ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 154 พื้นฐานถึงได้อ่อนปวกเปียกกันแบบนี้
ตัดกลับมายังยอดเขาจันทรา มื้อกลางวันใกล้สิ้นสุดลง
เฮยหลงซึ่งเงียบครุ่นคิดมาตลอดมื้ออาหาร ในที่สุดก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้น
“นายท่านขอรับ ข้าตัดสินใจแล้ว”
ยูรันเงยหน้ามองเขา
“ตัดสินใจเรื่องอะไร?”
“ข้าจะลดระดับตบะของตนเอง แล้วเข้าสู่วิถีเส้นทางดาราขอรับ”
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง
“อืม...”
“หากตอบแบบติดตลก ข้าคงด่าแกว่าเป็นไอ้โง่”
เฮยหลงชะงักทันที
“แต่หากให้ตอบอย่างจริงจัง ข้าก็ยังคิดว่าแกไม่ควรทำเช่นนั้น”
“เพราะเหตุใดหรือขอรับ?”
ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนอธิบาย
“การมีตบะสูงไม่ได้ทำให้เปลี่ยนวิถีไม่ได้ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือพลังซึ่งต้องแลกเปลี่ยนมีปริมาณมาก จึงควบคุมได้ยากและเกิดแรงระเบิดรุนแรงกว่าเท่านั้น”
เขามองเฮยหลงกับเยว่หลินสลับกัน
“ปัญหาที่แท้จริงคือ ตอนนี้พวกแกทั้งสองยังควบคุมพลังของตนเองได้ไม่ละเอียดพอ”
“พวกนางสามคนเปลี่ยนวิถีสำเร็จ เพราะสามารถควบคุมพลังทุกส่วนได้แม่นยำกว่าพวกแกนัก เลยทำให้ข้าไม่ได้แทรกแซงเยอะเท่าที่จำเป็น”
“แต่พลังของแกมีปริมาณมากกว่าพวกนางหลายเท่า หากควบคุมพลาดเพียงเล็กน้อย แรงระเบิดซึ่งเกิดขึ้นจะรุนแรงกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่า”
ยูรันกอดอก
“แกอยากเปลี่ยนพวกเราให้กลายเป็นกองขี้เถ้ารึไง?”
เฮยหลงรีบส่ายหน้า
“ไม่อยากขอรับ!”
“ถ้าเช่นนั้นก็เลิกคิดเรื่องลดตบะเสีย”
ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มจำนวนคนเข้ามาช่วยควบคุมไม่ได้ทำให้ขั้นตอนง่ายขึ้นเสมอไป”
“พลังของแต่ละคนแตกต่างกัน หากมีคนเข้ามาแทรกแซงมากเกินไป พลังเหล่านั้นจะขัดแย้งกันเอง”
เขาชี้ไปทางพื้นที่ฝึกด้านนอก
“แทนที่จะทำลายตบะซึ่งใช้เวลาบำเพ็ญมาหลายร้อยปี เหตุใดไม่เอาเวลาไปฝึกควบคุมพลังให้ละเอียดขึ้น?”
“พวกแกมีวิชาให้ฝึกอยู่แล้วตั้งสองวิชา”
เฮยหลงคิดตาม ก่อนนึกขึ้นมาได้
“ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาหรือขอรับ?”
“ถูกต้อง”
“เมื่อฝึกสองวิชานี้สำเร็จ พื้นฐานการควบคุมพลังของแกย่อมดีขึ้นมาก”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวสรุป
“ถึงตอนนั้น แรงระเบิดระหว่างแลกเปลี่ยนตบะก็จะลดลงเอง”
“มีตบะสูงอยู่ดี ๆ กลับคิดทำลายทิ้งแทนที่จะเรียนรู้วิธีควบคุม”
ยูรันลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนกล่าวกับเฮยหลงและเยว่หลิน
“ดูนี่ให้ดีนะ”
เขาก้าวออกไปข้างหน้าตามปกติ
พรึ่บ!
