ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 156 ข้าขุดหลุมฝังตัวเองชัด
สามวันต่อมา
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าหลิงเยวี่ยไปเจรจากับเจ้าสำนักด้วยวิธีใด แต่การประลองศิษย์ใหม่ซึ่งเดิมควรจัดขึ้นในอีกยี่สิบวันข้างหน้า กลับถูกเลื่อนมาจัดขึ้นในวันนี้อย่างกะทันหัน
ทันทีที่ประกาศแพร่กระจายออกไป ทั่วทั้งสำนักเมฆาจันทร์ก็ตกอยู่ในความโกลาหล
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดการประลองจึงถูกเลื่อนมาเร็วขนาดนี้?!”
“ข้ายังเตรียมตัวไม่พร้อมเลย!”
“เมื่อคืนข้ายังคิดว่าเหลือเวลาฝึกอีกตั้งยี่สิบวัน!”
“หรือเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นภายในสำนัก?”
เหล่าศิษย์ใหม่ต่างมีสีหน้างุนงง บางคนรีบหยิบอาวุธออกมาตรวจสอบ บางคนวิ่งกลับไปเปลี่ยนชุด ส่วนผู้ที่ยังไม่ได้เตรียมโอสถหรือยันต์สำหรับการประลองแทบอยากร่ำไห้ออกมา
ไม่มีผู้ใดรู้สาเหตุที่แท้จริง
พวกเขารู้เพียงว่าเจ้าสำนักเป็นผู้ออกคำสั่งด้วยตนเอง และไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้าน
ณ ตำหนักโอสถ
ผู้อาวุโสซูรีบเดินเข้ามาหาซินเยวี่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ซินเยวี่ย พวกเรามีปัญหาแล้ว”
ซินเยวี่ยเงยหน้าขึ้นจากตำราโอสถ
“เกิดเรื่องใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“เดิมทีข้าคิดว่าจะเดินทางไปสำนักเมฆาจันทร์ในอีกยี่สิบวันข้างหน้า และพาเจ้าไปด้วย”
ผู้อาวุโสซูถอนหายใจยาว
“แต่อยู่ ๆ เจ้าสำนักเมฆาจันทร์กลับเลื่อนการประลองศิษย์ใหม่มาจัดในวันนี้ ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเช่นกัน”
“วันนี้หรือเจ้าคะ?!”
ซินเยวี่ยลุกพรวดขึ้นทันที
“เช่นนั้นพวกเราก็รีบออกเดินทางกันเถอะเจ้าค่ะ!”
ผู้อาวุโสซูส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนหันไปมองตำรา บัญชี และสมุนไพรจำนวนมากซึ่งกองอยู่เต็มโต๊ะ
“พวกเราคงไปไม่ได้แล้ว”
“งานที่ค้างเอาไว้ยังไม่เสร็จ”
ร่างของซินเยวี่ยแข็งค้างไปทันที
นางค่อย ๆ หันไปมองกองงานสูงท่วมหัว ก่อนหันกลับมามองผู้อาวุโสซูอีกครั้ง
“ต้องใช้เวลาจัดการอีกนานเพียงใดเจ้าคะ?”
“ต่อให้พวกเราเกณฑ์คนมาช่วย แล้วเร่งมือเต็มที่ อย่างน้อยก็การประลองก็คงจบไปแล้ว”
ซินเยวี่ยกำมือลงบนโต๊ะจนข้อนิ้วซีดขาว
[ข้าอุตส่าห์คิดว่ายังเหลือเวลาเตรียมตัวอีกตั้งยี่สิบวัน...]
[เหตุใดจึงต้องเลื่อนมาจัดวันนี้ด้วย?!]
ผู้อาวุโสซูเองก็มีสีหน้าหดหู่ไม่ต่างกัน
คนหนึ่งพลาดชมการประลองของบุรุษที่ตนสนใจ
ส่วนอีกคนพลาดโอกาสพบคนซึ่งอาจช่วยกอบกู้อนาคตของตำหนักโอสถ
ไม่ว่าจะมองอย่างไร ผู้ที่สั่งเลื่อนการประลองครั้งนี้ก็ช่างไร้เหตุผลเหลือเกิน.
ณ พระราชวัง
เพล้ง!
แจกันล้ำค่าถูกขว้างกระแทกกำแพงจนแตกกระจาย เศษกระเบื้องร่วงกราวเต็มพื้นห้อง
เซี่ยหลานอิงยืนอยู่ท่ามกลางข้าวของที่ถูกทำลาย สีหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ขณะที่เหล่าสาวใช้และบ่าวรับใช้ต่างก้มหน้าตัวสั่น ไม่มีผู้ใดกล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!”
นางตวาดลั่น
“การประลองศิษย์ใหม่ควรจะจัดขึ้นในอีกยี่สิบวันมิใช่หรือ เหตุใดจึงถูกเลื่อนมาเป็นวันนี้!”
