คลังนิยายสัตย์สาบานแห่งดวงดาวอ่านล่าสุด

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 155 นี่มันเข้าทางข้าพอดีเลยมิใช่หรือ7,338 ตัวอักษร

ตอนที่ 155 นี่มันเข้าทางข้าพอดีเลยมิใช่หรือ

ยูรันกล่าวต่อ

“แล้วสองวิชานี้ยังสามารถนำไปใช้ร่วมกับสัมผัสวิญญาณหรือวิชาตรวจจับได้ด้วยนะ”

ทุกคนซึ่งเพิ่งถูกแทงใจดำเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกันอีกครั้ง

หลานชิงอวี้ถามอย่างไม่เข้าใจ

“ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาเป็นวิชาเคลื่อนไหวมิใช่หรือเจ้าคะ แล้วจะนำไปใช้กับสัมผัสวิญญาณได้อย่างไร?”

“ก็สัมผัสตำแหน่งแล้วก้าวไปปรากฏตัวตรงนั้นอย่างไรเล่า หลักการคล้ายกับการเปิดประตูมิติ เพียงแต่วิธีนี้ใช้การตรวจจับแทนสายตา เมื่อรู้ว่าจุดหมายอยู่ที่ใด ต่อให้มองไม่เห็นก็ยังก้าวไปถึงได้มิใช่หรือ?”

เขายกมือขึ้นเล็กน้อย

“แถมยังใช้พลังน้อยกว่าการเปิดประตูมิติมาก”

ยูรันหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสริม

“ส่วนข้อเสียก็เหมือนที่พวกเจ้ารู้อยู่แล้ว”

“เรียนรู้ยากไปหน่อยเท่านั้นเอง”

“หลักการง่ายมาก ในเมื่อมองไม่เห็นด้านหลังแล้วยังเดินถอยได้ เหตุใดเมื่อใช้สัมผัสวิญญาณรับรู้ตำแหน่งแล้ว เจ้าจะก้าวไปยังจุดหมายไม่ได้เล่า?”

เขายกนิ้วขึ้นสามนิ้ว ก่อนอธิบายทีละข้อ

“ก้าวให้ได้ระยะทางไกลที่สุด โดยใช้จำนวนก้าวน้อยที่สุด สิ่งนี้เรียกว่า ‘เจ้าแห่งการพริบตา’”

“เหยียบทุกแห่งให้เหมือนเหยียบอยู่บนพื้น สิ่งนี้เรียกว่า ‘เจ้าแห่งการเหินฟ้า’”

“และแม้มองไม่เห็นหนทาง แต่ยังสามารถก้าวต่อไปได้ด้วยสัมผัส สิ่งนี้เรียกว่า ‘เจ้าแห่งการหยั่งรู้’”

ยูรันค่อย ๆ ลดมือลง

“เมื่อนำหลักการทั้งสามมารวมกัน มันจะถูกเรียกว่า...”

“เทพนภาเหิน”

ความเงียบปกคลุมไปทั่วโต๊ะอาหารอยู่หลายอึดใจ

หลานชิงอวี้เบิกตากว้าง ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ

[ชื่อโคตรเท่!]

หนานอวี้เองก็เผลอกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น

[เทพนภาเหิน...เพียงได้ยินชื่อก็ดูเหนือกว่าวิชาเคลื่อนไหวทั่วไปไม่รู้กี่เท่าแล้ว!]

แม้แต่ไป๋หลิงยังนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองเท้าของตนเอง

[ข้าเพิ่งใช้สองวิชาแยกกันสำเร็จ แต่เขากลับนำหลักการทั้งสามมารวมกันตั้งแต่แรกแล้วหรือ?]

หลิงเยวี่ยพยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่งที่สุด ทว่าปลายนิ้วซึ่งถือถ้วยชากลับกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย

[รันเอ๋อร์คิดวิชาเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไรกัน...]

ส่วนเฮยหลงกับเยว่หลินมองหน้ากัน ก่อนจะเห็นความตื่นเต้นแบบเดียวกันในแววตาของอีกฝ่าย

หลานชิงอวี้เป็นคนแรกที่อดใจไม่ไหว

“ศิษย์พี่ เทพนภาเหินนับเป็นวิชาใหม่อีกวิชาหนึ่ง หรือเป็นเพียงการนำหลักการทั้งสามมาใช้พร้อมกันเจ้าคะ?”

“โดยปกติแล้ว วิชาหนึ่งถือกำเนิดขึ้นจากการนำหลักการหลายอย่างมาผสมผสานกันมิใช่หรือ?”

ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

ไป๋หลิงถามต่อทันที

“แล้วก่อนจะใช้เทพนภาเหิน จำเป็นต้องฝึกก้าวพริบตากับเหยียบเวหาแยกกันจนชำนาญก่อนหรือไม่?”

“จำเป็นสิ ทั้งสองวิชาต้องชำนาญเสียก่อน”

ยูรันพยักหน้า

“แต่สำหรับวิชาตรวจจับ ต่อให้ไม่เชี่ยวชาญก็ไม่เป็นไร เพราะยังมีอีกวิธีหนึ่งอยู่”

หนานอวี้ขยับเข้ามาใกล้โต๊ะโดยไม่รู้ตัว

“อย่างไร ๆ รีบบอกมาเร็วเข้า!”

