คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 145 ข้าแค่โอบเอวท่านเอาไว้เฉย7,314 ตัวอักษร

ตอนที่ 145 ข้าแค่โอบเอวท่านเอาไว้เฉย

หลังรับประทานอาหารเย็นเสร็จ ยูรันยังไม่ลุกออกจากโต๊ะ แต่หันไปหาเฮยหลงกับเยว่หลินเสียก่อน

“พวกแกยังจำได้หรือไม่ว่า ช่วงกลางวันข้าพูดเรื่องอะไรไปบ้าง?”

เฮยหลงนิ่งทบทวนความทรงจำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างระมัดระวัง

“ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกายเทพดาราสวรรค์ ครรภ์แห่งดวงดาว วิธีหล่อเลี้ยงกายาพิเศษ และพิธีกรรมสุริยุปราคาเทียมขอรับ”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“อืม ยังจำได้ดีนี่”

เขาชี้ไปทางไป๋หลิงกับหนานอวี้

“เช่นนั้นก็ช่วยสรุปทุกอย่างให้ศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่สามฟังแทนข้าหน่อย ข้าไม่อยากเล่าใหม่อีกรอบ”

“ขอรับนายท่าน”

เฮยหลงจึงเริ่มสรุปสิ่งที่ยูรันอธิบายตลอดช่วงกลางวัน ตั้งแต่การสร้างครรภ์แห่งดวงดาว การใช้สายเลือดหล่อเลี้ยงกายาพิเศษ การยกระดับกายาให้สอดคล้องกับวิถีบำเพ็ญเทพ ตลอดจนวิธีเปลี่ยนวิถีผ่านสุริยุปราคาเทียมและความเสี่ยงซึ่งอาจทำให้ตบะลดลง

เมื่อฟังจนจบ หนานอวี้พลันนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“ศิษย์น้อง ข้าอยากดูทารกดาราสวรรค์!”

นางจ้องเขาอย่างไม่พอใจ

“คราวก่อนเจ้ายังไม่ได้ให้พวกข้าดูเลย เจ้าลืมอีกแล้วใช่หรือไม่?!”

“อ๋อ จริงด้วย”

ยูรันดีดนิ้ว

เป๊าะ!

ภาพดาราจักรภายในหัวใจของเขาปรากฏขึ้นเหนือโต๊ะ ก่อนขยายไปยังบริเวณซึ่งมีเด็กทารกตัวน้อยกำลังลอยอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว

เด็กน้อยยังคงหลับสนิท แก้มทั้งสองข้างกลมป่อง ขณะที่ริมฝีปากกำลังดูดนิ้วของตนเองดังจ๊วบ ๆ เช่นเดิม

ดวงตาของหนานอวี้เป็นประกายทันที

“น่ารักมาก!”

นางยื่นนิ้วออกไปอย่างอดใจไม่ไหว

“ข้าอยากลองจิ้มแก้มนุ่มนิ่มนั่นจัง”

ไป๋หลิงเองก็จ้องเด็กทารกโดยไม่กะพริบตา

[อึก...น่ารักมาก]

[หากข้าบำเพ็ญคู่กับศิษย์น้อง ข้าก็จะสามารถหล่อเลี้ยงทารกดาราสวรรค์เช่นนี้ขึ้นมาได้...]

นางชะงักกับความคิดของตนเอง ก่อนใบหน้าจะเริ่มแดง

[เดี๋ยวก่อน ไม่ใช่สิ!]

[ข้าต้องเปลี่ยนเข้าสู่วิถีแห่งเส้นทางดาราให้สำเร็จก่อน ถึงจะเริ่มสร้างครรภ์และบำเพ็ญคู่ได้ต่างหาก]

ขณะที่ปลายนิ้วของหนานอวี้กำลังจะสัมผัสแก้มเด็กน้อย หลานชิงอวี้ก็รีบร้องห้าม

“อย่าแตะนะเจ้าคะศิษย์พี่สาม!”