ข้ารับใช้ผู้หนึ่งรีบคุกเข่าลงกับพื้น
“ทูลรัชทายาท กระหม่อมเองก็ไม่ทราบพ่ะย่ะค่ะ”
“คำสั่งนี้ถูกประกาศออกมาอย่างกะทันหัน ไม่มีคำอธิบายถึงสาเหตุ มีเพียงข่าวว่าเจ้าสำนักเมฆาจันทร์เป็นผู้สั่งเลื่อนการประลองด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยหลานอิงกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าไปในฝ่ามือ
“บัดซบ!”
“ถ้าเขาเข้าร่วมการประลองแล้วข้าไปไม่ทัน จนพลาดการประลองของเขาขึ้นมาจะทำอย่างไร?!”
เหล่าข้ารับใช้ซึ่งกำลังคุกเข่าตัวสั่นพลันนิ่งค้างไปพร้อมกัน
[นั่นคือเหตุผลที่พระองค์ทรงอาละวาดทำลายข้าวของทั้งหมดนี่หรือ?!]
ในเวลานั้นเอง อ๋องหมิงกับอ๋องเฉินเดินเข้ามาภายในห้อง ทั้งสองยังไม่รู้เลยว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น
เมื่อเห็นสภาพห้องซึ่งเต็มไปด้วยเศษซาก อ๋องหมิงก็หัวเราะเสียงดัง
“ฮ่า ๆ หลานรัก เกิดอะไรขึ้น? ผู้ใดทำให้เจ้าโกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงเพียงนี้?”
เขาตบหน้าอกตนเองอย่างมั่นใจ
“บอกอามา เดี๋ยวอาจะไปตบหัวมันให้กระจุยเอง!”
อ๋องเฉินพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นสิ หลานรัก เจ้าใจเย็นลงก่อนเถอะ หากมีผู้ใดล่วงเกินเจ้า ข้าจะช่วยจัดการให้เอง”
“หนวกหู!”
เซี่ยหลานอิงตวาดสวนกลับทันที
“ไสหัวไปให้หมด!”
“ส่วนพวกเจ้ายังมัวทำอะไรกันอยู่ รีบเตรียมเรือเหาะเดี๋ยวนี้!”
นางกวาดตามองข้ารับใช้ทุกคนด้วยสายตาเย็นเยียบ
“พวกเราต้องไปถึงสำนักเมฆาจันทร์ก่อนเที่ยง หากข้าพลาดการประลองของเขาขึ้นมา ข้าจะเอาหัวพวกเจ้าไปแขวนเสียบประจาน!”
กล่าวจบ เซี่ยหลานอิงก็รีบวิ่งออกจากห้องไปโดยไม่รอผู้ใด
อ๋องหมิงยืนนิ่งค้างอยู่กับที่ รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งทื่อไปนานหลายอึดใจ
“อะ...เอ่อ พี่ใหญ่”
เขาหันไปหาอ๋องเฉินด้วยสีหน้าราวกับเพิ่งถูกฟ้าผ่า
“เมื่อครู่หลานด่าข้าว่าหนวกหู”
ริมฝีปากของอ๋องหมิงเริ่มสั่นระริก
“นางยังบอกให้ข้าไสหัวไปอีกด้วย!”
“หลานรักของข้าาาาาาาาาาาา!”
พรวด! อ๋องหมิงกระอักเลือดออกมาด้วยความเจ็บปวด
อ๋องเฉินยกมือนวดขมับ ก่อนหันไปถามเหล่าข้ารับใช้
“สรุปแล้วมันเกิดอะไรขึ้น?”
ข้ารับใช้ผู้หนึ่งรีบรายงานทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ รวมถึงเหตุผลที่รัชทายาทหญิงอาละวาดทำลายข้าวของภายในห้อง
เมื่อฟังจบ อ๋องเฉินก็นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่
เขามองประตูซึ่งเซี่ยหลานอิงเพิ่งวิ่งออกไป ก่อนถอนหายใจอย่างหมดแรง
“จบสิ้นแล้วสินะ”
“หลานของข้ากลายเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไรกัน...”
ตัดกลับมายังยอดเขาจันทรา
หนานอวี้กับไป๋หลิงกำลังเตรียมตัวลงแข่งขันในสนามระดับแก่นทองคำ
แม้วิถีบำเพ็ญของทั้งสองจะเปลี่ยนไปแล้ว และพลังในปัจจุบันเพียงพอให้ต่อกรกับผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณทารกได้ แต่พวกนางยังไม่คุ้นเคยกับพลังรูปแบบใหม่ จึงตั้งใจใช้การประลองครั้งนี้ทดสอบและฝึกควบคุมพลังของตนเอง
ส่วนยูรันจะลงแข่งขันในสนามระดับสร้างรากฐาน ขณะที่หลานชิงอวี้จะเริ่มจากสนามระดับหลอมรวมปราณ
ระหว่างเตรียมตัว ยูรันหันไปถามหลิงเยวี่ยด้วยความสงสัย
“อาจารย์ ท่านนำสิ่งใดไปแลกกับเจ้าสำนักกันแน่ เขาถึงยอมเลื่อนการประลองให้เร็วขึ้นตั้งยี่สิบวัน?”
