ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 153 นั่นแหละเรียกว่าใจแตก
ช่วงเที่ยง ทุกคนกลับมารวมตัวรับประทานอาหารบนดาดฟ้าตามปกติ
หลานชิงอวี้ซึ่งยังคงสำรวจดาราจักรภายในหัวใจของตนเองไม่หยุด ในที่สุดก็อดถามขึ้นมาไม่ได้
“ศิษย์พี่เจ้าคะ ข้ามีเรื่องหนึ่งสงสัย”
“ว่า?”
“เหตุใดเส้นทางดาราจึงต้องเก็บพลังเอาไว้ภายในหัวใจด้วยเจ้าคะ?”
นางชี้ไปยังท้องน้อยกับหว่างคิ้วของตนเอง
“เหตุใดจึงไม่สร้างดาราจักรไว้ภายในตันเถียน หรือไม่ก็ทะเลจิตบริเวณหน้าผากแทน?”
ยูรันคีบอาหารเข้าปาก ก่อนตอบโดยไม่เสียเวลาครุ่นคิด
“เพราะสร้างเส้นทางเอาไว้ในหัวใจแล้วมันดูเท่กว่า”
“...”
ตะเกียบของทุกคนหยุดค้างพร้อมกัน
หลานชิงอวี้กะพริบตาปริบ ๆ
“แค่นั้นหรือเจ้าคะ?”
“อืม แค่นั้นแหละ”
“แต่หากให้พูดตามตรง ข้าก็ไม่รู้ว่าไอ้โง่ที่ใดเป็นคนริเริ่มวิธีเหล่านั้น”
“รวบรวมพลังทั้งหมดไว้ในตันเถียน แล้วอัดมันจนกลายเป็นแก่นทองคำ หลังจากนั้นก็สร้างวิญญาณทารกเอาไว้ในสถานที่เดิมอีก”
“บางคนสร้างทะเลความรู้เอาไว้ระหว่างคิ้ว ส่วนบางคนกลับสร้างทะเลปราณไว้ในตันเถียน แล้วปล่อยให้วิญญาณทารกลงไปแช่น้ำเล่น”
ยูรันส่ายหน้าอย่างหมดคำจะกล่าว
“โง่ชิบหาย”
“พวกมันนำตบะทั้งชีวิตไปกองรวมไว้ในจุดเดียว ตันเถียนแตกร้าวเพียงครั้งเดียว พลังปราณก็รั่วไหล เส้นลมปราณถูกทำลาย ตบะตกฮวบ หรือไม่ก็กลายเป็นคนพิการ”
“หากแก่นทองคำระเบิด พลังจะตีกลับเข้าร่าง ต่อให้ไม่ตายก็ต้องบาดเจ็บสาหัส ส่วนทะเลความรู้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง หากเสียหายขึ้นมา เบาหน่อยก็สูญเสียความทรงจำ หนักหน่อยก็ดวงวิญญาณแตกสลาย”
หลานชิงอวี้ขมวดคิ้ว
“แต่หัวใจก็เป็นจุดสำคัญไม่ต่างกันมิใช่หรือเจ้าคะ?”
