คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 1507,040 ตัวอักษร

ตอนที่ 150

ทันทีที่เห็นคนทั้งสี่ยืนเรียงกันอยู่หน้าประตู ยูรันก็สะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว

“แม่งเอ๊ย! ตกใจหมด ข้าเกือบหัวใจวาย!”

เขายกมือกุมหน้าอก ก่อนมองทั้งสี่อย่างไม่สบอารมณ์

“พวกท่านมายืนทำอะไรกันอยู่ตรงนี้? กินอาหารกลางวันกันแล้วหรือยัง หรือกำลังรอข้าอยู่?”

ยูรันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหันขวับไปหาเฮยหลงกับเยว่หลิน

“ไม่สิ พวกแกสองงูไม่ได้ทำอาหารเอาไว้หรืออย่างไร?”

เฮยหลงรีบประสานมือรายงาน

“ทำแล้วขอรับ แต่สุดท้ายพวกเรานำไปทำปุ๋ยหมดแล้ว”

“อ้อ”

ยูรันพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย ราวกับไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย

เฮยหลงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ

“แต่ว่านายท่านขอรับ พวกเรารออยู่นานมากแล้วก็ยังไม่เห็นท่านออกมา”

“เมื่อครู่ตัวอาคารเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พวกเราจึงช่วยกันค้นหาต้นเหตุ ก่อนพบว่าแรงสั่นสะเทือนมาจากห้องนี้”

เขาเหลือบมองเข้าไปภายในห้องซึ่งเพิ่งได้รับการซ่อมแซมจนไม่เหลือร่องรอยใด ๆ

“พวกเราคิดว่านายท่านน่าจะอยู่ข้างใน จึงพากันมายืนรออยู่ตรงนี้ขอรับ”

ยูรันโบกมือให้ทุกคนหลีกทาง

“ขึ้นไปบนดาดฟ้าก่อน เดี๋ยวข้าจะอธิบายทุกอย่างพร้อมกันทีเดียว”

ทุกคนจึงกลับขึ้นไปยังดาดฟ้าและนั่งประจำที่ เมื่อเห็นว่าพร้อมแล้ว ยูรันก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้น

เขาอธิบายเรื่องการจำลองสุริยุปราคาโดยใช้ระบบดาวภายในดาราจักรของตนเองเป็นต้นแบบ รวมถึงการที่ทารกดาราสวรรค์ช่วยค้นหาระบบดาวซึ่งสามารถนำมาใช้สร้างปรากฏการณ์ดังกล่าวได้

หลังจากนั้น เขาจึงให้ไป๋หลิงกับหนานอวี้สร้างพื้นที่ว่างเปล่าขึ้นภายในหัวใจ ใช้จินตภาพจากสุริยุปราคารวบรวมพลัง ก่อนก่อให้เกิดการระเบิดขนาดเล็กจำนวนมาก แล้วกลั่นพลังปราณออกมาเป็นฝุ่นและกลุ่มควันสำหรับสร้างดาราจักร

ตบะเดิมของทั้งสองถูกดาราจักรกลืนกินและแลกเปลี่ยนเป็นพลังรูปแบบใหม่โดยไม่สูญเสียระดับพลัง กระทั่งพวกนางก้าวเข้าสู่ขอบเขตก่อแกนเอกภพได้สำเร็จ

ทว่าวิธีนี้ยังมีข้อบกพร่องสำคัญ

เนื่องจากดาราจักรไม่ได้ถือกำเนิดจากบิ๊กแบงที่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้น พื้นที่ภายในจึงมีขนาดเล็กเกินกว่าจะรองรับตบะเดิมทั้งหมด เมื่อพลังงานเพิ่มขึ้นจนเกินขีดจำกัด ดาราจักรทั้งสองจึงเกือบระเบิดและพังทลาย

ยูรันต้องใช้พลังจิตควบคุมดาราจักรทั้งสองพร้อมกัน ก่อนช่วยสร้างการระเบิดครั้งใหญ่เพื่อบังคับขยายพื้นที่ภายใน นั่นคือสาเหตุที่ตัวอาคารสั่นสะเทือนและเขาได้รับบาดเจ็บจนเลือดอาบไปทั้งร่าง

“อืม เรื่องทั้งหมดก็มีประมาณนี้”

ยูรันสรุปด้วยท่าทางสบาย ๆ

“วิธีนี้เสี่ยงอย่างมาก ยิ่งระดับพลังเยอะก็ยิ่งเป็นปัญหา ถ้าหากควบคุมไม่ดีอาจจะตายตั้งแต่เริ่ม”

เมื่ออธิบายจบ ยูรันจึงหันไปหาหญิงสาวทั้งสอง

“หลิงเอ๋อร์ ศิษย์พี่สาม แสดงให้ทุกคนดูหน่อยสิ”

ไป๋หลิงกับหนานอวี้พยักหน้า ก่อนหลับตาลงและสัมผัสถึงพลังภายในหัวใจ

ครู่ต่อมา ภาพดาราจักรสองแห่งก็ปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือของพวกนาง

ภายในเต็มไปด้วยฝุ่นควัน ละอองดาว และกลุ่มพลังงานจำนวนมหาศาลซึ่งกำลังหมุนวนรอบแกนกลางอย่างต่อเนื่อง แม้ขนาดจะยังไม่อาจเทียบกับดาราจักรต้นกำเนิดของยูรัน แต่ก็ใหญ่โตและมั่นคงเกินกว่าจะมองเห็นจุดสิ้นสุดได้โดยง่าย

กลิ่นอายซึ่งแผ่ออกมาจากทั้งสองแตกต่างจากพลังปราณเดิมโดยสิ้นเชิง

พวกนางเปลี่ยนวิถีสำเร็จแล้วอย่างแท้จริง

หลานชิงอวี้มองดาราจักรของไป๋หลิงกับหนานอวี้ด้วยดวงตาเป็นประกาย ก่อนนึกถึงระดับพลังของคนที่เหลือขึ้นมาได้

“ตบะของท่านอาจารย์ เฮยหลง และเยว่หลินสูงมากอยู่แล้ว หากวิธีนี้ยิ่งอันตรายตามระดับตบะ เช่นนั้นตอนนี้พวกเขาก็ยังใช้ไม่ได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

นางชี้เข้าหาตัวเอง

“แต่ข้ายังไม่เข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานเลยด้วยซ้ำ”

ยูรันชะงัก ก่อนหันมามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

“จริงด้วย”

เขาตบมือราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้

“เช่นนั้นจะรออะไรอยู่เล่า เปลี่ยนวิถีเสียตอนนี้เลยไหม?”

หลานชิงอวี้ตาเบิกกว้าง

“ตอนนี้เลยหรือเจ้าคะ?”

“อืม ระดับพลังของเจ้ายังต่ำ ดาราจักรไม่จำเป็นต้องรองรับตบะมากมายเหมือนพวกนาง ความเสี่ยงจากการขยายตัวจึงต่ำกว่ามาก”

ยูรันชี้ไปยังดาราจักรของหญิงสาวทั้งสอง

“ตอนนี้หลิงเอ๋อร์กับศิษย์พี่สามอยู่ขอบเขตก่อแกนเอกภพขั้นกลางทั้งคู่ ตามระดับพลังแล้วเทียบเท่ากับแก่นทองคำขั้นกลาง แต่พลังที่สามารถสำแดงออกมาได้จริงกลับเทียบเท่าผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณทารกขั้นกลาง”

“หากภายหลังได้รับกายาพิเศษหรือมีความสามารถต่อสู้ข้ามขอบเขต พลังย่อมเพิ่มสูงขึ้นไปอีก”

ยูรันพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

“ของดีถึงเพียงนี้วางอยู่ตรงหน้าแล้ว ไม่รีบเปลี่ยนจะรออะไรอีก?”

หลานชิงอวี้ดีใจจนแทบควบคุมตัวเองไม่อยู่ ดวงตาเป็นประกายและรอยยิ้มกว้างจนแทบถึงใบหู

“เปลี่ยนเจ้าค่ะ! ข้าจะเปลี่ยนเดี๋ยวนี้เลย!”

นางกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น

“ข้าดีใจจนแทบบ้าแล้ว!”

ตรงกันข้ามกับหลานชิงอวี้ หลิงเยวี่ยกลับนั่งห่อเหี่ยวอยู่ด้านข้างอย่างเห็นได้ชัด

[นี่มันอะไรกัน...]

[เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง ทั้งที่ข้าเป็นอาจารย์ของพวกเขาแท้ ๆ]

นางเหลือบมองไป๋หลิงกับหนานอวี้ซึ่งเปลี่ยนวิถีสำเร็จแล้ว ก่อนมองหลานชิงอวี้ซึ่งกำลังจะได้เปลี่ยนเป็นคนต่อไป

จากนั้นจึงนึกถึงตนเองที่ยังใช้ก้าวพริบตาไม่ได้แม้แต่ครั้งเดียว

[แม้แต่ก้าวพริบตา ข้ายังฝึกไม่สำเร็จเลย...]

กลิ่นอายหดหู่รอบกายหลิงเยวี่ยยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนเฮยหลงกับเยว่หลินก็ไม่ได้มีสภาพแตกต่างกันมากนัก ทั้งสองก้มหน้าลงพร้อมกัน

[พวกเราอยู่ถึงขอบเขตหลอมสุญญตาแท้ ๆ แต่กลับใช้วิธีเปลี่ยนวิถีไม่ได้]

[ก้าวพริบตาก็ยังฝึกไม่สำเร็จ...]

[เหตุใดระดับพลังสูงกลับกลายเป็นภาระไปเสียแล้ว?]

ยูรันเห็นหลานชิงอวี้ตื่นเต้นจนแทบจะเริ่มทดลองเสียเดี๋ยวนั้น จึงรีบยกมือห้าม

“ชิงอวี้ เอาไว้พรุ่งนี้ก็แล้วกัน”

รอยยิ้มบนใบหน้าของหลานชิงอวี้แข็งค้างทันที

“เอ๊ะ?”