ร่างของยูรันหายไปจากโต๊ะ ก่อนปรากฏตัวขึ้นห่างออกไปหลายสิบลี้ จากนั้นจึงก้าวกลับมายืนอยู่ตำแหน่งเดิมโดยไม่มีแรงกระเพื่อมแม้แต่น้อย
“สำหรับข้า ก้าวพริบตาไม่ต่างจากการเดินธรรมดา”
หลังกล่าวจบ เขาก็ยกเท้าขึ้นเหยียบอากาศ
ฝ่าเท้าของเขาหยุดนิ่งอยู่กลางความว่างเปล่า ราวกับมีขั้นบันไดโปร่งใสรองรับอยู่เบื้องล่าง
ยูรันเดินสูงขึ้นไปทีละก้าวด้วยท่าทางผ่อนคลาย ก่อนหมุนตัวแล้วเดินกลับลงมานั่งที่เดิม
“ส่วนเหยียบเวหาก็เหมือนการเดินขึ้นลงบันได”
จากนั้นจานชามทั้งหมดบนโต๊ะก็ลอยขึ้นพร้อมกัน เศษอาหารถูกแยกออก ภาชนะเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ก่อนลอยตรงไปยังห้องครัวด้วยตัวเอง
“พลังจิตก็ไม่ต่างจากแขนอีกข้างของข้า”
“ไม่ต้องตั้งสมาธิ ไม่ต้องฝืนควบคุม และไม่ต้องคอยคิดทุกครั้งว่าจะใช้พลังอย่างไร”
ยูรันหันไปมองงูทั้งสอง
“ทุกอย่างควรกลายเป็นการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ เหมือนการเดิน การหายใจ หรือการหยิบสิ่งของด้วยมือ”
เขาชี้ไปทางพื้นที่ก่อสร้างกับบ่อเพาะเลี้ยงด้านล่าง
“เหตุผลที่ข้าให้พวกแกทำงานอยู่ทุกวัน ก็เพราะงานเหล่านั้นเป็นการฝึกรูปแบบหนึ่ง”
“ระหว่างคัดแยกสัตว์น้ำ พวกแกต้องใช้พลังจิตตรวจสอบสิ่งมีชีวิตจำนวนมากพร้อมกัน ต้องควบคุมปราณโดยไม่ทำให้พวกมันบาดเจ็บ และต้องแบ่งประสาทสัมผัสไปจัดการหลายบ่อในเวลาเดียวกัน”
“เวลาขนของก็ใช้ก้าวพริบตาเพื่อลดระยะทาง จะได้ไปถึงจุดหมายรวดเร็วขึ้น”
“หากต้องขึ้นที่สูงก็ใช้เหยียบเวหา ไม่ต้องเสียพลังบินหรือกระโดดขึ้นลงให้เหนื่อยเปล่า”
ยูรันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ
“หากใช้ทุกวิชาร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ งานจะเสร็จเร็วขึ้น ใช้พลังน้อยลง และยังฝึกควบคุมพลังไปพร้อมกันด้วย”
เฮยหลงกับเยว่หลินเริ่มเข้าใจขึ้นมาในที่สุด
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาคิดว่ายูรันเพียงโยนงานทั้งหมดมาให้ทำ ที่แท้ทุกอย่างกลับถูกออกแบบให้ฝึกพื้นฐานซึ่งพวกเขาขาดอยู่
ยูรันเห็นสีหน้าของทั้งสองก็กล่าวปิดท้าย
“ไม่เช่นนั้นข้าจะใช้พวกแกทำงานไปทำไม?”
“ข้าลงมือทำเองยังเสร็จเร็วกว่ายืนรอพวกแกเสียอีก”
ฉึก!
ฉึก!
ฉึก!
ฉึก!
ฉึก!
ประโยคสุดท้ายของยูรันพุ่งแทงเข้าไปกลางหัวใจของหลิงเยวี่ย หนานอวี้ หลานชิงอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินอย่างแม่นยำ
ทั้งห้ารู้สึกราวกับมีลูกศรไร้รูปปักคาอยู่กลางอก จนแทบกระอักเลือดออกมาพร้อมกัน
เฮยหลงกับเยว่หลินก้มหน้าลงด้วยความละอาย
พวกมันใช้เวลาครึ่งวันเพียงเพื่อคัดแยกสัตว์น้ำและนำปุ๋ยไปใส่สวน ขณะที่ยูรันขุดบ่อเพิ่มอีกห้าสิบบ่อพร้อมสร้างสวนผลไม้วิญญาณหนึ่งร้อยห้าสิบต้นเสร็จภายในเวลาไม่กี่ชั่วยาม
หนานอวี้นึกถึงตอนที่ตนพยายามฝึกก้าวพริบตาจนเหนื่อยหอบ แต่สุดท้ายกลับยังเดินอยู่ที่เดิม
หลานชิงอวี้เองก็นึกถึงบ่อเพาะเลี้ยงสิบเก้าบ่อซึ่งนางกับหนานอวี้ต้องช่วยกันขุดอยู่สามวัน
ส่วนหลิงเยวี่ย...
