คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 147 ก็เพราะข้ากลัวถูกท่านเชือดอย่างไรเล่า7,784 ตัวอักษร

ตอนที่ 147 ก็เพราะข้ากลัวถูกท่านเชือดอย่างไรเล่า

หลิงเยวี่ยซึ่งนั่งฟังอยู่พลันเลิกคิ้วขึ้น

“เจ้าพูดราวกับว่าตนเองฝึกสำเร็จแล้ว”

“เสร็จแล้วเจ้าค่ะ”

ไป๋หลิงตอบอย่างสงบ ก่อนเหลือบมองยูรันด้วยรอยยิ้มบาง

“สามีของข้าเพียงชี้แนะประโยคเดียว ข้าก็สามารถใช้ก้าวพริบตาได้ทันที”

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

คำว่า ‘สามีของข้า’ ราวกับคมดาบห้าเล่ม ซึ่งแทงทะลุหัวใจของหลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ หนานอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินพร้อมกัน

หลิงเยวี่ยชะงักมือซึ่งกำลังยกถ้วยชา

[สามีของข้า?!]

หลานชิงอวี้อ้าปากค้าง

[เพิ่งผ่านไปคืนเดียวก็เรียกสามีแล้วหรือ?!]

หนานอวี้เหงื่อเย็นไหลหนักยิ่งกว่าเดิม

[ศิษย์พี่รองจงใจประกาศต่อหน้าข้าแน่ ๆ!]

แม้แต่ยูรันเองก็หยุดเคี้ยวถั่วไปชั่วขณะ ก่อนเหลือบมองไป๋หลิงอย่างประหลาดใจ

ทว่านางยังกล่าวต่อด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“แถมสามีของข้ายังบอกอีกว่า ข้าควบคุมได้อย่างมั่นคงตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย”

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

คมดาบระลอกที่สองแทงซ้ำลงไปยังบาดแผลเดิมอย่างแม่นยำ

หลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ หนานอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินต่างนิ่งค้าง สีหน้าค่อย ๆ มืดมนลงพร้อมกัน

คราวนี้พวกเขาไม่รู้แล้วว่าควรตกใจกับคำว่า ‘สามีของข้า’ หรือเจ็บใจกับการที่ไป๋หลิงฝึกสำเร็จในครั้งเดียวก่อนกัน

มือซึ่งจับตะเกียบของหนานอวี้สั่นระริก เหงื่อเย็นผุดซึมออกมาไม่หยุด

[ข้าควรทำอย่างไรดี?!]

นางเหลือบมองยูรันด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ ทว่าเขากลับก้มหน้ากินอาหารอย่างสงบ ไม่มีทีท่าว่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยแม้แต่น้อย

[ศิษย์น้องเจ้าคนใจร้าย!]

[ข้ากำลังจะถูกเชือดอยู่ตรงนี้ เหตุใดเจ้าถึงยังนั่งกินอย่างสบายใจได้อีก?!]

ไป๋หลิงพลันหันมาทางหนานอวี้ด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“ศิษย์น้องสาม เหตุใดมือของเจ้าจึงสั่นเช่นนั้น?”

หนานอวี้สะดุ้งเฮือก ก่อนรีบกำตะเกียบให้แน่น

“มะ...ไม่มีอะไร! ข้าเพียงหิวมากเกินไปเท่านั้น!”

“เช่นนั้นก็กินให้มากหน่อย”

ไป๋หลิงตักอาหารใส่ชามของนางเพิ่มอีกชิ้น

“เพราะหลังกินเสร็จ พวกเรายังต้องพูดคุยกันอีกนาน”

“...”

[ข้าคงไม่รอดแล้วจริง ๆ]

ยูรันเหลือบมองหนานอวี้ซึ่งกำลังส่งสายตาขอความช่วยเหลือมาให้ไม่หยุด

[วิธีช่วยก็พอมีอยู่หรอก แต่ว่าค่อนข้างลำบากไปสักหน่อย]

[เอาเถอะ ช่วยนางสักครั้งก็แล้วกัน]

เขาวางตะเกียบลง ก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างกะทันหัน

“พูดถึงเรื่องวิถี เมื่อคืนข้าได้ลองทำบางอย่างไปเล็กน้อย และพบผลลัพธ์ที่น่าสนใจอยู่บ้าง”

ยูรันหันไปหาไป๋หลิง

“หลิงเอ๋อร์ ข้าขอใช้ศิษย์พี่สามได้หรือไม่?”