มือของหนานอวี้หยุดค้างทันที

“ทำไม?”

“เมื่อกลางวันข้าเคยลองสัมผัสเขาแล้ว เด็กน้อยตื่นขึ้นมาและร้องไห้เสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งตำหนัก”

หลานชิงอวี้มีสีหน้าหวาดผวาเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น

“แม้แต่ม่านพลังของท่านอาจารย์ก็ป้องกันไม่ได้ เสียงร้องทะลุเข้ามาถึงจิตวิญญาณโดยตรง”

“ศิษย์พี่ยูบอกว่าทารกไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวเอง แต่กำลังดึงพลังจิตจากเจ้าของร่างออกมาใช้”

นางเหลือบมองยูรัน

“จิตใจของศิษย์พี่ยูแข็งแกร่งเกินไป แม้เจ้าตัวน้อยจะดึงออกมาได้เพียงบางส่วน เสียงร้องก็ยังน่ากลัวถึงเพียงนั้น”

หนานอวี้รีบชักมือกลับทันที

“...เช่นนั้นมองอยู่ห่าง ๆ ก็พอแล้ว”

ยูรันเห็นทุกคนมองทารกดาราสวรรค์อยู่พักใหญ่ จึงดีดนิ้วปิดภาพดาราจักรลง

“หากดูกันจนพอใจแล้วก็แยกย้ายได้”

เขาหันไปทางเฮยหลงกับเยว่หลิน

“พวกแกสองตัวเก็บโต๊ะและนำจานไปล้างให้เรียบร้อย จากนั้นก็ไปฝึกควบคุมพลังต่ออีกหน่อย อย่าปล่อยให้ตนเองหย่อนยาน”

“ขอรับนายท่าน”

“เจ้าค่ะนายท่าน”

จากนั้นยูรันจึงลุกขึ้น ก่อนหันไปหาไป๋หลิง

“ศิษย์พี่รอง พวกเราไปกันเถอะ”

เขากล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ

“ท่านยิ่งฝึกสำเร็จเร็วเท่าไรก็ยิ่งดี พอดีข้ายังมีบางอย่างอยากทดลองเพิ่มเติมด้วย”

“...”

ใบหน้าของไป๋หลิงขึ้นสีแดงเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับ

“อืม ไปกันเถอะ”

สายตาสามคู่มองตามแผ่นหลังของยูรันกับไป๋หลิงซึ่งกำลังเดินจากไป ภายในแววตาล้วนเต็มไปด้วยความอิจฉาอย่างปิดไม่มิด

หลิงเยวี่ยกระชับถ้วยชาในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย

[อึก...]

[ข้าจะอิจฉาลูกศิษย์ของตนเองไปทำไมกัน!!!]

หนานอวี้กลับเริ่มคำนวณเวลาอยู่ภายในใจอย่างจริงจัง

[หากศิษย์พี่รองฝึกสำเร็จเร็ว หมายความว่าช่วงดึกศิษย์น้องจะกลับไปนอนที่ห้องของตนเอง...]

[เช่นนั้นข้าต้องเตรียมตัวเอาไว้แล้ว]

ส่วนหลานชิงอวี้ได้แต่มองทั้งสองเดินลับสายตา ก่อนฟุบหน้าลงกับโต๊ะอย่างหงุดหงิด

[โธ่เอ๊ย!]

[รู้อย่างนี้ข้าไม่น่ามัวแต่รอเลย ข้าควรขอให้ศิษย์พี่ไปสอนที่ห้องของข้าก่อนแท้ ๆ!]

ไป๋หลิงเปิดประตูห้อง ก่อนหันกลับมาเรียกเขา

“เข้ามาสิ”

ยูรันเดินตามนางเข้าไปภายในห้อง

ทุกอย่างยังคงสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากเครื่องเรือนเดิมซึ่งมีติดห้องอยู่แล้ว แทบไม่มีของตกแต่งหรือสิ่งอื่นถูกเพิ่มเติมเข้ามาเลย

ไป๋หลิงปิดประตู ก่อนหันมามองเขา

“เจ้าไม่มีอะไรอยากถามสักหน่อยหรือ?”

