ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 155 นี่มันเข้าทางข้าพอดีเลยมิใช่หรือ
ยูรันกล่าวต่อ
“แล้วสองวิชานี้ยังสามารถนำไปใช้ร่วมกับสัมผัสวิญญาณหรือวิชาตรวจจับได้ด้วยนะ”
ทุกคนซึ่งเพิ่งถูกแทงใจดำเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกันอีกครั้ง
หลานชิงอวี้ถามอย่างไม่เข้าใจ
“ก้าวพริบตากับเหยียบเวหาเป็นวิชาเคลื่อนไหวมิใช่หรือเจ้าคะ แล้วจะนำไปใช้กับสัมผัสวิญญาณได้อย่างไร?”
“ก็สัมผัสตำแหน่งของอะไรสักอย่าง แล้วก้าวไปปรากฏตัวอยู่ตรงนั้นอย่างไรเล่า”
ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องง่ายดาย
“หลักการคล้ายกับการเปิดประตูมิติของผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมสุญญตา เพียงแต่วิธีนี้ใช้ร่วมกับการตรวจจับตำแหน่ง”
“ก้าวพริบตาตามปกติยังต้องมองเห็นจุดหมายเสียก่อน แต่หากสัมผัสวิญญาณของพวกเจ้าไปถึงตำแหน่งซึ่งสายตามองไม่เห็น ก็สามารถใช้ตำแหน่งที่สัมผัสได้นั้นเป็นจุดหมายแทน”
“เมื่อรู้ว่าจุดหมายอยู่ที่ใด ต่อให้มองไม่เห็นก็สามารถก้าวไปถึงได้มิใช่หรือ?”
เขายกมือขึ้นเล็กน้อย
“แถมยังใช้พลังเพียงนิดเดียว ต่างจากการเปิดประตูมิติซึ่งต้องสิ้นเปลืองพลังจำนวนมาก”
“ไม่ว่าจะมองอย่างไร วิธีนี้ก็ดีกว่าเห็น ๆ”
ยูรันหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสริม
“ส่วนข้อเสียก็เหมือนที่พวกเจ้ารู้อยู่แล้ว”
“เรียนรู้ยากไปหน่อยเท่านั้นเอง”
ยูรันกล่าวต่อด้วยท่าทีสบาย ๆ
“หลักการง่ายมาก สมมุติว่าเจ้าอยากเดินถอยหลัง แม้มองไม่เห็นด้านหลัง เจ้าก็ยังถอยไปได้ใช่หรือไม่?”
“คำตอบคือได้”
“ในเมื่อมองไม่เห็นแล้วยังเดินถอยหลังได้ เหตุใดเมื่อใช้สัมผัสวิญญาณรับรู้ตำแหน่งเอาไว้แล้ว เจ้าจะก้าวไปยังจุดหมายไม่ได้เล่า?”
เขายกนิ้วขึ้นสามนิ้ว ก่อนอธิบายทีละข้อ
“ก้าวให้ได้ระยะทางไกลที่สุด โดยใช้จำนวนก้าวน้อยที่สุด สิ่งนี้เรียกว่า ‘เจ้าแห่งการพริบตา’”
“เหยียบทุกแห่งให้เหมือนเหยียบอยู่บนพื้น สิ่งนี้เรียกว่า ‘เจ้าแห่งการเหินฟ้า’”
“และแม้มองไม่เห็นหนทาง แต่ยังสามารถก้าวต่อไปได้ด้วยสัมผัส สิ่งนี้เรียกว่า ‘เจ้าแห่งการหยั่งรู้’”
ยูรันค่อย ๆ ลดมือลง
“เมื่อนำหลักการทั้งสามมารวมกัน มันจะถูกเรียกว่า...”
“เทพนภาเหิน”
ความเงียบปกคลุมไปทั่วโต๊ะอาหารอยู่หลายอึดใจ
หลานชิงอวี้เบิกตากว้าง ดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ
[ชื่อโคตรเท่!]
หนานอวี้เองก็เผลอกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น
[เทพนภาเหิน...เพียงได้ยินชื่อก็ดูเหนือกว่าวิชาเคลื่อนไหวทั่วไปไม่รู้กี่เท่าแล้ว!]
