ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 146 ข้าตายแน่
“อ๋อ ข้าเพียงอยากเล่นสนุกเท่านั้น”
ยูรันตอบหน้าตาเฉย ก่อนยื่นชามถั่วไปทางนาง พร้อมตบที่นั่งว่างข้างกายเบา ๆ
“ลองมาหยิบดูสิ”
ไป๋หลิงมองตำแหน่งข้างกายเขา ก่อนก้าวออกไปตามความรู้สึก
พรึ่บ!
ร่างของนางหายไปจากจุดเดิม แล้วปรากฏขึ้นนั่งข้างยูรันได้อย่างแม่นยำ
ไป๋หลิงก้มมองร่างกายของตนเอง ดวงตาปรากฏความยินดีอย่างปิดไม่มิด
“ข้าทำได้แล้ว”
“เหนื่อยหน่อยนะ”
“อืม”
นางตอบรับเบา ๆ ก่อนเอนศีรษะพิงไหล่ของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ
ยูรันหยิบถั่วต้มขึ้นมากินพลางกล่าว
“เยว่หลีตอนใช้ก้าวพริบตาครั้งแรกยังควบคุมได้ไม่มั่นคงเท่าท่านเลย นางพุ่งชนต้นไม้จนหัวปูดไปหมด”
ไป๋หลิงขมวดคิ้วทันที
“เหตุใดเจ้าถึงชอบพูดถึงนางอยู่เรื่อย?”
ยูรันเลิกคิ้ว ก่อนหันมามองนางด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย
“โอ้ หรือว่าท่านกำลังหึง?”
“อืม ข้าหึง”
ไป๋หลิงตอบรับโดยไม่คิดปฏิเสธแม้แต่น้อย
“ข้าบอกไปแล้วว่าชอบเจ้า แล้วการที่ข้าจะหึงเจ้ามีสิ่งใดแปลก?”
ยูรันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนรอยยิ้มบนใบหน้าจะกว้างขึ้น
“งั้นให้ข้ามอบรางวัลแก่ท่านดีไหม? ยังซะท่านก็ฝึกเสร็จแล้ว”
“รางวัลอะไร?”
ไป๋หลิงเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความสงสัย
ยูรันไม่ได้ตอบ เพียงโน้มใบหน้าเข้าไปประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของนางทันที
จุมพิตนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและแผ่วเบา ก่อนเขาจะผละออกเล็กน้อย
“รางวัลเช่นนี้ พอใช้ได้หรือไม่?”
ไป๋หลิงจ้องมองใบหน้าของเขาอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่กล่าวคำใด
จากนั้นนางก็ยื่นมือโอบแขนคล้องลำคอของยูรันแล้วดึงเขากลับเข้ามาหาตน
ริมฝีปากของทั้งสองประกบเข้าหากันอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่จุมพิตแผ่วเบาเหมือนครั้งแรก แต่กลับลึกซึ้งและดูดดื่มกว่าเดิม
นางจูบเขาอยู่นานกว่าจะยอมผละออก ลมหายใจถี่กระชั้นจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างเห็นได้ชัด
“แฮ่ก...เจ้าเป็นคนเริ่มก่อนนะ”
กล่าวจบ ไป๋หลิงก็เอื้อมมือไปปลดสาบเสื้อของเขา ทว่ายูรันกลับจับข้อมือของนางเอาไว้
“เดี๋ยวก่อน ท่านแน่ใจแล้วหรือ?”