“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะใช้เวลาแลกเปลี่ยนตบะนานเพียงใด สองคนนี้ล่อตั้งแต่เช้าจนถึงเกือบบ่ายสาม ข้าเหนื่อยแล้ว”

ไป๋หลิงเหลือบมองเขาด้วยหางตา

[เป็นเจ้าเองไม่ใช่หรือที่ชวนพวกเราบำเพ็ญคู่กันสามคนตั้งแต่แรก!]

[แถมยังจุดไฟพวกเราจนหยุดไม่ได้อีก เจ้าคนบ้านี่!]

ส่วนหนานอวี้มองยูรันด้วยสีหน้าซับซ้อน

[เอ่อ...ข้าว่าสาเหตุที่ศิษย์น้องเหนื่อย ไม่น่าจะมาจากการเปลี่ยนวิถีเพียงอย่างเดียวนะ]

หลานชิงอวี้รีบเข้าไปประท้วง

“อะ...อ้าว ไม่ได้นะเจ้าคะ! จะเลื่อนไปเป็นพรุ่งนี้ได้อย่างไร?”

“ไม่ได้ก็คือไม่ได้”

ยูรันปฏิเสธอย่างไม่เปิดช่องให้ต่อรอง

“วันนี้เจ้าไปฝึกก้าวพริบตาให้สำเร็จก่อน ศิษย์พี่สามเองก็ยังฝึกไม่เสร็จเหมือนกัน”

หนานอวี้ซึ่งถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยสะดุ้งเล็กน้อย

ยูรันกวาดตามองทุกคน

“หืม...หืม?”

จากนั้นสายตาของเขาก็หยุดอยู่บนไป๋หลิง

“ส่วนหลิงเอ๋อร์ฝึกก้าวพริบตาสำเร็จแล้ว ต่อไปก็เป็นเหยียบเวหา เจ้าลองฝึกดูเองก่อนนะ”

“อืม”

ไป๋หลิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

หลานชิงอวี้กลับลากเสียงประท้วงยาวเหยียด

“โธ่~~~~ ไม่ยุติธรรมเลยเจ้าค่ะ!”

หลิงเยวี่ยยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่งเอาไว้ ทว่าภายในใจกลับแอบยิ้มด้วยความสะใจ

[สมน้ำหน้า]

[คิดจะเปลี่ยนวิถีแล้วทอดทิ้งข้าเอาไว้คนเดียว ก็ต้องเจอเช่นนี้แหละ]

ยูรันยกมือกุมหน้าผาก ก่อนถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า

“เช่นนั้นข้าไปทำอาหารเย็นล่วงหน้าเลยก็แล้วกัน หลังจากกินเสร็จ ข้าจะหนีไปนอนแล้ว”

กล่าวจบ เขาก็หายวับไปจากดาดฟ้าทันที

ยูรันรีบจัดเตรียมอาหารด้วยความรวดเร็ว เมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยจึงยกขึ้นมาวางบนโต๊ะ กินอาหารในส่วนของตนเองจนอิ่ม แล้วหายตัวกลับห้องไปโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดเรียกใช้งานอีก

กระทั่งช่วงค่ำ ไป๋หลิงซึ่งลองฝึกเหยียบเวหาด้วยวิธีเดียวกับก้าวพริบตาอยู่พักหนึ่งก็ตัดสินใจเดินมายังห้องของยูรัน

นางเคาะประตูเบา ๆ

ก๊อก ๆ

“สามี”

ไม่นาน ประตูก็เปิดออก

ยูรันยืนอยู่ด้านในด้วยสภาพงัวเงีย ผ้าปิดตาไม่ได้สวมเอาไว้ ดวงตาหรี่ลงจนแทบลืมไม่ขึ้น แม้ว่าปกติเขาจะมองไม่เห็นอยู่แล้วก็ตาม

“ใคร?”

“ข้าเอง”

“อ้อ หลิงเอ๋อร์...”

ยูรันหาวเบา ๆ

“มีอะไรรึเปล่า?”

“คืนนี้ข้านอนกับเจ้าได้หรือไม่?”

“ได้สิ เข้ามาเถอะ”

เมื่อไป๋หลิงก้าวเข้ามา ยูรันก็ปิดประตู ก่อนเดินกลับไปยังเตียงแล้วทิ้งตัวลงนอนทันที ไม่มีแม้แต่แรงจะกล่าวสิ่งใดเพิ่มเติม

ไป๋หลิงเดินตามเข้ามา เมื่อเห็นว่าเขาหลับไปแล้วจริง ๆ นางก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

“เหนื่อยถึงเพียงนี้ยังฝืนช่วยพวกข้าอีก...”

นางดับแสงภายในห้อง ก่อนปีนขึ้นไปบนเตียงอย่างเงียบเชียบ ขยับเข้าไปซุกตัวภายในอ้อมแขนของยูรันแล้วกอดเขาเอาไว้

ไม่นาน ไป๋หลิงก็หลับตามเขาไปด้วยรอยยิ้มบาง.