“ต่างสิ”
ยูรันชี้ไปยังหน้าอกของตนเอง
“ดาราจักรไม่ได้ถูกยัดเอาไว้ภายในหัวใจเนื้อ หัวใจเป็นเพียงประตูเชื่อมต่อกับมิติภายใน และเป็นศูนย์กลางสำหรับส่งพลังไปทั่วร่างกายเท่านั้น”
“ต่อให้หัวใจได้รับความเสียหาย สิ่งที่บาดเจ็บก็มีเพียงร่างกาย ไม่ใช่ดาราจักร”
“ตราบใดที่ต้นกำเนิดภายในยังคงอยู่ ผู้บำเพ็ญสามารถใช้พลังสร้างหัวใจขึ้นมาใหม่ได้ โดยไม่สูญเสียตบะหรือทำให้ระดับพลังถดถอยแม้แต่น้อย”
เขายกนิ้วขึ้นเคาะหน้าอกตนเองเบา ๆ
“ยิ่งไปกว่านั้น ดาราจักรผูกติดอยู่กับตัวตนของผู้ครอบครองโดยตรง หากเจ้าของไม่เป็นผู้ทำลายมันด้วยตนเอง คนอื่นก็ไม่มีทางทำลายตบะจากภายนอกได้”
“แน่นอนว่าอีกฝ่ายยังสามารถสังหารเจ้าของร่างได้ แต่ไม่สามารถโจมตีเพียงครั้งเดียวแล้วทำให้ตบะทั้งหมดสูญสลายเหมือนการทำลายตันเถียน”
หลานชิงอวี้เริ่มมองเห็นข้อดีอีกอย่าง
“เช่นนั้นก็หมายความว่า คนอื่นจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเราจัดเก็บพลังเอาไว้ที่ใดหรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง”
ยูรันพยักหน้า
“หากมีผู้ใดคิดทำลายตบะของพวกเจ้า ก็ปล่อยให้มันจิ้มท้องน้อยไปสิ”
“อย่างมากก็เจ็บนิดหน่อย จากนั้นเพียงเก็บพลังกลับเข้าไปในดาราจักร ไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายสัมผัสกลิ่นอายได้ แล้วแสร้งทำเป็นตบะสูญสิ้น”
“เท่านี้ก็หลอกมันได้แล้ว”
“...”
ทุกคนเริ่มจินตนาการถึงศัตรูซึ่งกำลังยืนหัวเราะอย่างผู้ชนะ โดยไม่รู้เลยว่าผู้ที่ตนเพิ่งทำลายตันเถียนยังมีตบะครบถ้วนทุกส่วน
ยูรันยกนิ้วขึ้นนับข้อดีต่อ
“นอกจากนี้ เส้นทางดารายังไม่ต้องเสียเวลากลั่นแก่นทองคำ ไม่ต้องสร้างวิญญาณทารก ไม่ต้องแปลงจิตวิญญาณ และไม่ต้องคอยหลอมรวมมรรคาเข้ากับตนเอง”
“ทุกระดับมีหน้าที่เพียงพัฒนาดาราจักรภายในให้สมบูรณ์ขึ้น เปลี่ยนพลังจากฝุ่นละอองไปสู่วงโคจร แกนเอกภพ ดวงดาว และดาราจักรตามลำดับ”
“กายาพิเศษกับพลังสายเลือดเองก็สามารถวิวัฒนาการไปจนถึงระดับสูงสุดของสายนั้นได้”
“และเมื่อเดินไปถึงปลายทาง ผู้บำเพ็ญก็สามารถจุติกลายเป็นเทพเจ้า”
เขากางมือออก
“ส่วนข้อเสียมีอยู่เพียงไม่กี่อย่าง”
“อย่างแรก การเข้าสู่เส้นทางนี้ยากมาก”
“อย่างที่สอง ไม่มีวิญญาณทารกเอาไว้ใช้หลบหนีหากร่างกายถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นฟูได้ทัน”
“อย่างสุดท้าย ทัณฑ์สวรรค์จะรุนแรงกว่าการบำเพ็ญแบบทั่วไปหลายเท่า เพราะเส้นทางนี้ถือเป็นการก้าวข้ามหน้าวิถีเซียนโดยตรง”
ยูรันหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มแก้ปัญหาทีละข้อด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน
“แต่ข้อแรก เพียงหาคนซึ่งรู้วิธีคอยช่วยเหลือก็สามารถเข้าสู่วิถีได้แล้ว เหมือนกับอาจารย์กับศิษย์”
“ส่วนเรื่องไม่มีวิญญาณทารกเอาไว้หลบหนี...คงไม่มีไอ้โง่ที่ไหนนำชีวิตไปเสี่ยงจนถูกทำลายร่างกายทั้งร่างหรอกมั้ง?”
