คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 154 พื้นฐานถึงได้อ่อนปวกเปียกกันแบบนี้8,296 ตัวอักษร

ตอนที่ 154 พื้นฐานถึงได้อ่อนปวกเปียกกันแบบนี้

ตัดกลับมายังยอดเขาจันทรา มื้อกลางวันใกล้สิ้นสุดลง

เฮยหลงซึ่งเงียบครุ่นคิดมาตลอดมื้ออาหาร ในที่สุดก็ตัดสินใจเอ่ยขึ้น

“นายท่านขอรับ ข้าตัดสินใจแล้ว”

ยูรันเงยหน้ามองเขา

“ตัดสินใจเรื่องอะไร?”

“ข้าจะลดระดับตบะของตนเอง แล้วเข้าสู่วิถีเส้นทางดาราขอรับ”

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง

“อืม...”

“หากตอบแบบติดตลก ข้าคงด่าแกว่าเป็นไอ้โง่”

เฮยหลงชะงักทันที

“แต่หากให้ตอบอย่างจริงจัง ข้าก็ยังคิดว่าแกไม่ควรทำเช่นนั้น”

“เพราะเหตุใดหรือขอรับ?”

ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนอธิบาย

“การมีตบะสูงไม่ได้ทำให้เปลี่ยนวิถีไม่ได้ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือพลังซึ่งต้องแลกเปลี่ยนมีปริมาณมาก จึงควบคุมได้ยากและเกิดแรงระเบิดรุนแรงกว่าเท่านั้น”

เขามองเฮยหลงกับเยว่หลินสลับกัน

“ปัญหาที่แท้จริงคือ ตอนนี้พวกแกทั้งสองยังควบคุมพลังของตนเองได้ไม่ละเอียดพอ”

“พวกนางสามคนเปลี่ยนวิถีสำเร็จ เพราะสามารถควบคุมพลังทุกส่วนได้แม่นยำกว่าพวกแกนัก เลยทำให้ข้าไม่ได้แทรกแซงเยอะเท่าที่จำเป็น”

“แต่พลังของแกมีปริมาณมากกว่าพวกนางหลายเท่า หากควบคุมพลาดเพียงเล็กน้อย แรงระเบิดซึ่งเกิดขึ้นจะรุนแรงกว่าเดิมไม่รู้กี่เท่า”

ยูรันกอดอก

“แกอยากเปลี่ยนพวกเราให้กลายเป็นกองขี้เถ้ารึไง?”

เฮยหลงรีบส่ายหน้า

“ไม่อยากขอรับ!”

“ถ้าเช่นนั้นก็เลิกคิดเรื่องลดตบะเสีย”

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ยิ่งไปกว่านั้น การเพิ่มจำนวนคนเข้ามาช่วยควบคุมไม่ได้ทำให้ขั้นตอนง่ายขึ้นเสมอไป”

“พลังของแต่ละคนแตกต่างกัน หากมีคนเข้ามาแทรกแซงมากเกินไป พลังเหล่านั้นจะขัดแย้งกันเอง”

เขาชี้ไปทางพื้นที่ฝึกด้านนอก

“แทนที่จะทำลายตบะซึ่งใช้เวลาบำเพ็ญมาหลายร้อยปี เหตุใดไม่เอาเวลาไปฝึกควบคุมพลังให้ละเอียดขึ้น?”

“พวกแกมีวิชาให้ฝึกอยู่แล้วตั้งสองวิชา”

เฮยหลงคิดตาม ก่อนนึกขึ้นมาได้

“ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาหรือขอรับ?”

“ถูกต้อง”

“เมื่อฝึกสองวิชานี้สำเร็จ พื้นฐานการควบคุมพลังของแกย่อมดีขึ้นมาก”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวสรุป

“ถึงตอนนั้น แรงระเบิดระหว่างแลกเปลี่ยนตบะก็จะลดลงเอง”

“มีตบะสูงอยู่ดี ๆ กลับคิดทำลายทิ้งแทนที่จะเรียนรู้วิธีควบคุม”

ยูรันลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนกล่าวกับเฮยหลงและเยว่หลิน

“ดูนี่ให้ดีนะ”

เขาก้าวออกไปข้างหน้าตามปกติ

พรึ่บ!

