คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 157 กำไรแล้ว7,602 ตัวอักษร

ตอนที่ 157 กำไรแล้ว

ลานประลองบนยอดเขาหลักเต็มไปด้วยศิษย์จำนวนมาก ทุกคนยังคงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเลื่อนวันประลองอย่างกะทันหันไม่หยุด

เมื่อยูรันและคนอื่นมาถึง พวกเขาก็เดินไปตรวจสอบรายชื่อกับสายการประลองทันที

ยูรันกวาดมองรายชื่อบนแผ่นป้ายอยู่ครู่หนึ่ง

“ดูเหมือนการแข่งขันของข้ากับชิงอวี้จะง่ายพอสมควรนะ”

หลานชิงอวี้ยิ้มอย่างมั่นใจ

“ข้าจะรีบชนะแล้วไปดูศิษย์พี่ประลองเจ้าค่ะ”

ยูรันเลื่อนสายตาไปยังสนามระดับแก่นทองคำ ก่อนหยุดอยู่ตรงชื่อหนึ่ง

“แต่ทางหลิงเอ๋อร์กับศิษย์พี่สามอาจลำบากหน่อย”

ไป๋หลิงเลิกคิ้ว

“ลำบากอย่างไร?”

“พวกท่านมีโอกาสต้องเจอกับศิษย์พี่เย่ในรอบท้าย ๆ”

หนานอวี้มองชื่อเย่อ้าวเทียนบนแผ่นป้าย ก่อนกำหมัดดังกรอบ

“แล้วมันยากตรงไหน?”

ยูรันหันมามองนาง

“ถึงตอนนี้พวกท่านจะสามารถต่อสู้ข้ามขอบเขตได้แล้วก็จริง แต่ศิษย์พี่เย่ต่อสู้ข้ามขอบเขตมานานกว่าพวกท่านมาก”

“อย่าลืมว่าเขายังมีกายาทรราชโลหิตคลั่งอยู่ด้วย”

หนานอวี้ชะงักไปเล็กน้อย

ยูรันกล่าวต่อ

“แถมตอนอยู่ในแดนลับ เขายังได้รับวิชาฝึกจิตไปอีกหนึ่งวิชา ตอนนี้พลังของเขาน่าจะเพิ่มขึ้นมากพอสมควร”

เขามองไป๋หลิงกับหนานอวี้สลับกัน ก่อนสรุปตามตรง

“หากต้องสู้กับเขาตอนนี้ ข้าว่าพวกท่านสองคนไม่น่าจะชนะ”

“...”

สีหน้าของไป๋หลิงเย็นลงทันที

หนานอวี้ซึ่งเคยมั่นใจเต็มเปี่ยมพลันขมวดคิ้วแน่น

ฉึก!

คำว่า ‘ไม่น่าจะชนะ’ แทงเข้าไปในใจของทั้งสองอย่างแม่นยำ

หลานชิงอวี้เหลือบมองทั้งคู่ ก่อนถอยออกมาเงียบ ๆ

[แย่แล้ว ศิษย์พี่สามกับศิษย์พี่รองไม่ชอบยอมแพ้เสียด้วย]

ไป๋หลิงจ้องชื่อเย่อ้าวเทียนบนแผ่นป้ายอยู่นาน ก่อนเอ่ยขึ้นอย่างสงบนิ่ง

“ชนะหรือไม่ ต้องลองต่อสู้ก่อนจึงจะรู้”

หนานอวี้พยักหน้าเห็นด้วยทันที

“ถูกต้อง ข้าเพิ่งเปลี่ยนวิถีมาได้ไม่กี่วัน ยังไม่เคยใช้พลังทั้งหมดต่อสู้จริงเลยสักครั้ง”

ยูรันยักไหล่

“ข้าก็แค่ประเมินตามสิ่งที่รู้เท่านั้น”

“หากพวกท่านเอาชนะเขาได้จริง ข้าก็ยินดีด้วย”

คำพูดของเขาฟังดูธรรมดา แต่กลับทำให้เปลวไฟแห่งการแข่งขันในดวงตาของทั้งสองลุกโชนยิ่งกว่าเดิม.

ยูรันมองสายการประลองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้

“อืม ข้าขอกลับไปเอาของก่อน รอประเดี๋ยว”

กล่าวจบ ร่างของเขาก็หายวับไปทันที

ไม่นานนักยูรันก็กลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง พร้อมกล่องไม้ขนาดใหญ่ซึ่งสะพายอยู่บนแผ่นหลัง

ไป๋หลิงมองกล่องใบนั้นอย่างสงสัย

“มันคืออะไร?”

ยูรันตบกล่องไม้เบา ๆ

“อาวุธลับเพื่อความเท่”

ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าอาวุธลับเพื่อความเท่หมายถึงสิ่งใด แต่ก่อนจะทันได้ถาม ศิษย์หญิงกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเขาเสียก่อน

ตลอดช่วงเวลารอเริ่มการแข่งขัน มีคนเข้ามาทักทายยูรันอย่างไม่ขาดสาย และส่วนใหญ่ล้วนเป็นสตรีซึ่งเคยได้ฟังเขาบรรเลงดนตรีบนลานประลอง

“ศิษย์พี่ยู วันนี้ท่านจะบรรเลงดนตรีอีกหรือไม่เจ้าคะ?”

“คราวก่อนข้ายังฟังไม่จุใจเลย”

“หากศิษย์พี่ยอมเล่นให้ฟังอีกสักเพลง พวกเรายินดีจ่ายเหรียญวิญญาณเจ้าค่ะ”

ศิษย์หญิงผู้ใจกล้าคนหนึ่งขยับเข้ามาใกล้ ก่อนกล่าวด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ

“หากศิษย์พี่ไม่ต้องการเหรียญวิญญาณ จะให้ข้าจ่ายด้วยร่างกายก็ได้นะเจ้าคะ”

“...”

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามตรง

“จ่ายด้วยร่างกายก็ออกจะเกินไปหน่อย”

พรึ่บ!

ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้หันมามองเขาพร้อมกันทันที

ไป๋หลิงหรี่ตาลง

“สามี ที่เจ้าบอกว่าเกินไป หมายความว่าเจ้ารู้สึกเสียดายหรือ?”

หนานอวี้พับแขนเสื้อขึ้นช้า ๆ

“หรือหากนางจ่ายให้น้อยกว่านี้ เจ้าจะยอมรับ?”

ส่วนหลานชิงอวี้รีบขยับมายืนขวางระหว่างยูรันกับกลุ่มศิษย์หญิง

“ศิษย์พี่เจ้าคะ ข้าว่าพวกเราไปยืนรอทางอื่นกันดีกว่า!”

ยูรันมองทั้งสามคนสลับกันด้วยความงุนงง

“พวกท่านกำลังคิดอะไรอยู่?”

“ข้าหมายความว่าแค่บรรเลงดนตรีหนึ่งเพลง กลับต้องจ่ายด้วยร่างกาย ราคามันสูงเกินไปต่างหาก”

ศิษย์หญิงผู้ยื่นข้อเสนอหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม

ขณะที่สายตาของไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนลงแม้แต่น้อย

ภายในมุมมืดใต้เงาของอัฒจันทร์ เย่อ้าวเทียนยืนมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน

สายตาของเขาจับจ้องไปยังยูรันซึ่งกำลังถูกเหล่าศิษย์หญิงรุมล้อม ก่อนจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ซึ่งยืนเคียงข้างอีกฝ่าย

กรอด!

มือของเย่อ้าวเทียนกำแน่นจนเส้นเลือดปูดนูน เล็บจิกฝ่ามือจนโลหิตไหลซึมออกมา

[เหตุใดจึงเป็นมันอีกแล้ว...]

[ไม่ว่ามันจะปรากฏตัวที่ใด ทุกคนก็เอาแต่ห้อมล้อมมัน!]