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

เพียงคำว่า ‘หลิงเอ๋อร์’ หลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ หนานอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินก็ถูกคมดาบที่มองไม่เห็นแทงเข้ากลางใจอีกครั้ง

หลิงเยวี่ยกระชับถ้วยชาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว

[แม้แต่คำเรียกก็เปลี่ยนไปแล้วหรือ?!]

หลานชิงอวี้กัดตะเกียบด้วยความอิจฉา

[เมื่อคืนเพิ่งเรียกศิษย์พี่รองอยู่แท้ ๆ เช้าวันนี้กลายเป็นหลิงเอ๋อร์แล้ว!]

ส่วนหนานอวี้ถึงกับลืมความหวาดกลัวไปชั่วขณะ

[แล้วข้าเล่า?! เหตุใดยังเรียกข้าว่าศิษย์พี่สามอยู่?!]

เฮยหลงกับเยว่หลินก้มหน้าลงพร้อมกัน

[ความสัมพันธ์ของนายท่านพัฒนาเร็วเกินไปแล้ว พวกเราตามไม่ทันจริง ๆ]

ไป๋หลิงกลับเผยรอยยิ้มพึงพอใจ ก่อนหรี่ตามองยูรัน

“เจ้าคิดจะใช้นางทำอะไร?”

ยูรันหันไปมองทุกคนรอบโต๊ะ ก่อนถามขึ้นอย่างกะทันหัน

“พวกท่านอยากเปลี่ยนวิถีกันหรือไม่เล่า?”

“อยาก!”

ทั้งห้าคนตอบออกมาพร้อมกันโดยไม่ต้องคิด กระทั่งเสียงประสานกันอย่างน่าประหลาด

ยูรันพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนหันกลับไปหาไป๋หลิง

“หลิงเอ๋อร์ เจ้าก็มาดูด้วยกันสิ”

เขาส่งสายตาให้นางอย่างมีความหมาย

ไป๋หลิงมองสบตาเขาอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจทันทีว่า สามีของตนกำลังพยายามช่วยยืดเวลาประหารให้หนานอวี้

“ได้”

นางตอบรับอย่างว่าง่าย ก่อนเหลือบไปมองหนานอวี้ด้วยรอยยิ้มบาง

“ข้าเองก็อยากเห็นว่าเจ้าจะใช้นางทำอะไร”

หนานอวี้ซึ่งเพิ่งคิดว่าตนเองรอดพ้นจากอันตรายพลันแข็งค้าง

[เดี๋ยวก่อน!]

[เหตุใดศิษย์พี่รองจึงต้องตามไปด้วย?!]

[ศิษย์น้อง นี่เรียกว่าช่วยข้าตรงไหนกัน?!]

เสียงกรีดร้องดังสนั่นอยู่ภายในใจของนาง

[อ๊ากกกก! ข้ายังไม่รอดเลยสักนิด!]

ยูรันพยักหน้าตัดสินใจ

“ตกลง เอาตามนี้ หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว พวกท่านไปรอข้าที่ชั้นสองก่อนสักห้องหนึ่ง”

จากนั้นเขาจึงหันไปหาเฮยหลงกับเยว่หลิน

“ส่วนพวกแกสองตัวก็ทำหน้าที่เหมือนเดิม เก็บโต๊ะ ล้างจาน แล้วกลับไปทำงาน”

เฮยหลงกับเยว่หลินหงอยลงทันที

“แล้วพวกข้าไม่ได้ไปดูด้วยหรือขอรับ?”