ร่างของยูรันหายไปจากโต๊ะ ก่อนปรากฏตัวขึ้นห่างออกไปหลายสิบลี้ จากนั้นจึงก้าวกลับมายืนอยู่ตำแหน่งเดิมโดยไม่มีแรงกระเพื่อมแม้แต่น้อย

“สำหรับข้า ก้าวพริบตาไม่ต่างจากการเดินธรรมดา”

หลังกล่าวจบ เขาก็ยกเท้าขึ้นเหยียบอากาศ

ฝ่าเท้าของเขาหยุดนิ่งอยู่กลางความว่างเปล่า ราวกับมีขั้นบันไดโปร่งใสรองรับอยู่เบื้องล่าง

ยูรันเดินสูงขึ้นไปทีละก้าวด้วยท่าทางผ่อนคลาย ก่อนหมุนตัวแล้วเดินกลับลงมานั่งที่เดิม

“ส่วนเหยียบเวหาก็เหมือนการเดินขึ้นลงบันได”

จากนั้นจานชามทั้งหมดบนโต๊ะก็ลอยขึ้นพร้อมกัน เศษอาหารถูกแยกออก ภาชนะเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบ ก่อนลอยตรงไปยังห้องครัวด้วยตัวเอง

“พลังจิตก็ไม่ต่างจากแขนอีกข้างของข้า”

“ไม่ต้องตั้งสมาธิ ไม่ต้องฝืนควบคุม และไม่ต้องคอยคิดทุกครั้งว่าจะใช้พลังอย่างไร”

ยูรันหันไปมองงูทั้งสอง

“ทุกอย่างควรกลายเป็นการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ เหมือนการเดิน การหายใจ หรือการหยิบสิ่งของด้วยมือ”

เขาชี้ไปทางพื้นที่ก่อสร้างกับบ่อเพาะเลี้ยงด้านล่าง

“เหตุผลที่ข้าให้พวกแกทำงานอยู่ทุกวัน ก็เพราะงานเหล่านั้นเป็นการฝึกรูปแบบหนึ่ง”

“ระหว่างคัดแยกสัตว์น้ำ พวกแกต้องใช้พลังจิตตรวจสอบสิ่งมีชีวิตจำนวนมากพร้อมกัน ต้องควบคุมปราณโดยไม่ทำให้พวกมันบาดเจ็บ และต้องแบ่งประสาทสัมผัสไปจัดการหลายบ่อในเวลาเดียวกัน”

“เวลาขนของก็ใช้ก้าวพริบตาเพื่อลดระยะทาง จะได้ไปถึงจุดหมายรวดเร็วขึ้น”

“หากต้องขึ้นที่สูงก็ใช้เหยียบเวหา ไม่ต้องเสียพลังบินหรือกระโดดขึ้นลงให้เหนื่อยเปล่า”

ยูรันเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ

“หากใช้ทุกวิชาร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ งานจะเสร็จเร็วขึ้น ใช้พลังน้อยลง และยังฝึกควบคุมพลังไปพร้อมกันด้วย”

เฮยหลงกับเยว่หลินเริ่มเข้าใจขึ้นมาในที่สุด

ตลอดเวลาที่ผ่านมา พวกเขาคิดว่ายูรันเพียงโยนงานทั้งหมดมาให้ทำ ที่แท้ทุกอย่างกลับถูกออกแบบให้ฝึกพื้นฐานซึ่งพวกเขาขาดอยู่

ยูรันเห็นสีหน้าของทั้งสองก็กล่าวปิดท้าย

“ไม่เช่นนั้นข้าจะใช้พวกแกทำงานไปทำไม?”

“ข้าลงมือทำเองยังเสร็จเร็วกว่ายืนรอพวกแกเสียอีก”

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ประโยคสุดท้ายของยูรันพุ่งแทงเข้าไปกลางหัวใจของหลิงเยวี่ย หนานอวี้ หลานชิงอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินอย่างแม่นยำ

ทั้งห้ารู้สึกราวกับมีลูกศรไร้รูปปักคาอยู่กลางอก จนแทบกระอักเลือดออกมาพร้อมกัน

เฮยหลงกับเยว่หลินก้มหน้าลงด้วยความละอาย

พวกมันใช้เวลาครึ่งวันเพียงเพื่อคัดแยกสัตว์น้ำและนำปุ๋ยไปใส่สวน ขณะที่ยูรันขุดบ่อเพิ่มอีกห้าสิบบ่อพร้อมสร้างสวนผลไม้วิญญาณหนึ่งร้อยห้าสิบต้นเสร็จภายในเวลาไม่กี่ชั่วยาม

หนานอวี้นึกถึงตอนที่ตนพยายามฝึกก้าวพริบตาจนเหนื่อยหอบ แต่สุดท้ายกลับยังเดินอยู่ที่เดิม

หลานชิงอวี้เองก็นึกถึงบ่อเพาะเลี้ยงสิบเก้าบ่อซึ่งนางกับหนานอวี้ต้องช่วยกันขุดอยู่สามวัน

ส่วนหลิงเยวี่ย...

