คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 158 สามีของข้าเก่งเกินไปแล้ว8,187 ตัวอักษร

ตอนที่ 158 สามีของข้าเก่งเกินไปแล้ว

เมื่อเวลาใกล้เที่ยง เจ้าสำนักจึงปรากฏตัวขึ้นเหนือเวทีประลอง ก่อนประกาศเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันของสนามระดับสร้างรากฐานอย่างกะทันหัน

เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือยูรันดูโจ่งแจ้งเกินไป เขาจึงเปลี่ยนการแข่งขันทั้งหมดให้กลายเป็นการประลองแบบตะลุมบอน

“การแข่งขันสนามระดับสร้างรากฐานในช่วงบ่าย จะให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนขึ้นเวทีพร้อมกัน”

“ผู้ที่ถูกผลักตกจากเวทีหรือหมดสภาพต่อสู้จะถือว่าแพ้ ส่วนอันดับจะตัดสินตามลำดับการตกรอบ”

“ผู้ที่ยืนหยัดอยู่บนเวทีเป็นคนสุดท้ายจะเป็นผู้ชนะ!”

สิ้นเสียงประกาศ เหล่าศิษย์ระดับสร้างรากฐานต่างส่งเสียงฮือฮา บางคนตื่นเต้น ขณะที่บางคนรีบมองหาพรรคพวกเพื่อเตรียมร่วมมือกันชั่วคราว

เจ้าสำนักมองภาพเบื้องล่าง ก่อนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

[แบบนี้คงไม่มีผู้ใดสงสัยแล้ว]

[ช่วงบ่ายก็รอดูทุกคนรุมยำเจ้าเด็กนั่นบนเวทีเถอะ]

หลังเจ้าสำนักจากไป หลานชิงอวี้ก็หันมาถามยูรันทันที

“นี่คือเรื่องที่ศิษย์พี่ไปขอเจ้าสำนักมาหรือเจ้าคะ?”

“ใช่”

ยูรันพยักหน้า

“ข้าตกลงว่าจะมอบโอสถระดับเจ็ดให้เขาหนึ่งเม็ด กับหงส์ฟ้าอีกหนึ่งตัว”

“ว่าอย่างไรนะ?!”

หนานอวี้ร้องลั่น

“นั่นคือสัตว์วิเศษนะ เจ้าจะยกให้เขาง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?!”

หลิงเยวี่ยเองก็ขมวดคิ้วด้วยความกังวล

“นั่นสิ รันเอ๋อร์ ข้าว่าข้อแลกเปลี่ยนนี้ไม่ค่อยเหมาะสมนัก”

“นอกจากหงส์ฟ้าแล้ว ยังมีโอสถระดับเจ็ดอีกหนึ่งเม็ดด้วย เพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการประลอง จำเป็นต้องจ่ายมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”

“อืม...”

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ในเมื่อโอสถระดับหกยังเป็นขยะ โอสถระดับเจ็ดก็คงเป็นเพียงขยะที่มีค่ามากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยมิใช่หรือ?”

หลิงเยวี่ยรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่มีสาเหตุ

“เดี๋ยวข้าค่อยไปขอจิ๊กมาจากผู้อาวุโสซูก็สิ้นเรื่อง”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ส่วนหงส์ฟ้าก็แค่หงส์กระจอก ๆ ตัวหนึ่ง จะเสียดายไปทำไม?”

“พวกเรายังมีสัตว์วิเศษชนิดอื่นที่ต้องสร้างอีกมาก หงส์ฟ้านับเป็นเพียงสายพันธุ์ระดับล่างสุดในบรรดาสิ่งที่พวกเรากำลังจะสร้างด้วยซ้ำ”

ทุกคนจมอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

ไป๋หลิงมองหน้าเขา ก่อนถามคำถามสำคัญ

“แล้วผู้อาวุโสซูรู้หรือยังว่าเจ้าจะไปขอโอสถระดับเจ็ดจากเขา?”

“ยัง”

ยูรันตอบทันที

“แต่เดี๋ยวเขาก็รู้เองนั่นแหละ”

หลิงเยวี่ยเริ่มรู้สึกสงสารผู้อาวุโสซูขึ้นมาล่วงหน้าเสียแล้ว

ยูรันโบกมืออย่างไม่คิดจะสนทนาเรื่องนี้ต่อ

“ช่างเถอะ ยังมีเวลาพักอยู่ ไปกินข้าวกันดีกว่า”

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนเดินทางกลับยอดเขาจันทราเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน

หลังจากนั้นไม่นาน ขบวนเรือเหาะของราชวงศ์ก็มาถึงสำนักเมฆาจันทร์อย่างเร่งรีบ

การมาเยือนโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าทำให้เจ้าสำนักต้องรีบออกมาต้อนรับอย่างทุลักทุเล

“คารวะองค์รัชทายาท”

เขาประสานมือคำนับ ก่อนถามอย่างระมัดระวัง

“ไม่ทราบว่ามีเหตุอันใด จึงทำให้พระองค์เสด็จมายังสำนักเมฆาจันทร์อย่างกะทันหันพ่ะย่ะค่ะ?”