“แล้วพวกแกจะตามไปดูทำไมมิทราบ?”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“รอให้ได้ผลลัพธ์ก่อน เดี๋ยวก็รู้เองนั่นแหละ”

เขาลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนโบกมือให้ทุกคน

“เช่นนั้นข้าไปก่อน”

กล่าวจบ ร่างของยูรันก็หายวับไปจากดาดฟ้า

เขาปรากฏตัวอีกครั้งบริเวณบ่อเพาะเลี้ยงด้านหลังยอดเขา หลังจากตรวจสอบสัตว์น้ำซึ่งถูกคัดแยกเอาไว้ในแต่ละบ่อเรียบร้อยแล้ว ยูรันก็เริ่มจัดวางตำแหน่งของสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในคราวเดียว

พื้นดินบริเวณกว้างถูกปรับให้เรียบ เส้นทางเดิน ระบบส่งน้ำ และขอบเขตของอาคารแต่ละแห่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว

รายการโครงสร้างที่จัดวางตำแหน่งแล้ว

  • [ ] ฟาร์มสัตว์บกและสัตว์ปีก
  • [ ] สวนสมุนไพรวิญญาณ
  • [ ] โรงหมักสุรา
  • [ ] โรงหลอมยา
  • [ ] โรงตีเหล็ก
  • [ ] โรงทอผ้า
  • [ ] คลังสินค้า
  • [ ] ห้องทำงานส่วนบุคคลสำหรับจัดการเอกสาร
  • [ ] บ่อน้ำพุร้อน
  • [ ] โรงฝึกส่วนตัว

ส่วนสวนผลไม้วิญญาณซึ่งสร้างเสร็จแล้ว ยูรันเพียงตรวจสอบระบบส่งน้ำและพื้นที่ซึ่งเว้นไว้สำหรับขยายสวนในอนาคต ก่อนเชื่อมเส้นทางเข้ากับโครงสร้างส่วนอื่น

ขณะเดียวกัน หนานอวี้มองไป๋หลิงซึ่งกำลังส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ ก่อนยอมรับชะตากรรมของตนอย่างสิ้นหวัง

[เอาเถอะ จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็คงหนีไม่พ้นแล้ว]

นางลุกขึ้นเดินตามไป๋หลิงลงไปรอที่ชั้นสองแต่โดยดี

ส่วนหลิงเยวี่ยกับหลานชิงอวี้ ทั้งสองยังคงฝึกก้าวพริบตาต่อบนดาดฟ้าด้วยสีหน้าหดหู่

[เหตุใดไป๋หลิงถึงทำสำเร็จในก้าวเดียว...]

คำถามเดียวกันวนเวียนอยู่ภายในใจของทั้งคู่ไม่ยอมหายไปไหน

สามสิบนาทีต่อมา ยูรันกลับมายังห้องโถงบนชั้นสองของตำหนักมรกต

ทันทีที่เปิดประตูเข้ามา เขาก็พบไป๋หลิงกับหนานอวี้นั่งรอกันอยู่ก่อนแล้ว

หนานอวี้นั่งตัวแข็งอยู่บนโซฟา เหงื่อเย็นไหลออกมาราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้อันดุเดือด ส่วนฝั่งตรงข้ามคือไป๋หลิงซึ่งกำลังจ้องนางอย่างสงบนิ่งโดยไม่กล่าวสิ่งใด

ยูรันมองบรรยากาศอันน่าอึดอัดภายในห้อง ก่อนหันไปถาม

“หลิงเอ๋อร์ เจ้าคุยกับศิษย์พี่สามแล้วหรือยัง?”

“ยัง ข้ารอเจ้ากลับมาก่อน”

ไป๋หลิงตอบเรียบ ๆ

หนานอวี้ได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตัวสั่นหนักกว่าเดิม

ยูรันเดินเข้ามากลางห้อง

“เช่นนั้นก็เริ่มได้เลย”

เขาโบกมือกางม่านปิดกั้นเสียงครอบคลุมทั่วทั้งห้อง ก่อนหันกลับไปลงกลอนประตูอย่างแน่นหนา

กึก!

หนานอวี้สะดุ้งเฮือก

“เดี๋ยวก่อน!”

นางลุกพรวดขึ้นจากโซฟา

“เจ้ากางม่านปิดกั้นเสียงแล้วยังล็อกประตูอีกทำไม?!”

“เรื่องนี้ท่านต้องการเก็บเป็นความลับไม่ใช่หรือ?”

ยูรันหันกลับมาตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“หากไม่กางม่าน แล้วเสียงกรีดร้องของท่านดังไปถึงชั้นบนจะทำอย่างไร?”