แม้แต่ไป๋หลิงยังนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองเท้าของตนเอง
[ข้าเพิ่งใช้สองวิชาแยกกันสำเร็จ แต่เขากลับนำหลักการทั้งสามมารวมกันตั้งแต่แรกแล้วหรือ?]
หลิงเยวี่ยพยายามรักษาสีหน้าให้สงบนิ่งที่สุด ทว่าปลายนิ้วซึ่งถือถ้วยชากลับกระชับแน่นขึ้นเล็กน้อย
[รันเอ๋อร์คิดวิชาเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไรกัน...]
ส่วนเฮยหลงกับเยว่หลินมองหน้ากัน ก่อนจะเห็นความตื่นเต้นแบบเดียวกันในแววตาของอีกฝ่าย
หลานชิงอวี้เป็นคนแรกที่อดใจไม่ไหว
“ศิษย์พี่ เทพนภาเหินนับเป็นวิชาใหม่อีกวิชาหนึ่ง หรือเป็นเพียงการนำหลักการทั้งสามมาใช้พร้อมกันเจ้าคะ?”
“โดยปกติแล้ว วิชาหนึ่งถือกำเนิดขึ้นจากการนำหลักการหลายอย่างมาผสมผสานกันมิใช่หรือ?”
ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
ไป๋หลิงถามต่อทันที
“แล้วก่อนจะใช้เทพนภาเหิน จำเป็นต้องฝึกก้าวพริบตากับเหยียบเวหาแยกกันจนชำนาญก่อนหรือไม่?”
“จำเป็นสิ ทั้งสองวิชาต้องชำนาญเสียก่อน”
ยูรันพยักหน้า
“แต่สำหรับวิชาตรวจจับ ต่อให้ไม่เชี่ยวชาญก็ไม่เป็นไร เพราะยังมีอีกวิธีหนึ่งอยู่”
หนานอวี้ขยับเข้ามาใกล้โต๊ะโดยไม่รู้ตัว
“อย่างไร ๆ รีบบอกมาเร็วเข้า!”
“หากไม่เชี่ยวชาญการตรวจจับ ก็เพียงสร้างสัญลักษณ์ของตนเองทิ้งเอาไว้ ใช้มันเป็นจุดหมายแทน”
ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
“ขอเพียงสัมผัสถึงสัญลักษณ์ของตนเองได้ ก็สามารถก้าวไปถึงตรงนั้นได้แล้วมิใช่หรือ? แถมวิธีนี้ยังไม่เสียพลังเพิ่มเติมด้วย”
“ข้อดีคือใช้งานง่าย ส่วนข้อเสียคือไปได้เฉพาะสถานที่ซึ่งวางสัญลักษณ์เอาไว้เท่านั้น”
“แต่หากใช้วิชาตรวจจับแทนสัญลักษณ์ แม้จะสิ้นเปลืองพลังมากขึ้นเล็กน้อย แต่กลับสามารถไปได้ทุกแห่ง ระยะทางขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ใช้เอง”
ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อราวกับสิ่งที่กำลังพูดไม่ใช่เรื่องน่าตกใจแต่อย่างใด
“ที่สำคัญ มันไม่ได้ถูกจำกัดด้วยระยะห่าง มิติ หรือแม้แต่ค่ายกล”
“อยากออกมาก็ออก อยากเข้าไปก็เข้า”
“สมมุติว่าแดนลับแห่งหนึ่งปิดตัวลงจนไม่เหลือประตูทางเข้า ขอเพียงภายในนั้นยังมีสัญลักษณ์ของพวกเจ้าอยู่ พวกเจ้าก็สามารถก้าวกลับเข้าไปได้”
“หรือหากชำนาญมากพอ ต่อให้ไม่มีสัญลักษณ์ก็ยังสามารถเข้าไปได้เช่นกัน”
ทุกคนรอบโต๊ะเริ่มนิ่งค้างไปทีละคน
ยูรันกลับยิ่งพูดยิ่งอารมณ์ดี
“เพราะเมื่อชำนาญก้าวพริบตาจนถึงขีดสุด มันจะไม่ใช่เพียงการย่นระยะทางอีกต่อไป”
“แต่มันจะกลายเป็นการก้าวข้ามผ่านมิติและเวลาโดยตรง”
เขากวาดตามองสีหน้าตกตะลึงของทุกคน ก่อนหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
“เป็นอย่างไร ข้อจำกัดน้อยมากเลยใช่หรือไม่?”