ยูรันเอียงศีรษะ

“เช่นอะไร?”

“ห้องของข้ายังเหมือนเดิมทุกอย่าง ข้าไม่ได้ตกแต่งหรือเพิ่มสิ่งใดเลย”

ยูรันไม่ได้ตอบทันที เขาเดินไปนั่งลงที่โต๊ะ ก่อนหยิบชุดน้ำชาออกมาชงให้นางอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อรินชาเสร็จ เขาจึงวางถ้วยลงตรงที่นั่งฝั่งตรงข้าม

“ข้าไม่มีรสนิยมชอบวิจารณ์ความชอบของผู้อื่น”

“หากศิษย์พี่ชอบห้องแบบนี้ เพียงเท่านั้นก็จบแล้วมิใช่หรือ?”

เขาเงยหน้ามองนาง

“หรือว่าความจริงท่านไม่ชอบ?”

ไป๋หลิงเดินมานั่งลงข้างเขา ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ข้าชอบห้องนี้มาก”

นางวางถ้วยชาลง แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย

“แล้วก็ชอบเจ้ามากด้วย”

ยูรันนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนพยักหน้ารับ

“อืม”

“เช่นนั้นท่านก็คงรู้ใช่หรือไม่ว่า คนอื่นเองก็ชอบข้าเหมือนกัน?”

“อืม ข้ารู้”

ไป๋หลิงตอบอย่างไม่ลังเล

“ข้าสังเกตทุกคนมาสักพักหนึ่งแล้ว”

นางเหลือบมองเขา ก่อนถามด้วยรอยยิ้มบาง

“เหตุใดทุกคนจึงชอบเจ้านักนะ?”

“ท่านยังจะถามอีกหรือ?”

ยูรันมองนางอย่างรู้ทัน

“ท่านรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าคำตอบคืออะไร หากให้ข้าเป็นคนพูดเอง เดี๋ยวก็หาว่าข้าหลงตัวเองอีก”

ไป๋หลิงอมยิ้ม ก่อนขยับเข้ามานั่งใกล้กว่าเดิม แล้วเอนศีรษะพิงลงบนไหล่ของเขาอย่างแผ่วเบา

ไป๋หลิงหลับตาลงขณะพิงไหล่ของเขา ก่อนกล่าวเสียงเบา

“ขอบคุณนะ”

ยูรันเหลือบมองนางเล็กน้อย

“หากท่านกำลังขอบคุณข้าสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา ข้าคงต้องดักเอาไว้ก่อนว่าไม่เป็นไร”

“เรื่องเหล่านั้นไม่สำคัญสำหรับข้าหรอก”

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวต่ออย่างสบาย ๆ

“ตอนนี้มีเรื่องอื่นสำคัญกว่า”

ไป๋หลิงเงยหน้าขึ้นมองเขา

“เรื่องอะไร?”

“อ้าว ก็ต้องเป็นเรื่องฝึกก้าวพริบตาสิ ไม่เช่นนั้นข้าจะมาที่ห้องท่านทำไม?”

ยูรันหันไปมองนางด้วยสีหน้าประหลาดใจ ก่อนเอ่ยถามอย่างมีเลศนัย

“หรือท่านคิดว่าข้ามาเพื่อบำเพ็ญคู่กับท่านกันเล่า?”

ไป๋หลิงหน้าแดงก่ำ ก่อนรีบผละออกจากไหล่ของเขาแล้วลุกขึ้นยืน

“มะ...ไม่ใช่นะ! ฝึกก็ฝึกสิ แล้วข้าต้องทำอย่างไร?”

“เช่นนั้นก็แล้วไป”

ยูรันลุกขึ้นตาม ก่อนกล่าวอย่างจริงจัง

“ตอนนี้ท่านกำลังพยายามเลียนแบบข้าอยู่ นั่นแหละคือสิ่งที่ผิด”

“ท่านยังจำความรู้สึกตอนที่ข้าพาเดินได้หรือไม่?”

“จำได้”

ยูรันเดินเข้าไปยืนด้านหลัง ก่อนโอบเอวของนางเอาไว้

“ผ่อนคลายเสียก่อน”

ร่างของไป๋หลิงแข็งเกร็งขึ้นเล็กน้อย ทว่ายูรันยังคงอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงสงบ

“ท่านต้องทำให้ความรู้สึกในตอนนั้นกลายเป็นของตัวเอง ไม่ใช่พยายามเลียนแบบความรู้สึกนั้นเพื่อให้เหมือนข้า”

“ลองดูเถอะ พวกเราจะก้าวไปพร้อมกัน หากพร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย เดินวนรอบห้องนี่แหละ”

ไป๋หลิงพยักหน้า สูดหายใจเข้าลึกแล้วหลับตาลง นางพยายามปล่อยความคิดทั้งหมด ก่อนค่อย ๆ ยกเท้าขึ้นก้าวไปข้างหน้า พยายามให้ความรู้สึกเหมือนตอนนั้น

หนึ่งก้าว

พรึ่บ!

ร่างของทั้งสองเคลื่อนผ่านระยะทางเบื้องหน้าไปในพริบตา

ไป๋หลิงทำสำเร็จแล้วตั้งแต่ก้าวแรก ทว่านางกลับไม่รู้ตัว เพราะคิดว่ายูรันเป็นผู้พานางเคลื่อนไหวเหมือนครั้งก่อน

ทั้งสองเดินวนรอบห้องเช่นนั้นติดต่อกันหลายรอบ กระทั่งเข้าสู่รอบที่สี่ ยูรันจึงค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากเอวของนาง ก่อนใช้ทัศนะบูรณาทำให้นางยังคงรู้สึกว่าเขากำลังโอบเอวและก้าวเดินไปพร้อมกัน

ส่วนตัวเขากลับไปนั่งลงข้างโต๊ะ หยิบถั่วต้มขึ้นมากินพลางมองไป๋หลิงก้าววนรอบห้องราวกับกำลังเดินจงกรม

[ทำสำเร็จตั้งแต่ก้าวแรกแล้วยังไม่รู้ตัวอีก]

ยูรันค่อย ๆ คลายทัศนะบูรณาออกทีละน้อย ขณะเฝ้ามองนางด้วยความสนใจ

[มาดูกันว่าท่านจะรู้ตัวเมื่อใด]

ผ่านไปครู่ใหญ่ไป๋หลิงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ มันนานเกินไป ที่ยูรันจะไม่ได้พูดอะไรเลย แล้วก็สัมผัสไม่ได้ถึงตัวเขาจึงหยุดเดินแล้วลืมตาขึ้น เห็นยูรันนั่งกินถั่วต้มอยู่

ผ่านไปหลายอึดใจ ภายในห้องยังคงเงียบสนิท

ไป๋หลิงมองยูรันซึ่งกำลังนั่งกินถั่วต้มอย่างสบายใจ ก่อนก้มมองมือที่เคยโอบอยู่รอบเอวของตน

“เจ้าปล่อยมือจากข้าตั้งแต่เมื่อใด?”

“รอบที่สี่”

ยูรันตอบพลางโยนถั่วต้มเข้าปากอีกเม็ด

“หลังจากนั้นข้าก็ใช้ทัศนะบูรณา ทำให้ท่านคิดว่าข้ายังเดินอยู่ด้วย”

ไป๋หลิงชะงักเล็กน้อย

“แล้วสามรอบแรกเล่า?”

“ท่านเดินเองทั้งหมด”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ที่จริงท่านทำสำเร็จตั้งแต่ก้าวแรกแล้ว ข้าแค่โอบเอวท่านเอาไว้เฉย ๆ”

ใบหน้าของไป๋หลิงค่อย ๆ แดงขึ้น

“เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงไม่บอกข้า?”