ทุกคนรอบโต๊ะเงียบลงเล็กน้อย
ยูรันยังคงกล่าวต่อ
“สำหรับทัณฑ์สวรรค์ก็ยิ่งง่าย สร้างสายล่อฟ้ากับค่ายกลกระจายพลังเตรียมเอาไว้ให้มากหน่อย อย่างน้อยก็สามารถลดทอนความรุนแรงลงได้หลายส่วน”
“สรุปแล้วมีแต่ได้กับได้”
เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวปิดท้ายอย่างมั่นใจ
“ข้อเสียมีเพียงขี้ประติ๋วเท่านั้น”
“หรือพวกท่านคิดว่าข้าพูดไม่จริง?”
ความเงียบปกคลุมทั่วโต๊ะอาหารอยู่พักใหญ่
ทุกคนพยายามหาข้อโต้แย้ง แต่ยิ่งทบทวนตามคำอธิบายของยูรัน พวกเขาก็ยิ่งพบว่าเส้นทางดารามีข้อได้เปรียบเหนือวิถีเดิมแทบทุกด้านจริง ๆ
หลานชิงอวี้เป็นคนแรกที่ยกมือขึ้นสนับสนุน
“ข้าคิดว่าศิษย์พี่พูดถูกเจ้าค่ะ!”
นางลองรวบรวมพลังทั้งหมดกลับเข้าไปในดาราจักรภายในหัวใจ กลิ่นอายรอบร่างพลันหายไปจนแทบไม่ต่างจากคนธรรมดา
“ตอนนี้ตันเถียนของข้าว่างเปล่า ต่อให้มีผู้ใดตรวจดูก็คงคิดว่าข้าไม่มีตบะ”
“หากปล่อยให้มันโจมตีท้องน้อย แล้วข้าแกล้งกระอักเลือดสักหน่อย มันต้องเชื่อว่าทำลายตบะของข้าได้สำเร็จแน่นอน!”
หนานอวี้พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“เรื่องนี้ใช้หลอกศัตรูได้จริง”
นางเองก็เก็บพลังทั้งหมดกลับเข้าไปภายในดาราจักร กลิ่นอายระดับก่อแกนเอกภพขั้นกลางหายไปในพริบตา
“หากอีกฝ่ายคิดว่าข้าสูญเสียตบะแล้วเข้ามาประมาท ข้าก็สามารถตบมันคว่ำได้ทันที”
ดวงตาของนางเป็นประกายขึ้นมา
“ช่างชั่วร้าย...ข้าชอบ!”
ไป๋หลิงกลับไม่ได้ตื่นเต้นตามทั้งสองคน นางวางถ้วยชาลง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ข้อดีเหล่านั้นข้ายอมรับ”
ทางด้านเฮยหลงกับเยว่หลินแทบไม่ได้สนใจการโต้เถียง พวกเขายังคงจมอยู่กับข้อดีของเส้นทางดารา
ไม่ต้องกลัวตันเถียนถูกทำลาย ไม่ต้องกลั่นแก่นทองคำ ไม่ต้องสร้างวิญญาณทารก กายากับสายเลือดสามารถพัฒนาไปถึงระดับสูงสุด และปลายทางยังเป็นเทพเจ้าซึ่งยากจะดับสูญ
เฮยหลงกำหมัดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
[ต้องเปลี่ยนวิถีให้ได้! ต่อให้ตบะลดลงก็ยังคุ้มค่า!]
เยว่หลินเองก็คิดไม่ต่างกัน
[ขาใหญ่เช่นนี้ต้องเกาะเอาไว้ให้แน่น ต่อให้ต้องรับใช้ไปตลอดชีวิตก็ไม่ขาดทุนแม้แต่น้อย!]
หลิงเยวี่ยมองลูกศิษย์ทั้งสามซึ่งเปลี่ยนวิถีสำเร็จแล้ว ก่อนก้มมองถ้วยชาของตนเองอย่างหดหู่
[เหตุใดคนที่มีตบะสูงอย่างข้าจึงกลายเป็นผู้เสียเปรียบที่สุดอีกแล้ว...]