ใบหน้าของหนานอวี้ซีดเผือดทันที

“เสียงกรีดร้องอะไร?!”

“ข้าก็ไม่รู้”

ยูรันเหลือบมองไป๋หลิง

“ต้องถามหลิงเอ๋อร์เอาเอง”

ไป๋หลิงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ก่อนหายวับ แล้วมาปรากฏตัวข้างกายหนานอวี้ในทันที

นางวางมือลงบนไหล่ของศิษย์น้องอย่างแผ่วเบา

“หนานอวี้ ตอนนี้พวกเรามาคุยเรื่องที่เจ้าปิดบังข้าเอาไว้ตลอดสามวันกันเถอะ”

หนานอวี้หันไปมองประตูซึ่งถูกล็อก ตามด้วยม่านปิดกั้นเสียงที่ครอบคลุมทั่วทั้งห้อง

[ศิษย์น้องไม่ได้ช่วยข้า...]

[เขาเพียงเตรียมห้องลงโทษให้ศิษย์พี่รองต่างหาก!]

ไป๋หลิงมองหนานอวี้นิ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“หนานอวี้ เหตุใดเจ้าถึงทำเช่นนั้น?”

“ข้าไม่ได้คิดจะห้ามหรือหวงเขาเอาไว้เพียงผู้เดียวเสียหน่อย เจ้าก็รู้อยู่แล้วว่าเขากำลังจะแต่งงานกับข้า แต่ในวันนั้นเจ้ากลับฉวยโอกาสตัดหน้าข้าไปก่อน”

นางยิ่งพูด น้ำเสียงก็ยิ่งแฝงความน้อยใจ

“หากเป็นชิงถาน ข้ายังพอเข้าใจได้ อย่างไรเสียมารดาของนางก็พูดเรื่องแต่งงานออกมาตรง ๆ”

“แต่คนที่ลงมือก่อนกลับเป็นเจ้า!”

ไป๋หลิงยกมือกุมหน้าผาก

“บอกข้ามาสิ ว่าข้าควรจัดการกับเจ้าอย่างไรดี?”

“อะ...เอ่อ คือว่าข้า...ข้า...”

หนานอวี้พูดติดอ่างอยู่นาน ก่อนตัดสินใจหลับตาแล้วสารภาพออกมารวดเดียว

“ข้ากลัวว่าหากไม่รีบลงมือ ข้าจะไม่มีโอกาสแล้ว!”

ไป๋หลิงชะงักเล็กน้อย

“วันนั้นข้าได้ยินท่านแม่ทั้งสองพูดเรื่องแต่งงาน ไหนจะเจ้า ไหนจะชิงถาน แล้วอาจมีคนอื่นเพิ่มขึ้นอีก ข้าจึงคิดว่าตนเองต้องทำอะไรสักอย่าง”

หนานอวี้ก้มหน้าลง ใบหน้าแดงก่ำจนถึงใบหู

“เดิมทีข้าคิดเพียงว่าจะไปบอกความรู้สึกกับเขาเท่านั้น แต่สุดท้ายเรื่องมันก็...เลยเถิดไปหน่อย”

“เลยเถิดไปหน่อย?”

ไป๋หลิงทวนคำช้า ๆ

“เจ้าขโมยครั้งแรกของสามีข้าไป แล้วยังเรียกว่าเลยเถิดไปหน่อยอีกหรือ?”

“ข้าขอโทษ!”

หนานอวี้รีบประสานมือขออภัย

“ข้ารู้ว่าตนเองทำไม่ถูก แต่ตอนนั้นข้าห้ามใจไม่ได้จริง ๆ!”

ไป๋หลิงหรี่ตามองนาง

“แล้วเหตุใดหลังจากนั้นถึงไม่ยอมบอกข้า?”

“ก็เพราะข้ากลัวถูกท่านเชือดอย่างไรเล่า!”

“แล้วตอนนี้ไม่กลัวแล้วหรือ?”

หนานอวี้เหลือบมองมือของไป๋หลิงซึ่งยังวางอยู่บนไหล่ตน ก่อนตอบเสียงสั่น

“ตอนนี้ยิ่งกลัวกว่าเดิมอีก...”