“ฮ่า ๆๆๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะของยูรันดังอยู่เพียงลำพัง เพราะไม่มีผู้ใดตอบกลับเลยแม้แต่คนเดียว
ทุกคนยังคงจมอยู่ในห้วงความคิดของตนเอง พยายามทำความเข้าใจความหมายของสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
หลานชิงอวี้ก้มมองฝ่ามือตนเอง
[ขอเพียงทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ ต่อให้อยู่ห่างกันเพียงใดก็สามารถกลับไปยังสถานที่แห่งนั้นได้...]
นางเหลือบมองยูรันอย่างเงียบงัน
[ถ้าเช่นนั้น หากข้าทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ในห้องของศิษย์พี่...]
หนานอวี้เองก็ดวงตาสว่างขึ้นมาเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางกำลังคิดเรื่องเดียวกัน
[หากทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ในห้องศิษย์น้อง ข้าก็สามารถไปหาเขาตอนไหนก็ได้มิใช่หรือ?]
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็เผลอยกมุมปากขึ้น แต่รอยยิ้มนั้นคงอยู่ได้เพียงครู่เดียวก่อนจะชะงักค้าง
[เดี๋ยวก่อน หากศิษย์พี่รองจับได้ ข้าคงถูกมัดให้ยืนดูทั้งคืนจริง ๆ แน่!]
ไป๋หลิงกวาดตามองหลานชิงอวี้กับหนานอวี้สลับกัน แม้ทั้งสองจะไม่ได้กล่าวสิ่งใด แต่นางกลับเดาความคิดของพวกนางได้ทันที
[เห็นทีข้าคงต้องตรวจดูภายในห้องของสามีให้ละเอียดเสียแล้ว]
หลิงเยวี่ยไม่ได้สนใจความคิดฟุ้งซ่านของลูกศิษย์ นางกำลังพิจารณาความสามารถของเทพนภาเหินอย่างจริงจัง
[ไม่ถูกขัดขวางด้วยค่ายกลหรือมิติ แม้แต่แดนลับที่ปิดตัวลงแล้วยังสามารถเข้าออกได้...]
[หากฝึกจนถึงขีดสุด ก็สามารถก้าวข้ามผ่านมิติและเวลาได้โดยตรง...]
ยิ่งคิด นางก็ยิ่งตระหนักว่าสิ่งนี้ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นเพียงวิชาเคลื่อนไหวอีกต่อไป
เฮยหลงกับเยว่หลินเองก็นิ่งเงียบไปนาน สีหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความตกตะลึง
[หากนายท่านทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วทั้งแผ่นดิน...]
[ต่อให้มีผู้ใดคิดใช้ค่ายกลหรือแดนลับกักขังนายท่าน ก็คงไม่มีทางทำสำเร็จ]
ทั้งโต๊ะจมอยู่ในความเงียบเป็นเวลานาน ไม่มีผู้ใดแตะต้องอาหารตรงหน้าอีกเลย
ยูรันมองทุกคนซึ่งกำลังครุ่นคิดด้วยสีหน้าจริงจัง ก่อนหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารเข้าปากตามปกติ
[จะคิดอะไรกันนักหนา แค่เดินให้ถึงจุดหมายเองมิใช่หรือ?]
ยูรันถอนหายใจ ก่อนใช้ตะเกียบเคาะขอบชามเรียกสติทุกคน
“เฮ้อ เอาเถอะ เลิกคิดกันได้แล้ว ลองฝึกดูเสียก่อน”
“อีกหนึ่งสัปดาห์ข้าก็ต้องไปรับภารกิจประจำเดือน ประจำปี หรือภารกิจอะไรสักอย่างของสำนักแล้ว”
เขาครุ่นคิดเล็กน้อย
“ข้าว่าจะรับมาสักสามภารกิจ แล้วทำให้เสร็จพร้อมกันทีเดียว”
“หลังจากนั้นค่อยแวะไปยังตำหนักโอสถ ขอสมุนไพรจากผู้อาวุโสซูมาปลูกในสวนสมุนไพรของพวกเรา”
“ช่วงนี้ยังมีงานอีกมาก พวกเจ้ารีบฝึกให้สำเร็จเถอะ เวลาออกไปข้างนอกจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมากนัก”
หลานชิงอวี้รีบอธิบาย
“ศิษย์พี่ มันเรียกว่าภารกิจศิษย์ใหม่ประจำเดือนเจ้าค่ะ”
“ข้ากับท่านยังไม่ได้เข้าร่วมการประลองศิษย์ใน ต่อให้พวกเราจะถูกรับเป็นศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์แล้ว ก็ยังต้องทำภารกิจนี้อยู่ดี”
แม้น้ำเสียงของนางจะฟังดูจริงจัง แต่ภายในใจกำลังหัวเราะอย่างมีความสุข
[หมายความว่าข้าจะได้ออกไปทำภารกิจกับศิษย์พี่เพียงสองคน!]
[อิอิอิอิ...]
ไป๋หลิงหรี่ตามองหลานชิงอวี้ทันที ทำให้รอยยิ้มตรงมุมปากของนางแข็งค้างไปเล็กน้อย
หนานอวี้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็รีบก้มหน้ากินอาหาร ไม่คิดกล่าวสิ่งใดแม้แต่คำเดียว
[ซวยแล้ว ชิงอวี้กำลังจะถูกจับมัดให้ยืนดูแน่ ๆ]
[ข้าต้องเงียบเอาไว้ อย่าให้นางหันมาสนใจข้าเด็ดขาด!]
“อ้อ ภารกิจศิษย์ใหม่ประจำเดือนนี่เอง”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนถอนหายใจอีกครั้ง
“ยุ่งยากชะมัด”
เขาครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง
“ส่งน้อยหน่าระเบิดไปถล่มยอดเขาหลักทิ้งเลยดีหรือไม่?”
“จากนั้นค่อยโยนความผิดให้ผู้อาวุโสตู้ เห็นว่าเขากำลังวางแผนอะไรบางอย่างร่วมกับศิษย์พี่เย่อยู่พอดี”
ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ
“สองคนนั้นอันตรายจริง ๆ”
“...”
ทุกคนรอบโต๊ะหยุดตะเกียบพร้อมกัน
[คนที่อันตรายที่สุดคือเจ้านั่นแหละ!]
ยูรันเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันไปถามหลานชิงอวี้
“แล้วการประลองศิษย์สายในจะเริ่มเมื่อใด?”
หลานชิงอวี้ลองคำนวณเวลาอยู่ครู่หนึ่ง
“นับตั้งแต่พวกเราเข้าสำนักมาก็เกือบเจ็ดสิบวันแล้ว เพราะฉะนั้นน่าจะเหลืออีกประมาณยี่สิบวันเจ้าค่ะ”
“เชี่ย ไม่ได้การแล้ว!”
ยูรันวางตะเกียบลงทันที
“ต้องขอให้ทางสำนักเลื่อนเข้ามาเร็วกว่านั้น”
ทุกคนหันมองเขาด้วยความประหลาดใจ ขณะที่ยูรันเหลือบมองหลิงเยวี่ยอย่างมีเลศนัย
[อืม ดูเหมือนอาจารย์จะรักษาศักดิ์ศรีเกินกว่าจะเอ่ยปากขอให้ข้าช่วยสอน]
[ถ้าเช่นนั้นก็เอาแบบนี้แล้วกัน]
“อาจารย์ ช่วยข้าเรื่องหนึ่งสิ”
หลิงเยวี่ยเลิกคิ้วขึ้น
“เรื่องใด?”
“ท่านไปขอให้ทางสำนักเลื่อนการประลองศิษย์สายในเข้ามาเร็วขึ้นหน่อย”
ยูรันยกนิ้วขึ้นสามนิ้ว
“เอาเป็นอีกสามวันข้างหน้าได้หรือไม่?”
ก่อนที่หลิงเยวี่ยจะทันตอบ เขาก็เสนอสิ่งแลกเปลี่ยนออกมาทันที
“ถ้าท่านทำสำเร็จ ข้าจะช่วยสอนก้าวพริบตาให้ท่านด้วยตนเอง”
หลิงเยวี่ยหยุดชะงักไปทันที
[นี่มันเข้าทางข้าพอดีเลยมิใช่หรือ?!]
แม้ภายในใจจะยินดีจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ หก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“ได้ ข้าจะลองจัดการให้”