อีกด้านหนึ่ง ณ พรรคมารอัสดง
เซี่ยเยว่หลียืนอยู่หน้าประตูพรรคในชุดสีดำสนิท สัมภาระทั้งหมดถูกเก็บเข้าแหวนมิติเรียบร้อยแล้ว
นับตั้งแต่ยูรันเดินทางจากไป นางใช้เวลาเพียงสามวันก็ฝึกก้าวพริบตากับเหยียบเวหาจนสมบูรณ์แบบ
วันนี้นางจึงตัดสินใจเดินทางไปยังสำนักเมฆาจันทร์
แต่ว่า...
เซี่ยชางหมิงนอนกอดขาขวาของบุตรสาวเอาไว้แน่น
ผู้อาวุโสสองคนช่วยกันจับขาซ้าย ส่วนคนที่เหลือเกาะแขน เกาะชายเสื้อ และยืนขวางประตูพรรคเอาไว้จนไม่มีช่องว่างให้เดินผ่าน
เหล่าศิษย์จำนวนมากคุกเข่าอยู่รอบตัวนาง บางคนถึงขั้นก้มศีรษะจนเกือบจรดพื้น
แม้แต่กลุ่มสาวใช้ยังช่วยกันกอดเอวของคุณหนูใหญ่เอาไว้จากด้านหลัง
“ลูกรัก! เจ้าไปไม่ได้นะ!”
เซี่ยชางหมิงร้องลั่นพลางกระชับอ้อมแขนแน่นขึ้น
“พ่อยังฝึกไม่สำเร็จเลย! หากเจ้าไปแล้วผู้ใดจะสอนพ่อต่อ?!”
เซี่ยเยว่หลีก้มมองทุกคนด้วยใบหน้าเย็นชา
“ปล่อย”
ไม่มีผู้ใดยอมขยับ
“ข้าบอกให้ปล่อย”
เหล่าผู้อาวุโสยิ่งกอดแขนนางแน่นกว่าเดิม
“คุณหนูใหญ่โปรดเมตตาด้วย!”
“ข้ายังใช้ก้าวพริบตาแล้วพุ่งชนกำแพงทุกครั้งอยู่เลย!”
“ส่วนข้าเหยียบเวหาจนขึ้นไปได้ แต่ยังหาวิธีลงมาไม่ได้ขอรับ!”
“เมื่อวานข้าตกจากหลังคาสามรอบ กระดูกยังเจ็บอยู่เลย!”
เซี่ยเยว่หลีสูดลมหายใจเข้าลึก
“ข้าสอนพวกท่านมานานกว่าสิบวันแล้ว”
เซี่ยชางหมิงเงยหน้าขึ้นตอบทั้งน้ำตา
“แต่ว่าพ่อยังทำไม่ได้!”
“แล้วข้าต้องอยู่ต่อถึงเมื่อใด?”
“จนกว่าพ่อจะฝึกสำเร็จ!”
เซี่ยเยว่หลีหรี่ตาลง
“หากท่านใช้เวลาหนึ่งร้อยปีเล่า?”
“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องอยู่หนึ่งร้อยปี!”
“...”
เซี่ยชางหมิงเห็นกลิ่นอายสีดำเริ่มแผ่ออกจากร่างของบุตรสาว จึงรีบแก้เงื่อนไข
“หรือจนกว่าเจ้าหนุ่มยูรันจะเดินทางมารับเจ้าด้วยตนเอง!”
“นอกจากสองเงื่อนไขนี้ พ่อไม่มีวันปล่อยเจ้าออกจากพรรคเด็ดขาด!”
เขาชี้ไปทางเหล่าผู้อาวุโส
“หากจำเป็น พ่อจะให้ทุกคนช่วยกันล่ามโซ่เจ้าเอาไว้!”
“โซ่ธรรมดาขังข้าไม่ได้”
“เช่นนั้นก็ใช้โซ่ผนึกมาร!”
“ข้าทำลายได้”
“พ่อจะใช้ค่ายกลพิทักษ์พรรคทั้งหมดขังเจ้า!”
“ข้าก็ทำลายได้เหมือนกัน”
“ถ้าอย่างนั้นพ่อจะนอนขวางประตูเอาไว้ทุกวัน!”
เซี่ยเยว่หลีเริ่มยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
เซี่ยชางหมิงมองบุตรสาวด้วยความเจ็บปวด ก่อนตะโกนประโยคสำคัญออกมา
“พ่อเลี้ยงเจ้ามาหลายสิบปี!”
“แต่ตอนนี้เจ้ากลับใจแตก คิดจะทิ้งพ่อแล้ววิ่งไปหาผู้ชายที่รู้จักกันไม่ถึงสองเดือนเนี่ยนะ?!”
“ไม่ได้! พ่อไม่ยอมเด็ดขาด!”
“...”
เซี่ยเยว่หลีหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย
“ข้าไม่ได้ใจแตก”
“แล้วเจ้าจะไปสำนักเมฆาจันทร์ทำไม?”
“ไปหาเขา”
“นั่นแหละเรียกว่าใจแตก!”
เหล่าผู้อาวุโสกับศิษย์ทั้งหมดพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกัน
“ท่านเจ้าสำนักกล่าวถูกต้อง!”
“คุณหนูใหญ่โปรดคิดใหม่ด้วย!”
“ได้โปรดอยู่สอนพวกเราต่อเถอะ!”
เหล่าสาวใช้ซึ่งกอดเอวเซี่ยเยว่หลีอยู่เริ่มร้องไห้อ้อนวอนเช่นกัน
“คุณหนูอย่าทิ้งพวกเราไปเลยนะเจ้าคะ!”
“หากไม่มีคุณหนู พวกเราจะทำอย่างไร?”
เซี่ยเยว่หลีมองพวกนาง ก่อนสีหน้าจะอ่อนลงเล็กน้อย
ทว่าสาวใช้คนหนึ่งกลับกล่าวต่อทั้งน้ำตา
“แต่หากคุณหนูยืนยันว่าจะไปหาคุณชายจริง ๆ...”
“ได้โปรดพาข้าไปด้วยเถอะเจ้าค่ะ!”
“ข้าอยากรับใช้คุณชาย!”
“...”
ทั่วทั้งหน้าประตูพรรคตกอยู่ในความเงียบ
เซี่ยเยว่หลีมองบิดาซึ่งยังกอดขาไม่ยอมปล่อย มองผู้อาวุโสซึ่งแทบจะกราบเท้านาง และมองเหล่าสาวใช้ซึ่งพร้อมทรยศพรรคเพื่ออาหารของยูรัน
สุดท้ายนางก็ถอนหายใจยาว
“เอาละ ข้าจะยังไม่ไป”
ทุกคนรอบตัวพลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกายด้วยความหวัง
“จริงหรือ?!”
“อืม”
เซี่ยเยว่หลีตอบอย่างไม่เต็มใจ
“ข้าจะรออยู่ที่นี่จนกว่าท่านพ่อจะฝึกสำเร็จ...”
เซี่ยชางหมิงยิ้มกว้าง
“หรือจนกว่ายูรันจะมารับข้าด้วยตนเอง”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างอีกครั้ง
เซี่ยเยว่หลีก้มมองมือทั้งหมดซึ่งยังคงเกาะตามตัวนาง
“ตอนนี้ปล่อยได้หรือยัง?”
ทุกคนรีบปล่อยมือพร้อมกัน
มีเพียงเซี่ยชางหมิงซึ่งยังกอดขาบุตรสาวเอาไว้ไม่ยอมขยับ
“ท่านพ่อ”
“ขอกอดอีกสักครู่”
“เหตุใด?”
“พ่อรู้สึกว่าเจ้าหนุ่มนั่นคงมารับเจ้าเร็วกว่าที่พ่อจะฝึกสำเร็จ...”