“หากไม่เชี่ยวชาญการตรวจจับ ก็สร้างสัญลักษณ์ของตนเองทิ้งไว้เป็นจุดหมายแทน”

ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ

“ขอเพียงสัมผัสถึงสัญลักษณ์ได้ ก็สามารถก้าวไปถึงโดยไม่เสียพลังเพิ่ม ข้อเสียคือไปได้เฉพาะสถานที่ซึ่งวางมันไว้ แต่หากใช้วิชาตรวจจับแทน แม้สิ้นเปลืองพลังมากขึ้นก็สามารถเลือกจุดหมายได้ตามระยะสัมผัสของผู้ใช้”

ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“ที่สำคัญ มันไม่ได้ถูกจำกัดด้วยระยะห่าง มิติ หรือแม้แต่ค่ายกล”

“อยากออกมาก็ออก อยากเข้าไปก็เข้า”

“แม้แดนลับจะปิดตัวลง ขอเพียงภายในยังมีสัญลักษณ์อยู่ พวกเจ้าก็ก้าวกลับเข้าไปได้ หากชำนาญมากพอ ต่อให้ไม่มีสัญลักษณ์ก็ยังเข้าไปได้เช่นกัน”

ทุกคนรอบโต๊ะเริ่มนิ่งค้าง ขณะที่ยูรันยิ่งพูดยิ่งอารมณ์ดี

“เพราะเมื่อชำนาญก้าวพริบตาจนถึงขีดสุด มันจะไม่ใช่เพียงการย่นระยะทางอีกต่อไป”

“แต่มันจะกลายเป็นการก้าวข้ามผ่านมิติและเวลาโดยตรง”

เขากวาดตามองสีหน้าตกตะลึงของทุกคน ก่อนหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

“เป็นอย่างไร ข้อจำกัดน้อยมากเลยใช่หรือไม่?”

“ฮ่า ๆๆๆๆๆ!”

เสียงหัวเราะของยูรันดังอยู่เพียงลำพัง ทุกคนยังจมอยู่ในความคิดของตนเองโดยไม่มีผู้ใดตอบกลับ

หลานชิงอวี้ก้มมองฝ่ามือตนเอง

[ขอเพียงทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ ต่อให้อยู่ห่างกันเพียงใดก็สามารถกลับไปยังสถานที่แห่งนั้นได้...]

นางเหลือบมองยูรันอย่างเงียบงัน

[ถ้าเช่นนั้น หากข้าทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ในห้องของศิษย์พี่...]

หนานอวี้เองก็ดวงตาสว่างขึ้นมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางกำลังคิดเรื่องเดียวกัน

[หากทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ในห้องศิษย์น้อง ข้าก็สามารถไปหาเขาตอนไหนก็ได้มิใช่หรือ?]

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็เผลอยกมุมปากขึ้น แต่รอยยิ้มนั้นคงอยู่ได้เพียงครู่เดียวก่อนจะชะงักค้าง

[เดี๋ยวก่อน หากศิษย์พี่รองจับได้ ข้าคงถูกมัดให้ยืนดูทั้งคืนจริง ๆ แน่!]

ไป๋หลิงกวาดตามองหลานชิงอวี้กับหนานอวี้สลับกัน แม้ทั้งสองจะไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่นางกลับเดาความคิดของพวกนางได้ทันที

[เห็นทีข้าคงต้องตรวจดูภายในห้องของสามีให้ละเอียดเสียแล้ว]

หลิงเยวี่ยไม่ได้สนใจความคิดฟุ้งซ่านของลูกศิษย์ นางกำลังพิจารณาเทพนภาเหินอย่างจริงจัง

[ไม่ถูกขัดขวางด้วยค่ายกลหรือมิติ แม้แต่แดนลับที่ปิดตัวลงแล้วยังสามารถเข้าออกได้...]

[หากฝึกจนถึงขีดสุด ก็สามารถก้าวข้ามผ่านมิติและเวลาได้โดยตรง...]

สิ่งนี้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเพียงวิชาเคลื่อนไหวอีกต่อไป

เฮยหลงกับเยว่หลินเองก็นิ่งเงียบ สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง

[หากนายท่านทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วทั้งแผ่นดิน...]

[ต่อให้มีผู้ใดคิดใช้ค่ายกลหรือแดนลับกักขังนายท่าน ก็คงไม่มีทางทำสำเร็จ]

ทั้งโต๊ะจมอยู่ในความเงียบ ไม่มีผู้ใดแตะต้องอาหารอีกเลย

ยูรันมองทุกคนซึ่งกำลังครุ่นคิดด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารเข้าปากตามปกติ

[จะคิดอะไรกันนักหนา แค่เดินให้ถึงจุดหมายเองมิใช่หรือ?]