[ข้าเป็นถึงอาจารย์ แต่จนถึงตอนนี้ยังใช้ก้าวพริบตาไม่ได้เลย...]

มีเพียงไป๋หลิงที่ยังคงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ เพราะนางเป็นคนเดียวบนโต๊ะนอกจากยูรันซึ่งใช้ก้าวพริบตาและเหยียบเวลาได้สำเร็จแล้ว

มุมปากของนางยกขึ้นเล็กน้อยอย่างปิดไม่มิด

ยูรันมองสีหน้าราวกับถูกแทงของทุกคน ก่อนเอียงศีรษะด้วยความสงสัย

“พวกท่านเป็นอะไรกัน?”

ไป๋หลิงวางถ้วยชาลง ก่อนเหลือบมองทุกคนด้วยรอยยิ้มบาง

“หึ พวกเขาเพียงรู้สึกว่าคำพูดของเจ้าแทงใจดำเกินไปเท่านั้น”

นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

“และน่าเสียดายที่ข้าสามารถใช้เหยียบเวหาได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”

“แถมยังใช้เวลาฝึกเพียงครู่เดียวเท่านั้น”

เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!

ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางโต๊ะอาหาร

หลิงเยวี่ย หนานอวี้ หลานชิงอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินแข็งค้างพร้อมกัน

บาดแผลจากคำพูดของยูรันยังไม่ทันหาย ไป๋หลิงกลับซ้ำเติมพวกเขาด้วยความสำเร็จครั้งใหม่อย่างไม่ปรานี

หนานอวี้หันไปมองนางอย่างไม่อยากเชื่อ

“ศิษย์พี่รอง...ท่านใช้เหยียบเวหาได้แล้วจริง ๆ หรือ?”

ไป๋หลิงไม่ตอบ นางเพียงยกเท้าขึ้นเหยียบอากาศใต้โต๊ะ

ปลายเท้าของนางหยุดนิ่งอยู่กลางความว่างเปล่า ราวกับมีพื้นโปร่งใสรองรับเอาไว้อย่างมั่นคง

หลักฐานชัดเจนจนไม่มีผู้ใดหลอกตัวเองต่อได้

ยูรันมองไป๋หลิงด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

“โอ๊ะ เรียนรู้ได้เร็วดีนี่”

ไป๋หลิงยกมุมปากขึ้นอย่างพึงพอใจ

ทว่ายูรันกลับถามต่อทันที

“ถ้าเช่นนั้น เจ้าสามารถใช้ก้าวพริบตาระหว่างเหยียบเวหาอยู่ได้ไหม”

ไป๋หลิงชะงัก

“เอ๊ะ?”

ทุกคนรอบโต๊ะหันกลับมามองยูรันพร้อมกัน

“ถามจริง?”

ยูรันมองสีหน้าสงสัยของพวกเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

“ข้าหมายถึงใช้ก้าวพริบตาขณะที่กำลังยืนอยู่กลางอากาศอย่างไรเล่า”

“ไม่เช่นนั้นตอนข้าพาพวกเจ้ากลับจากเมืองหลอมศิลา คิดว่าข้าใช้เพียงก้าวพริบตาอย่างเดียวหรือ? ลองดูสิ”

ไป๋หลิงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนยกเท้าขึ้นเหยียบอากาศ

จากนั้นนางพยายามใช้ก้าวพริบตาต่อทันที

พลังทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกันเพียงชั่วขณะ ก่อนจังหวะการเคลื่อนไหวจะขัดแย้งจนร่างของนางสั่นไหวเล็กน้อย

ไป๋หลิงรีบดึงเท้ากลับ

“อะ...เอ่อ ดูเหมือนจะยังทำไม่ได้”

รอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าของนางค่อย ๆ แข็งค้าง

ยูรันถอนหายใจยาว

“เฮ้อออออ...เอาเถอะ อย่างน้อยเจ้าก็ใช้แยกกันได้แล้ว”

“นอกจากก้าวไปข้างหน้า ยังมีอีกรูปแบบหนึ่ง”

“เมื่อเจ้าสามารถเหยียบเวหาได้แล้ว ก็ลองใช้ก้าวพริบตาเคลื่อนขึ้นด้านบนดู”

หลานชิงอวี้เอียงศีรษะ

“ด้านบนหรือเจ้าคะ?”

“ใช่สิ”

ยูรันยกเท้าขึ้นเหยียบอากาศหนึ่งก้าว

“การใช้เหยียบเวหาตามปกติก็เหมือนเดินขึ้นบันไดทีละขั้น”

“เมื่อใช้ก้าวพริบตาร่วมด้วย มันก็เหมือนเจ้าก้าวข้ามบันไดสิบขั้นในครั้งเดียว”

เขาก้าวขึ้นไปอีกครั้ง

พรึ่บ!

ร่างของยูรันปรากฏอยู่เหนือดาดฟ้าหลายสิบเมตรในทันที ก่อนก้าวกลับลงมานั่งที่เดิมราวกับไม่เคยขยับไปไหน

“สองวิชานี้ถูกสร้างมาให้ใช้ร่วมกันแบบนี้แหละ”

ทุกคนจ้องมองยูรัน ก่อนความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับสองวิชาจะพังทลายลงพร้อมกัน

ที่แท้การใช้แต่ละวิชาแยกกันได้ ยังนับว่าเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง

ยูรันมองสีหน้าตกตะลึงของทุกคน ก่อนแค่นเสียงเบา ๆ

“หึ ทุกวิชาล้วนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้”

“พวกเจ้ายึดติดกับรูปแบบมากเกินไป พอเรียนก้าวพริบตาก็คิดเพียงว่าจะใช้ก้าวไปข้างหน้า พอเรียนเหยียบเวหาก็คิดเพียงว่าจะเดินอยู่กลางอากาศ”

เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ

“แต่โดยพื้นฐานแล้ว ทั้งสองวิชาไม่ได้แตกต่างกันมากนัก”

“วิชาหนึ่งใช้ลดจำนวนก้าวและย่นระยะทาง ส่วนอีกวิชาสร้างพื้นที่ให้สามารถก้าวไปยังตำแหน่งซึ่งเดิมไม่มีพื้นรองรับ”

“เมื่อเข้าใจหลักการแล้ว จะใช้แยกกันหรือใช้ร่วมกันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์”

ยูรันกวาดตามองทุกคนรอบโต๊ะ

“ผู้คนส่วนใหญ่ถูกสอนให้จดจำกระบวนท่า แต่ไม่เคยถูกสอนให้นำพื้นฐานมาประยุกต์ใช้ด้วยตนเอง”

“สุดท้ายจึงทำได้เพียงเลียนแบบสิ่งที่เคยเห็น พอเจอสถานการณ์ซึ่งต่างออกไปเล็กน้อยก็ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร”

เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ

“พื้นฐานถึงได้อ่อนปวกเปียกกันแบบนี้”

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

คราวนี้คำพูดของยูรันไม่ได้เลือกเป้าหมาย

ทุกคนรอบโต๊ะถูกแทงเข้าไปกลางใจอย่างเท่าเทียม แม้แต่ไป๋หลิงซึ่งเพิ่งภาคภูมิใจว่าตนเรียนรู้สองวิชาได้สำเร็จก็ไม่รอด

รอยยิ้มบนใบหน้าของนางแข็งค้าง ก่อนค่อย ๆ เลือนหายไป

หนานอวี้เหลือบมองศิษย์พี่รอง แล้วรู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

[ดี อย่างน้อยรอบนี้ข้าไม่ได้โดนอยู่คนเดียว]

หลานชิงอวี้กับเฮยหลงและเยว่หลินเองก็คิดเช่นเดียวกัน

ส่วนหลิงเยวี่ยก้มหน้าจิบชาเงียบ ๆ ทำเหมือนไม่ได้ยินประโยคเมื่อครู่

[ข้ายังใช้แยกกันไม่ได้สักวิชา เพราะฉะนั้นคำพูดนี้คงไม่ได้หมายถึงข้ากระมัง...]

แต่นิ้วซึ่งกำลังจับถ้วยชาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ กลับเปิดเผยทุกอย่างจนหมดสิ้น.