[ข้าเป็นถึงอาจารย์ แต่จนถึงตอนนี้ยังใช้ก้าวพริบตาไม่ได้เลย...]
มีเพียงไป๋หลิงที่ยังคงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ เพราะนางเป็นคนเดียวบนโต๊ะนอกจากยูรันซึ่งใช้ก้าวพริบตาและเหยียบเวลาได้สำเร็จแล้ว
มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด
ยูรันมองสีหน้าราวกับถูกแทงของทุกคน ก่อนเอียงศีรษะด้วยความสงสัย
“พวกท่านเป็นอะไรกัน?”
ไป๋หลิงวางถ้วยชาลง ก่อนเหลือบมองทุกคนด้วยรอยยิ้มบาง
“หึ พวกเขาเพียงรู้สึกว่าคำพูดของเจ้าแทงใจดำเกินไปเท่านั้น”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
“และน่าเสียดายที่ข้าสามารถใช้เหยียบเวหาได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”
“แถมยังใช้เวลาฝึกเพียงครู่เดียวเท่านั้น”
เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางโต๊ะอาหาร
หลิงเยวี่ย หนานอวี้ หลานชิงอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินแข็งค้างพร้อมกัน
บาดแผลจากคำพูดของยูรันยังไม่ทันหาย ไป๋หลิงกลับซ้ำเติมพวกเขาด้วยความสำเร็จครั้งใหม่อย่างไม่ปรานี
หนานอวี้หันไปมองนางอย่างไม่อยากเชื่อ
“ศิษย์พี่รอง...ท่านใช้เหยียบเวหาได้แล้วจริง ๆ หรือ?”
ไป๋หลิงไม่ตอบ นางเพียงยกเท้าขึ้นเหยียบอากาศใต้โต๊ะ
ปลายเท้าของนางหยุดนิ่งอยู่กลางความว่างเปล่า ราวกับมีพื้นโปร่งใสรองรับเอาไว้อย่างมั่นคง
หลักฐานชัดเจนจนไม่มีผู้ใดหลอกตัวเองต่อได้
ยูรันมองไป๋หลิงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
“โอ๊ะ เรียนรู้ได้เร็วดีนี่”
ไป๋หลิงยกมุมปากขึ้นอย่างพึงพอใจ
ทว่ายูรันกลับถามต่อทันที
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าสามารถใช้ก้าวพริบตาระหว่างเหยียบเวหาอยู่ได้ไหม”
ไป๋หลิงชะงัก
“เอ๊ะ?”
ทุกคนรอบโต๊ะหันกลับมามองยูรันพร้อมกัน
“ถามจริง?”
ยูรันมองสีหน้าสงสัยของพวกเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
“ข้าหมายถึงใช้ก้าวพริบตาขณะที่กำลังยืนอยู่กลางอากาศอย่างไรเล่า”
“ไม่เช่นนั้นตอนข้าพาพวกเจ้ากลับจากเมืองหลอมศิลา คิดว่าข้าใช้เพียงก้าวพริบตาอย่างเดียวหรือ? ลองดูสิ”
ไป๋หลิงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนยกเท้าขึ้นเหยียบอากาศ
จากนั้นนางพยายามใช้ก้าวพริบตาต่อทันที
พลังทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกันเพียงชั่วขณะ ก่อนจังหวะการเคลื่อนไหวจะขัดแย้งจนร่างของนางสั่นไหวเล็กน้อย
ไป๋หลิงรีบดึงเท้ากลับ
“อะ...เอ่อ ดูเหมือนจะยังทำไม่ได้”
รอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าของนางค่อย ๆ แข็งค้าง
ยูรันถอนหายใจยาว
“เฮ้อออออ...เอาเถอะ อย่างน้อยเจ้าก็ใช้แยกกันได้แล้ว”
“นอกจากก้าวไปข้างหน้า ยังมีอีกรูปแบบหนึ่ง”
“เมื่อเจ้าสามารถเหยียบเวหาได้แล้ว ก็ลองใช้ก้าวพริบตาเคลื่อนขึ้นด้านบนดู”
หลานชิงอวี้เอียงศีรษะ
“ด้านบนหรือเจ้าคะ?”
“ใช่สิ”
ยูรันยกเท้าขึ้นเหยียบอากาศหนึ่งก้าว
“การใช้เหยียบเวหาตามปกติก็เหมือนเดินขึ้นบันไดทีละขั้น”
“เมื่อใช้ก้าวพริบตาร่วมด้วย มันก็เหมือนเจ้าก้าวข้ามบันไดสิบขั้นในครั้งเดียว”
เขาก้าวขึ้นไปอีกครั้ง
พรึ่บ!
ร่างของยูรันปรากฏอยู่เหนือดาดฟ้าหลายสิบเมตรในทันที ก่อนก้าวกลับลงมานั่งที่เดิมราวกับไม่เคยขยับไปไหน
“สองวิชานี้ถูกสร้างมาให้ใช้ร่วมกันแบบนี้แหละ”
ทุกคนจ้องมองยูรัน ก่อนความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับสองวิชาจะพังทลายลงพร้อมกัน
ที่แท้การใช้แต่ละวิชาแยกกันได้ ยังนับว่าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง
ยูรันมองสีหน้าตกตะลึงของทุกคน ก่อนแค่นเสียงเบา ๆ
“หึ ทุกวิชาล้วนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้”
“พวกเจ้ายึดติดกับรูปแบบมากเกินไป พอเรียนก้าวพริบตาก็คิดเพียงว่าจะใช้ก้าวไปข้างหน้า พอเรียนเหยียบเวหาก็คิดเพียงว่าจะเดินอยู่กลางอากาศ”
เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ
“แต่โดยพื้นฐานแล้ว ทั้งสองวิชาไม่ได้แตกต่างกันมากนัก”
“วิชาหนึ่งใช้ลดจำนวนก้าวและย่นระยะทาง ส่วนอีกวิชาสร้างพื้นที่ให้สามารถก้าวไปยังตำแหน่งซึ่งเดิมไม่มีพื้นรองรับ”
“เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว จะใช้แยกกันหรือใช้ร่วมกันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”
ยูรันกวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะ
“ผู้คนส่วนใหญ่ถูกสอนให้จดจำกระบวนท่า แต่ไม่เคยถูกสอนให้นำพื้นฐานมาประยุกต์ใช้ด้วยตนเอง”
“สุดท้ายจึงทำได้เพียงเลียนแบบสิ่งที่เคยเห็น พอเจอสถานการณ์ซึ่งต่างออกไปเล็กน้อยก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร”
เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ
“พื้นฐานถึงได้อ่อนปวกเปียกกันแบบนี้”
ฉึก!
ฉึก!
ฉึก!
คราวนี้คำพูดของยูรันไม่ได้เลือกเป้าหมาย
ทุกคนรอบโต๊ะถูกแทงเข้าไปกลางใจอย่างเท่าเทียม แม้แต่ไป๋หลิงซึ่งเพิ่งภาคภูมิใจว่าตนเรียนรู้สองวิชาได้สำเร็จก็ไม่รอด
รอยยิ้มบนใบหน้าของนางแข็งค้าง ก่อนค่อย ๆ เลือนหายไป
หนานอวี้เหลือบมองศิษย์พี่รอง แล้วรู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
[ดี อย่างน้อยรอบนี้ข้าไม่ได้โดนอยู่คนเดียว]
หลานชิงอวี้กับเฮยหลงและเยว่หลินเองก็คิดเช่นเดียวกัน
ส่วนหลิงเยวี่ยก้มหน้าจิบชาเงียบ ๆ ทำเหมือนไม่ได้ยินประโยคเมื่อครู่
[ข้ายังใช้แยกกันไม่ได้สักวิชา เพราะฉะนั้นคำพูดนี้คงไม่ได้หมายถึงข้ากระมัง...]
แต่นิ้วซึ่งกำลังจับถ้วยชาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ กลับเปิดเผยทุกอย่างจนหมดสิ้น.