“เจ้าสำนักใกล้จะเข้าสู่ขอบเขตครึ่งก้าวหลอมรวมเต๋าแล้ว”
หลิงเยวี่ยตอบอย่างสงบนิ่ง
“ข้าจึงมอบโอสถระดับหก ‘โอสถทะลวงหลอมรวมเต๋า’ ให้เขาหนึ่งเม็ด เดิมทีข้าเตรียมเก็บมันเอาไว้ใช้กับตนเอง แต่หากภายหลังข้าเปลี่ยนวิถีบำเพ็ญ โอสถเม็ดนั้นก็คงไม่มีประโยชน์อีกต่อไป”
“ด้วยฤทธิ์ของมัน อย่างน้อยก็น่าจะช่วยให้เขาก้าวเข้าสู่ครึ่งก้าวหลอมรวมเต๋าได้ เขาจึงยอมตกลงเลื่อนการประลองให้”
“อ๋อ”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ขยะดี ๆ นี่เอง”
หลิงเยวี่ยชะงัก
ยูรันส่ายหน้า ก่อนถอนหายใจราวกับผิดหวังในตัวเจ้าสำนักอย่างยิ่ง
“ไอ้พวกชอบเสพยา ไม่คิดฝึกฝนด้วยกำลังของตนเอง”
มุมปากของหลิงเยวี่ยกระตุกเบา ๆ
[นั่นคือโอสถระดับหกซึ่งข้าเก็บรักษามาหลายปีนะ!]
ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ต่างหันหน้าหนี ไม่กล้าแสดงปฏิกิริยาออกมาตรง ๆ
เพราะหากนับตามคำพูดของยูรัน ผู้บำเพ็ญเกือบทั้งแผ่นดินคงกลายเป็นพวกติดยาไปหมดแล้ว
ดวงตาของยูรันพลันสว่างวาบ ราวกับเพิ่งค้นพบหนทางร่ำรวยสายใหม่
“เดี๋ยวก่อนนะ”
“แค่ขยะเม็ดเดียวก็ทำให้เจ้าสำนักยอมเลื่อนการประลองเร็วขึ้นตั้งยี่สิบวัน...”
เขายกมุมปากขึ้นเรื่อย ๆ
“ถ้าเช่นนั้นข้าไปหลอมออกมาสักหลาย ๆ เตา แล้วเอามาขายให้พวกเขาไม่ดีกว่ารึไง?”
“รวยเละแน่งานนี้! ต้องรีดไถพวกนี้ให้หนักๆ”
ไป๋หลิงมองเขาอย่างสงสัย
“เจ้าหลอมโอสถระดับหกเป็นด้วยหรือ?”
ยูรันหันมามองนาง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“หลิงเอ๋อร์ ภรรยาผู้งดงามของข้า ข้าให้โอกาสท่านถามใหม่อีกครั้ง”
ไป๋หลิงนิ่งค้างไปทันที
ใบหน้าซึ่งเคยสงบนิ่งค่อย ๆ แดงระเรื่อขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความสงสัยเรื่องโอสถระดับหกเมื่อครู่หายไปจากความคิดจนหมดสิ้น
ฉึก!
ฉึก!
ฉึก!
หนานอวี้ หลานชิงอวี้ และหลิงเยวี่ยต่างรู้สึกราวกับถูกแทงเข้ากลางอกพร้อมกัน
หนานอวี้ถึงกับยกมือกุมหน้าอก สีหน้าเต็มไปด้วยความเสียใจ
[อ๊ากกกกก! ข้าไม่น่าขอให้ศิษย์น้องช่วยปิดบังศิษย์พี่รองเลย!]
[หากวันนั้นข้าบอกทุกอย่างออกไปตรง ๆ ป่านนี้เขาอาจเรียกข้าว่าภรรยาไปแล้วก็ได้!]
นางยิ่งคิดก็ยิ่งอยากย้อนเวลากลับไปตบศีรษะตนเองในวันนั้น
[ข้าเป็นคนแรกแท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับไม่มีแม้แต่คำเรียกพิเศษ!]
[ข้าขุดหลุมฝังตัวเองชัด ๆ!]
หลานชิงอวี้พยายามเก็บความอิจฉา ก่อนรีบยื่นหน้าเข้ามาช่วยอธิบาย
“ศิษย์พี่รองเจ้าคะ ศิษย์พี่ยูกำลังบอกให้ท่านเปลี่ยนคำถามใหม่”
นางเหลือบมองยูรันเล็กน้อย
“ท่านควรถามว่า ยังมีสิ่งใดบนโลกนี้ที่เขาทำไม่เป็นอีกบ้างต่างหาก”
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
ยูรันพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“อืม ตามนั้นแหละ”
ไป๋หลิงเม้มริมฝีปากกลั้นรอยยิ้ม
ส่วนคนที่เหลือทำได้เพียงมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน.