหารกันได้แล้ว ทุกคนคงหิวกันหมดแล้ว”
หลังจากนั้นทั้งสามก็ช่วยกันเตรียมอาหารเย็น ก่อนยกอาหารทั้งหมดขึ้นไปยังดาดฟ้าของตำหนัก
ทันทีที่มาถึง ยูรันก็พบว่าหลิงเยวี่ย ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ต่างนั่งอยู่รอบโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งขรึมผิดปกติ
ไม่มีผู้ใดกล่าวอะไร แม้กระทั่งตอนอาหารซึ่งส่งกลิ่นหอมถูกวางลงตรงหน้า
ยูรันนั่งลงประจำตำแหน่ง ก่อนกวาดตามองทุกคนทีละคน
“ดูจากสีหน้าของพวกท่านแล้ว...”
เขาหยิบตะเกียบขึ้นมา
“ข้าขอเดาว่ายังไม่มีใครฝึกสำเร็จสินะ”
ฉึก!
ฉึก!
ฉึก!
ฉึก!
คำพูดเพียงประโยคเดียวกลับแทงเข้าไปในหัวใจของคนทั้งสี่พร้อมกัน
คิ้วของไป๋หลิงกระตุกเล็กน้อย
หนานอวี้กำหมัดอยู่ใต้โต๊ะ
หลานชิงอวี้ก้มหน้าหนีด้วยความอับอาย
ส่วนหลิงเยวี่ยยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่งเอาไว้ แต่ตะเกียบในมือกลับหยุดค้างอยู่กลางอากาศ
[รันเอ๋อร์...]
[บางเรื่องเจ้าไม่จำเป็นต้องพูดออกมาตรง ๆ ก็ได้]
ยูรันมองสีหน้าของทุกคนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“อืม ดูเหมือนข้าจะลืมบอกเรื่องสำคัญอีกอย่าง”
หลานชิงอวี้เงยหน้าขึ้นทันที
“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
“อืมมม...”
ยูรันใช้ตะเกียบแตะปลายคางพลางเรียบเรียงคำพูด
“สาเหตุที่เยว่หลีฝึกสำเร็จอย่างรวดเร็ว เป็นเพราะนางใช้เพียงสัญชาตญาณกับความรู้สึกของตนเอง”
“นางไม่ได้คิดว่าจะต้องเอาชนะผู้ใด ไม่ได้กำหนดว่าตนเองต้องทำให้สำเร็จภายในเวลาเท่าไร และไม่ได้เอาแต่สงสัยว่าติดขัดอยู่ตรงไหน”
เขากวาดตามองคนทั้งสี่
“แต่พวกท่านกำลังคิดว่า เหตุใดตนเองถึงยังทำไม่ได้ ทำผิดพลาดตรงไหน แล้วทำไมเยว่หลีจึงฝึกได้เร็วกว่าตนเอง ใช่หรือไม่?”
ไม่มีผู้ใดตอบ เพราะสิ่งที่ยูรันกล่าวตรงกับความคิดของทุกคนอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
“พอยิ่งคิด พวกท่านก็ยิ่งพยายามบังคับทุกการเคลื่อนไหวให้เหมือนข้า จนไม่เหลือพื้นที่ให้สัญชาตญาณของตัวเองทำงาน”
ยูรันคีบอาหารเข้าปาก ก่อนกล่าวต่ออย่างสบาย ๆ
“อย่ายึดติดกับมันมากนักเลย”
“ทุกคนมีเวลาของตนเอง บางคนเข้าใจเร็ว บางคนเข้าใจช้า ไม่ได้หมายความว่าคนหนึ่งดีกว่าอีกคนเสียหน่อย”
“ไม่ช้าก็เร็วพวกท่านก็ต้องทำได้อยู่แล้ว”
ทุกคนเงียบลงอีกครั้ง
แต่คราวนี้สีหน้าเคร่งเครียดค่อย ๆ ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
ยูรันเห็นทุกคนเริ่มผ่อนคลายจึงกล่าวขึ้นอีกครั้ง
“ความจริงข้ามีวิธีช่วยให้เข้าใจเร็วขึ้นอยู่นะ”
ดวงตาของหลานชิงอวี้สว่างขึ้นทันที
“ว้าว! วิธีอะไรหรือเจ้าคะ?”
ยูรันไม่ได้ตอบนาง แต่กลับหันไปมองไป๋หลิงซึ่งนั่งอยู่อีกด้านของโต๊ะ
“คืนนี้ให้ข้าไปหาที่ห้องไหม ศิษย์พี่รอง?”
ตะเกียบในมือของไป๋หลิงหยุดค้างทันที
ใบหน้าของนางค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง ตั้งแต่แก้มลามไปจนถึงใบหู
ไป๋หลิงจ้องยูรันอยู่นาน ก่อนถามด้วยน้ำเสียงซึ่งพยายามรักษาความสงบอย่างเต็มที่
“เจ้า...คิดจะมาทำอะไรในห้องข้า?”
ยูรันเอียงศีรษะ ก่อนถามกลับด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย
“แล้วท่านอยากให้ข้าไปทำอะไรล่ะ?”
“แต่หากไม่ต้องการให้ข้าไปก็ไม่เป็นไร ตามใจท่านแล้วกัน”
ไป๋หลิงเม้มริมฝีปากแน่น สีแดงบนใบหน้ายิ่งเข้มขึ้นกว่าเดิม
หลานชิงอวี้จ้องนางอย่างไม่กะพริบตา ภายในใจภาวนาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
[ได้โปรดตอบว่าไม่ต้องไปด้วยเถอะ!]
[ไม่ต้องไป ไม่ต้องไป ไม่ต้องไป ไม่ต้องไป ไม่ต้องไป!]
หนานอวี้เองก็ลอบมองปฏิกิริยาของไป๋หลิง ก่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะปรากฏขึ้นตรงมุมปาก
[หากคืนนี้ศิษย์พี่รองปฏิเสธ ข้าก็ไปหาศิษย์น้องแทนเอง คิกคิก...]
ทว่านางพลันนึกถึงสายตาจับผิดของไป๋หลิงเมื่อช่วงกลางวันขึ้นมาได้
[เดี๋ยวก่อน ไม่ได้!]
[ช่วงนี้ข้าต้องสงบเสงี่ยมเอาไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นความลับแตกแน่!]
บรรยากาศรอบโต๊ะเงียบสนิท ทุกสายตาต่างรอคอยคำตอบของไป๋หลิงเพียงผู้เดียว.
ไป๋หลิงเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหลบสายตาทุกคนแล้วตอบเสียงเบา
“อืม...คืนนี้เจ้ามาสอนข้าที่ห้องแล้วกัน”
“ได้สิ”
ยูรันตอบรับอย่างง่ายดาย ก่อนก้มหน้ากินอาหารต่อราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
หลานชิงอวี้ไหล่ตกลงทันที
[โธ่...ไม่นะ!]
ส่วนหนานอวี้ลอบถอนหายใจ ก่อนปลอบใจตนเอง
[เอาเถอะ รอวันอื่นก็ได้ ข้าไม่รีบ]
[หากไปหาศิษย์น้องบ่อยเกินไป ดี๋ยวก็ถูกจับได้พอดี]
หลิงเยวี่ยไม่ได้กล่าวสิ่งใด นางเพียงก้มหน้ารับประทานอาหารต่อไปอย่างเงียบเชียบ