เขาสูดลมหายใจลึก พยายามสะกดความโกรธแค้นภายในใจเอาไว้

[เอาเถอะ ปล่อยให้พวกมันหัวเราะไปก่อน]

[เมื่อการประลองเริ่มขึ้น ข้าจะทำให้ทุกคนได้เห็นว่า ระหว่างข้ากับพวกมันมีช่องว่างมากเพียงใด]

เย่อ้าวเทียนเหลือบมองรายชื่อของไป๋หลิงกับหนานอวี้บนแผ่นป้าย ก่อนยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มเหี้ยม

[พวกเจ้าคิดว่าจะเอาชนะข้าได้อย่างนั้นหรือ?]

[ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว]

สายตาเย็นเยียบของเขาย้อนกลับไปจับจ้องยูรันอีกครั้ง

[ส่วนเจ้า ข้าจะให้ชดใช้อย่างสาสมที่บังอาจแย่งไป๋หลิงไปจากข้า!]

[หึ รอให้ถึงวันประลองระหว่างสำนักก่อนเถอะ]

[เมื่อข้าจัดการหลิงเยวี่ยได้ พวกเจ้าทุกคนจะต้องกลายเป็นเตาหลอมของข้า!]

[ฮ่า ๆๆๆๆ!]

อีกด้านหนึ่ง ยูรันยกนิ้วขึ้นแคะหูอย่างไม่มีสาเหตุ

“อืม วันนี้คันหูจริง ๆ”

เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย

“เหมือนมีใครบางคนกำลังคิดเรื่องน่ารำคาญอยู่ที่ไหนสักแห่ง”

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

การแข่งขันในสนามระดับหลอมรวมปราณสิ้นสุดลงโดยแทบไม่มีสิ่งใดเหนือความคาดหมาย

หลานชิงอวี้คว้าชัยชนะมาได้อย่างง่ายดาย

หลังจากเปลี่ยนเข้าสู่วิถีแห่งเส้นทางดารา พลังของนางก็เพียงพอให้ต่อกรกับผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานได้อย่างสบาย ๆ คู่ต่อสู้ในระดับหลอมรวมปราณจึงไม่อาจนับเป็นภัยคุกคามได้เลยแม้แต่น้อย

ไม่ว่าคู่ต่อสู้จะใช้วิชาหรืออาวุธชนิดใด นางก็สามารถรับมือและเอาชนะได้ภายในเวลาไม่นาน

เมื่อกลับขึ้นมายังอัฒจันทร์ หลานชิงอวี้กวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนถามด้วยความสงสัย

“ศิษย์พี่ยูไปไหนแล้วเจ้าคะ?”

ไป๋หลิงส่ายหน้า

“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นเขาบอกว่าจะไปคุยกับเจ้าสำนักเรื่องอะไรบางอย่าง จากนั้นก็หายตัวไปเลย”


ด้านหลังอัฒจันทร์

เจ้าสำนักยืนประสานมือไว้ด้านหลัง ก่อนมองบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาพิจารณา

“เจ้ามีธุระอันใด ถึงได้ขอคุยกับข้าเป็นการส่วนตัว?”

“ข้าอยากเปลี่ยนรูปแบบการประลองของสนามระดับสร้างรากฐานเล็กน้อย”

ยูรันกล่าวเข้าประเด็นทันที

“ให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนขึ้นมาต่อสู้กับข้าพร้อมกัน”

เจ้าสำนักนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง

“เจ้าหมายความว่า จะต่อสู้กับศิษย์ระดับสร้างรากฐานทั้งหมดเพียงลำพัง?”

“ถูกต้อง”

“เหตุใดเจ้าจึงต้องทำเช่นนั้น?”

“เพื่อไม่ให้เสียเวลา”

ยูรันตอบราวกับเป็นเหตุผลธรรมดาที่สุดในโลก

“ส่วนสิ่งแลกเปลี่ยน ข้าจะหาโอสถระดับเจ็ดมาให้ท่านหนึ่งเม็ด หวังว่าเจ้าสำนักจะอนุญาต”

สีหน้าสงบนิ่งของเจ้าสำนักเปลี่ยนไปทันที

“โอสถระดับเจ็ด?”