“แน่ใจ”
“ข้าหมายถึงท่านยอมรับได้จริง ๆ หรือที่ข้าอาจมีภรรยาหลายคน”
ไป๋หลิงมองสบตาเขา ก่อนตอบอย่างไม่ลังเล
“ข้ายอมรับได้ ข้าไม่สนว่าเจ้าจะมีผู้ใดอีก ขอเพียงในใจของเจ้ายังคงมีที่สำหรับข้าก็พอ”
นางเว้นจังหวะ ก่อนเริ่มไล่รายชื่อทีละคน
“เจ้ามีคนชื่นชอบมากมายถึงเพียงนี้ ไหนจะลู่ชิงถาน หนานอวี้ ชิงอวี้...หึ แม้แต่อาจารย์เองก็ดูเหมือนจะไม่ต่างกัน”
“นอกจากนี้ยังมียัยเยว่หลีอะไรนั่นอีก”
ไป๋หลิงขยับเข้าไปใกล้จนใบหน้าของทั้งสองแทบชิดกัน
“สามีของข้าเก่งกาจถึงเพียงนี้ จะไม่มีสตรีมาชื่นชอบได้อย่างไร? ข้าย่อมเตรียมใจเอาไว้นานแล้ว”
ยูรันมองนางอย่างประหลาดใจ
“ศิษย์พี่รอง ท่านนี่ช่างเป็นคนแปลกเสียจริง”
“เลิกเรียกข้าว่าศิษย์พี่รองได้แล้ว!”
“แล้วจะให้ข้าเรียกว่าอะไร หลิงเอ๋อร์หรือ?”
ใบหน้าของไป๋หลิงแดงขึ้นเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า
“อืม...สามี”
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อย่าเสียใจภายหลังก็แล้วกัน”
“เลิกลีลาได้แล้ว!”
ไป๋หลิงผลักเขาลงบนโซฟา ก่อนกางม่านปิดกั้นเสียงทั่วทั้งห้อง
“เจ้าทำให้ข้ามีอารมณ์ถึงเพียงนี้ คืนนี้ก็รับผิดชอบเสียเถอะ”
กล่าวจบ นางก็ก้มลงจูบซอกคอของเขาอย่างดูดดื่ม มือเรียวปลดสาบเสื้อที่เหลือออก
ก่อนภาพทุกอย่างจะตัดผ่านไปยังเช้าวันใหม่
ไป๋หลิงค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นภายในอ้อมกอดของยูรัน
“อึก...”
ทันทีที่ขยับตัว ความเมื่อยล้าและปวดระบมทั่วร่างก็ถาโถมเข้ามา ความทรงจำจากเมื่อคืนพลันย้อนกลับมาในหัว ทั้งสถานที่และท่วงท่ามากมายซึ่งเขาเคี่ยวกรำนางโดยแทบไม่ปล่อยให้ได้พัก แม้นางจะสุขสมไปหลายครั้งแล้ว เขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุด
ใบหน้าของไป๋หลิงแดงก่ำขึ้นมาทันที นางรีบผลักแขนของเขาออก
“ตื่นได้แล้ว!”
ยูรันสะดุ้งตัวเด้งขึ้นมานั่ง ก่อนหันมองรอบห้องอย่างงุนงง
“หืม? เหตุใดจึงตื่นเช้านัก? ท่านน่าจะนอนพักต่ออีกหน่อย”
“เจ้าคนบ้า! เมื่อคืนเจ้าทำข้าระบมไปทั้งตัว เจ้ามันป่าเถื่อนที่สุด!”
ไป๋หลิงรีบลุกจากเตียงแล้วจัดการแต่งกาย ครั้นเดินผ่านหน้ากระจก นางก็ต้องหยุดฝีเท้าลงโดยไม่รู้ตัว
หญิงสาวภายในกระจกมีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ใบหน้าแจ่มใสและงดงามขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง มุมปากของนางก็อดยกขึ้นเล็กน้อยไม่ได้
ทว่าความสุขนั้นคงอยู่ได้เพียงไม่นาน
[เดี๋ยวก่อน...]
[ผิวพรรณดีขึ้น ใบหน้าเปล่งปลั่ง...]
[นี่ไม่เหมือนหนานอวี้ในวันนั้นหรอกหรือ?!]
ความรู้สึกไม่สบายใจก่อตัวขึ้นทันที ไป๋หลิงหันกลับไปมองยูรันอย่างรวดเร็ว
“สามี”
“หืม?”
นางสูดหายใจเข้าลึก ก่อนถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เจ้าเคยหลับนอนกับหนานอวี้แล้วใช่หรือไม่?”
“ใช่”
ยูรันตอบโดยแทบไม่ต้องคิด
“ท่านรู้ได้อย่างไร?”
เปรี้ยง!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจของไป๋หลิง
[เหตุใดต้องเป็นหนานอวี้?!]
[เหตุใดนางถึงได้ลงมือก่อนข้า?!]
ไป๋หลิงเซถอยหลังจนเกือบล้ม ยูรันเห็นท่าไม่ดีจึงรีบลุกเข้าไปประคองนางไว้
“ท่านเป็นอะไรหรือไม่?”
“ข้า...ข้า...”
“เอาเถอะ ข้าจะเล่าให้ฟังเอง”
ยูรันพานางกลับไปนั่ง ก่อนอธิบายตามตรง
“วันนั้นท่านคงมองออกแล้วว่าศิษย์พี่สามคิดอย่างไรกับข้า คืนนั้นนางมาหาข้าที่ห้อง แล้วเรื่องราวก็เป็นอย่างที่ท่านคิดนั่นแหละ”
“วันต่อมานางขอให้ข้าเก็บเรื่องนี้เป็นความลับไปก่อน ข้าไม่เห็นด้วยและแนะนำให้นางบอกทุกคนตามตรง แต่นางไม่ยอม”
ยูรันยักไหล่อย่างช่วยไม่ได้
“ข้าจึงบอกนางว่า หากไม่มีผู้ใดถาม ข้าจะไม่เป็นฝ่ายพูดออกไป แต่หากมีคนถาม ข้าจะตอบตามความจริง”
“ดูเหมือนท่านจะสังเกตได้จากผิวพรรณที่เปลี่ยนไปของนางสินะ”
ไป๋หลิงจ้องหน้าเขาเขม็ง
“หมายความว่าหากนางไม่ได้ขอร้องเจ้าเอาไว้ เจ้าก็คิดจะบอกข้าใช่หรือไม่?”
“ใช่สิ เรื่องแบบนี้ต้องพูดคุยกันให้ชัดเจน หากปล่อยให้รู้ภายหลังแล้วเกิดมีใครไม่ยอมรับไม่ได้ขึ้นมา จะไม่ฆ่ากันตายเลยรึไง?”
สีหน้าของไป๋หลิงผ่อนคลายลงเล็กน้อย ก่อนถามคำถามสำคัญที่สุด
“นางเป็นครั้งแรกของเจ้าใช่หรือไม่?”
“ใช่”
“ดี...ดี...ดี!”
ไป๋หลิงกล่าวคำว่าดีติดต่อกันหลายครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้างดงามขึ้นเรื่อย ๆ ทว่ากลับทำให้บรรยากาศภายในห้องเย็นเยียบลงอย่างน่าประหลาด
“ดีมาก หนานอวี้ เจ้าทำได้แสบนักนะ!”
นางหันไปกล่าวกับยูรันด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“สามี เรื่องนี้เจ้าห้ามเข้ามายุ่ง รอดูเถอะว่าข้าจะลงโทษศิษย์น้องตัวแสบคนนั้นอย่างไร!”
ยูรันถอนหายใจ
“แต่อย่าลงมือหนักเกินไปนัก”
“อืม”
ไป๋หลิงรับคำอย่างว่าง่าย ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับไม่ได้ทำให้ยูรันรู้สึกวางใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ทั้งสองจึงออกจากห้อง ไป๋หลิงขึ้นไปนั่งรอบนดาดฟ้าด้วยท่าทางสงบนิ่ง ขณะที่ยูรันไปเรียกเฮยหลงกับเยว่หลินมาช่วยเตรียมอาหารเช้าตามปกติ.
ไม่นานนัก ทุกคนก็มารวมตัวกันบนดาดฟ้าเพื่อรับประทานอาหารเช้าตามปกติ
ทันทีที่หนานอวี้เดินมาถึงโต๊ะ ฝีเท้าของนางก็พลันชะงักค้าง
สายตาของนางหยุดอยู่บนใบหน้าของไป๋หลิง ผิวพรรณของศิษย์พี่รองดูเปล่งปลั่งกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด แม้ท่าทางยังคงสงบนิ่งเช่นเดิม แต่กลับดูงดงามขึ้นอย่างไม่อาจปิดบัง
[บัดซบ!]
[ศิษย์พี่รองนอนกับศิษย์น้องแล้ว!]
ความจริงข้อนี้หมายความว่าไป๋หลิงย่อมมองออกแล้วเช่นกันว่าเหตุใดเมื่อสามวันก่อน ผิวพรรณของนางถึงได้เปลี่ยนไป
[รู้เรื่องแล้วแน่ ๆ!]
[เพิ่งผ่านไปสามวัน ข้าก็ถูกจับได้แล้วหรือ?!]
[ไม่คิดเลยว่าศิษย์พี่รองจะจู่โจมศิษย์น้องรวดเร็วถึงเพียงนี้!]
เหงื่อเย็นเริ่มผุดซึมทั่วแผ่นหลังของหนานอวี้ แต่นางยังคงทำใจดีสู้เสือ เดินเข้าไปนั่งประจำที่ด้วยท่าทางราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“ศิษย์พี่รอง เช้านี้ท่านดูสดชื่นดีนะ”
“อืม”
ไป๋หลิงตอบรับสั้น ๆ ก่อนตักอาหารใส่ชามของหนานอวี้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“กินให้มากหน่อย หลังอาหารพวกเรามีเรื่องต้องคุยกัน”
มือของหนานอวี้ซึ่งกำลังจับตะเกียบสั่นเล็กน้อย
“ระ...เรื่องอะไรหรือ?”
“เรื่องที่เจ้าปิดบังข้ามาตลอดสามวัน”
เคร้ง!
ตะเกียบในมือของหนานอวี้หล่นกระทบโต๊ะทันที
หลานชิงอวี้หันมองทั้งสองอย่างสงสัย ขณะที่หลิงเยวี่ยเองก็หยุดดื่มชาเล็กน้อย
“ศิษย์พี่รองพูดเรื่องอะไร? ข้าไม่เข้าใจเลยสักนิด”
หนานอวี้ฝืนยิ้ม ทั้งที่ใบหน้าเริ่มซีดลงเรื่อย ๆ
“ไม่ต้องรีบร้อน”
ไป๋หลิงตักอาหารเพิ่มให้นางอีกหลายชิ้น
“กินให้อิ่มเสียก่อน ประเดี๋ยวเจ้าต้องใช้แรงอีกมาก”
หนานอวี้กลืนน้ำลาย ก่อนเหลือบมองยูรันเพื่อขอความช่วยเหลือ
ยูรันกลับก้มหน้าก้มตากินอาหารอย่างสงบ ราวกับมองไม่เห็นสายตาของนางแม้แต่น้อย
ไป๋หลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“จริงสิ ก้าวพริบตาของเจ้าฝึกไปถึงไหนแล้ว?”
“ยะ...ยังไม่สำเร็จ”
“เช่นนั้นก็รีบฝึกให้สำเร็จก่อนกินเสร็จเสียเถอะ”
ไป๋หลิงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา
“เพราะหลังจากนี้ เจ้าคงจำเป็นต้องใช้มันหลบหนีอยู่ไม่น้อย”
หนานอวี้นิ่งค้าง ตะเกียบในมือสั่นหนักยิ่งกว่าเดิม
[ข้าตายแน่!]