ยูรันถอนหายใจ ก่อนใช้ตะเกียบเคาะขอบชามเรียกสติทุกคน

“เฮ้อ เอาเถอะ เลิกคิดกันได้แล้ว ลองฝึกดูเสียก่อน”

“อีกหนึ่งสัปดาห์ข้าก็ต้องไปรับภารกิจประจำเดือน ประจำปี หรือภารกิจอะไรสักอย่างของสำนักแล้ว”

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย

“ข้าว่าจะรับมาสักสามภารกิจ แล้วทำให้เสร็จพร้อมกันทีเดียว”

“หลังจากนั้นค่อยแวะไปยังตำหนักโอสถ ขอสมุนไพรจากผู้อาวุโสซูมาปลูกในสวนสมุนไพรของพวกเรา”

“ช่วงนี้ยังมีงานอีกมาก พวกเจ้ารีบฝึกให้สำเร็จเถอะ เวลาออกไปข้างนอกจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมากนัก”

หลานชิงอวี้รีบอธิบาย

“ศิษย์พี่ มันเรียกว่าภารกิจศิษย์ใหม่ประจำเดือนเจ้าค่ะ”

“ข้ากับท่านยังไม่ได้เข้าร่วมการประลองศิษย์ใน ต่อให้พวกเราจะถูกรับเป็นศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์แล้ว ก็ยังต้องทำภารกิจนี้อยู่ดี”

แม้น้ำเสียงของนางจะฟังดูจริงจัง แต่ภายในใจกำลังหัวเราะอย่างมีความสุข

[หมายความว่าข้าจะได้ออกไปทำภารกิจกับศิษย์พี่เพียงสองคน!]

[อิอิอิอิ...]

ไป๋หลิงหรี่ตามองหลานชิงอวี้ทันที ทำให้รอยยิ้มตรงมุมปากของนางแข็งค้างไปเล็กน้อย

หนานอวี้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็รีบก้มหน้ากินอาหาร ไม่คิดกล่าวสิ่งใดแม้แต่คำเดียว

[ซวยแล้ว ชิงอวี้กำลังจะถูกจับมัดให้ยืนดูแน่ ๆ]

[ข้าต้องเงียบเอาไว้ อย่าให้นางหันมาสนใจข้าเด็ดขาด!]

“อ้อ ภารกิจศิษย์ใหม่ประจำเดือนนี่เอง”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนถอนหายใจอีกครั้ง

“ยุ่งยากชะมัด”

เขาครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง

“ส่งน้อยหน่าระเบิดไปถล่มยอดเขาหลักทิ้งเลยดีหรือไม่?”

“จากนั้นค่อยโยนความผิดให้ผู้อาวุโสตู้ เห็นว่าเขากำลังวางแผนอะไรบางอย่างร่วมกับศิษย์พี่เย่อยู่พอดี”

ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ

“สองคนนั้นอันตรายจริง ๆ”

“...”

ทุกคนรอบโต๊ะหยุดตะเกียบพร้อมกัน

[คนที่อันตรายที่สุดคือเจ้านั่นแหละ!]

ยูรันเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันไปถามหลานชิงอวี้

“แล้วการประลองศิษย์สายในจะเริ่มเมื่อใด?”

หลานชิงอวี้ลองคำนวณเวลาอยู่ครู่หนึ่ง

“นับตั้งแต่พวกเราเข้าสำนักมาก็เกือบเจ็ดสิบวันแล้ว เพราะฉะนั้นน่าจะเหลืออีกประมาณยี่สิบวันเจ้าค่ะ”

“เชี่ย ไม่ได้การแล้ว!”

ยูรันวางตะเกียบลงทันที

“ต้องขอให้ทางสำนักเลื่อนเข้ามาเร็วกว่านั้น”

ทุกคนหันมองเขาด้วยความประหลาดใจ ขณะที่ยูรันเหลือบมองหลิงเยวี่ยอย่างมีเลศนัย

[อืม ดูเหมือนอาจารย์จะรักษาศักดิ์ศรีเกินกว่าจะเอ่ยปากขอให้ข้าช่วยสอน]

[ถ้าเช่นนั้นก็เอาแบบนี้แล้วกัน]

“อาจารย์ ช่วยข้าเรื่องหนึ่งสิ”

หลิงเยวี่ยเลิกคิ้วขึ้น

“เรื่องใด?”

“ท่านไปขอให้ทางสำนักเลื่อนการประลองศิษย์สายในเข้ามาเร็วขึ้นหน่อย”

ยูรันยกนิ้วขึ้นสามนิ้ว

“เอาเป็นอีกสามวันข้างหน้าได้หรือไม่?”

ก่อนที่หลิงเยวี่ยจะทันตอบ เขาก็เสนอสิ่งแลกเปลี่ยนออกมาทันที

“ถ้าท่านทำสำเร็จ ข้าจะช่วยสอนก้าวพริบตาให้ท่านด้วยตนเอง”

หลิงเยวี่ยหยุดชะงักไปทันที

[นี่มันเข้าทางข้าพอดีเลยมิใช่หรือ?!]

แม้ภายในใจจะยินดีจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ นางกลับตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

“ได้ ข้าจะลองจัดการให้”