เขาจ้องยูรันเขม็ง ราวกับต้องการมองให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายกำลังพูดเล่นหรือไม่

“เจ้าเอาจริงหรือ?”

“จริงสิ”

ยูรันพยักหน้า

“ข้าสนิทกับผู้อาวุโสซูแห่งตำหนักโอสถ หลังจากออกไปทำภารกิจ ข้าตั้งใจจะแวะไปหาเขาอยู่พอดี ถึงเวลานั้นข้าจะขอโอสถมาให้ท่าน”

เขาถอนหายใจอย่างหมดความอดทน

“ช่วงนี้ข้าเสียเวลาไปมากแล้ว หากต้องขึ้นประลองทีละรอบอีก ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด”

“เพราะฉะนั้นให้ทุกคนขึ้นมาพร้อมกันนั่นแหละ ง่ายที่สุด”

เจ้าสำนักครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขมวดคิ้วถามอีกครั้ง

“ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องโอสถ”

“ข้าหมายถึงเจ้าคิดจะต่อสู้กับศิษย์ระดับสร้างรากฐานทุกคนพร้อมกันจริง ๆ หรือ?”

“จริงสิ”

ยูรันตอบโดยไม่ลังเล

“ข้าชนะได้สบายมาก”

เจ้าสำนักจ้องหน้าเขาอยู่นาน แต่กลับมองไม่เห็นความกังวลแม้แต่น้อย

ยูรันหันมองซ้ายขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดอยู่ใกล้ ๆ จึงขยับเข้าไปกระซิบ

“หากโอสถระดับเจ็ดยังไม่เพียงพอ ข้าจะเสนอเพิ่มให้อีกอย่างหนึ่ง”

“สิ่งใด?”

“สัตว์วิเศษหนึ่งตัว”

ดวงตาของเจ้าสำนักเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

“สัตว์วิเศษ?”

“พอดีข้ากำลังทดลองสร้างหงส์ฟ้าอยู่”

ยูรันกล่าวราวกับกำลังพูดถึงการเลี้ยงไก่ธรรมดาตัวหนึ่ง

“หากทดลองสำเร็จ ข้าจะแบ่งให้ท่านหนึ่งตัว เป็นอย่างไร?”

เจ้าสำนักนิ่งค้างไปทันที

[สร้างหงส์ฟ้า?]

[สัตว์วิเศษสามารถสร้างขึ้นมาเองได้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?!]

ความคิดของเขาปั่นป่วนอยู่ครู่ใหญ่ แต่เมื่อพิจารณาอย่างละเอียดแล้ว สิ่งที่ยูรันร้องขอกลับเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันเท่านั้น

[ข้าต้องทำเพียงให้ศิษย์ระดับสร้างรากฐานทั้งหมดขึ้นไปรุมเขาพร้อมกัน...]

[ข้าตกลงตั้งแต่ได้ยินคำว่าโอสถระดับเจ็ดแล้วด้วยซ้ำ!]

[แต่เจ้าเด็กนี่ยังเสนอสัตว์วิเศษเพิ่มให้อีกตัว หากเขาสร้างสำเร็จจริง ข้าก็มีแต่ได้กับได้!]

เจ้าสำนักรีบเก็บความตื่นเต้นเอาไว้ ก่อนกระแอมเบา ๆ และกลับมาวางท่าคร่ำเคร่งดังเดิม

“ในเมื่อเจ้ามั่นใจถึงเพียงนี้ ข้าก็ไม่มีเหตุผลต้องคัดค้าน”

“ข้าตกลงตามข้อเสนอของเจ้า”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ทั้งโอสถระดับเจ็ดและหงส์ฟ้า ตกลงตามนี้”

“อืม ไม่มีปัญหา”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

ดวงตาของเจ้าสำนักพลันเปล่งประกายขึ้นทันที

[กำไรแล้ว!]