เซี่ยหลานอิงไม่ได้สนใจพิธีต้อนรับแม้แต่น้อย

“เหตุใดพวกเจ้าจึงเลื่อนการประลองโดยไม่แจ้งให้ข้าทราบ?”

“เอ่อ...”

เจ้าสำนักชะงักไปเล็กน้อย

“นี่เป็นเพียงการประลองศิษย์ใหม่ภายในสำนักเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งกระหม่อมมีเหตุจำเป็น จึงต้องเลื่อนให้เร็วขึ้นเล็กน้อย”

“เมื่อไม่นานมานี้ กระหม่อมได้รับวาสนาบางอย่างมาและจำเป็นต้องรีบปิดด่าน หากจัดการแข่งขันตามกำหนดเดิม เกรงว่ากระหม่อมจะไม่สามารถอยู่ควบคุมการประลองด้วยตนเองได้”

เขาประสานมืออีกครั้ง

“เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา กระหม่อมจึงตัดสินใจเลื่อนวันประลอง ขอองค์รัชทายาทโปรดอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

เซี่ยหลานอิงไม่มีอารมณ์สนใจว่าเจ้าสำนักได้รับวาสนาใดมา นางรีบถามเรื่องที่สำคัญที่สุดทันที

“แล้วการแข่งขันสนามระดับหลอมรวมปราณจบลงหรือยัง?”

“จบไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เจ้าสำนักตอบตามตรง

“ช่วงบ่ายจะเป็นการแข่งขันสนามระดับสร้างรากฐาน แต่เหตุใดพระองค์จึงถามถึงสนามหลอมรวมปราณหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

ร่างของเซี่ยหลานอิงสั่นไหว ใบหน้าพลันซีดลงจนเกือบล้มทั้งยืน

[จบไปแล้ว...]

[ข้ามาไม่ทันจริง ๆ หรือ?!]

นางยังไม่รู้เลยว่ายูรันจะลงแข่งขันในสนามระดับสร้างรากฐานช่วงบ่าย

“อึก...ช่างมันเถอะ”

เซี่ยหลานอิงพยายามประคองสติ ก่อนหันหน้าไปทางยอดเขาจันทรา

“ข้าจะไปหาอะไรกินเสียหน่อย ไม่มีเวลาคุยกับเจ้าแล้ว”

“ไม่ต้องมากพิธี”

กล่าวจบ ร่างของนางก็หายวับไปจากบริเวณนั้น ก่อนมุ่งหน้าไปยังยอดเขาจันทราด้วยความรวดเร็ว

เจ้าสำนักยืนค้างอยู่ที่เดิม ยังไม่ทันได้เชิญนางเข้าสำนักอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ

[พระองค์เสด็จมาเพียงเพื่อถามว่าการประลองสนามหลอมรวมปราณจบหรือยังหรือ?]

ณ ยอดเขาจันทรา

ทุกคนกำลังนั่งรับประทานอาหารกลางวันอยู่บนดาดฟ้าตามปกติ

ยูรันซึ่งกำลังคีบอาหารพลันชะงักมือ ก่อนหันไปทางเฮยหลงกับเยว่หลิน

“หืม? พวกเจ้าสองตัวไปเอาเก้าอี้กับชุดถ้วยชามมาเพิ่มอีกหนึ่งชุดสิ”

เฮยหลงชะงัก

“มีผู้ใดกำลังจะมาหรือขอรับ?”

“อืม ข้ามีลางสังหรณ์ว่าเดี๋ยวจะมีคนมากินข้าวเพิ่ม”

หนานอวี้มองไปรอบ ๆ อย่างสงสัย

“ผู้ใด?”

ยูรันยักไหล่ ก่อนคีบอาหารเข้าปากต่อ

“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?”

“เดี๋ยวมาถึงก็รู้เองนั่นแหละ”

เฮยหลงกับเยว่หลินมองหน้ากัน ก่อนรีบไปนำเก้าอี้และถ้วยชามมาเพิ่มตามคำสั่ง

ไม่นานนัก อากาศเหนือดาดฟ้าพลันสั่นไหว

พรึ่บ!

ร่างของเซี่ยหลานอิงปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาของทุกคน นางยังคงสวมฉลองพระองค์เต็มยศ ลมหายใจถี่เล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ารีบเดินทางมาโดยแทบไม่ได้หยุดพัก

ทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบ

เซี่ยหลานอิงกวาดตามองทุกคน ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ยูรัน

“ข้ามาไม่ทันใช่หรือไม่?”

ยูรันเอียงศีรษะ

“ไม่ทันอะไร?”

“ก็การประลองของเจ้าอย่างไรเล่า!”

“อ๋อ ยังไม่ได้เริ่ม”

ยูรันชี้ไปทางลานประลองบนยอดเขาหลัก

“ข้าลงสนามระดับสร้างรากฐาน การแข่งขันจะเริ่มช่วงบ่าย”

ร่างของเซี่ยหลานอิงซึ่งเกร็งมาตลอดทางพลันผ่อนคลายลง นางยกมือทาบหน้าอก ก่อนถอนหายใจด้วยความโล่งอก

“ดี...ยังดีที่ข้ามาทัน”

จากนั้นนางก็ชะงักไปเล็กน้อย

“เดี๋ยวก่อน เจ้าอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้วหรือ?”

“ใช่”

“แล้วเหตุใดไม่มีผู้ใดบอกข้า?!”

ยูรันตอบกลับด้วยสีหน้าบริสุทธิ์

“ท่านไม่เคยถามนี่”

เซี่ยหลานอิงกำหมัดแน่น แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงกลืนความโกรธกลับลงไป

ยูรันชี้ไปยังเก้าอี้และชุดถ้วยชามที่เพิ่งเตรียมเอาไว้

“มาแล้วก็นั่งกินข้าวก่อนสิ พวกเรากำลังรอท่านอยู่พอดี”

เซี่ยหลานอิงมองที่นั่งว่าง ก่อนหันกลับมามองเขาด้วยความประหลาดใจ

“เจ้ารู้ว่าข้าจะมาหรือ?”

“ไม่รู้”

“แล้วเหตุใดจึงเตรียมที่นั่งเอาไว้?”

“ข้าแค่รู้สึกว่าจะมีคนมาเพิ่ม”

ยูรันคีบอาหารเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจ

“ดูเหมือนลางสังหรณ์ของข้าจะยังใช้ได้ดีอยู่”

เซี่ยหลานอิงเม้มริมฝีปากกลั้นรอยยิ้ม ก่อนเดินไปนั่งลงข้างเขาอย่างเป็นธรรมชาติ

สายตาของไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้พลันเลื่อนตามนางไปพร้อมกัน

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเปลี่ยนไปทันที

ตะเกียบในมือของไป๋หลิงหยุดชะงัก

นางมองเซี่ยหลานอิงซึ่งเดินทางมาถึงสำนักอย่างเร่งรีบ เพียงเพราะกลัวว่าจะพลาดชมการประลองของยูรัน ก่อนหรี่ตาลงอย่างช้า ๆ

[หน็อย...ข้าก็ว่าอยู่ เหตุใดตั้งแต่เช้าจึงรู้สึกไม่สบายใจแปลก ๆ]

[ถึงกับสั่งให้เตรียมเรือเหาะของราชวงศ์แล้วเร่งเดินทางมาถึงก่อนเที่ยง หากบอกว่าไม่ได้ชอบสามีของข้า ใครจะไปเชื่อลงกัน?]

ไป๋หลิงกวาดตามองเซี่ยหลานอิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

[ทั้งรูปโฉม ฐานะ พรสวรรค์ และระดับพลังล้วนไม่ธรรมดา...]

[ศัตรูตัวฉกาจชัด ๆ!]

ทันใดนั้น นางก็นึกถึงคำพูดของยูรันก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้

‘ข้าสนิทกับผู้อาวุโสซู’

ดวงตาของไป๋หลิงพลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

[เดี๋ยวก่อนนะ...]

[ในเมื่อองค์รัชทายาทยังมีท่าทีเช่นนี้ แล้วผู้อาวุโสซูซึ่งสามีบอกว่าสนิทสนมกันมากเล่า?]

[นางเองก็อาจจะชอบสามีของข้าด้วยมิใช่หรือ?!]

ไป๋หลิงค่อย ๆ หันไปมองยูรัน ก่อนเริ่มนับรายชื่อสตรีทั้งหมดภายในใจ

[ลู่ชิงถานเป็นคู่หมั้นที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายยอมรับแล้ว]

[หนานอวี้ก็แอบขโมยครั้งแรกของเขาไปก่อนข้า]

[ชิงอวี้เองก็มองเขาราวกับพร้อมจะกระโจนเข้าใส่อยู่ทุกเมื่อ]

[ไหนจะเยว่หลีที่สามีเอ่ยถึงบ่อยเสียยิ่งกว่าคนบนยอดเขาเดียวกัน...]

[ตอนนี้ยังมีองค์รัชทายาทกับผู้อาวุโสซูเพิ่มเข้ามาอีก!]

นางเหลือบมองหลิงเยวี่ยเล็กน้อย

[ส่วนอาจารย์...]

หลิงเยวี่ยซึ่งกำลังรับประทานอาหารอย่างสง่างามพลันชะงักไปโดยไม่มีสาเหตุ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองไป๋หลิงด้วยความสงสัย

ไป๋หลิงรีบเบือนสายตาหนี

[ไม่สิ ยังไม่หมดเท่านี้!]

[หากศิษย์พี่ใหญ่ น้องสี่ น้องห้า และน้องหกกลับมา แล้วพวกนางเกิดชอบสามีขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร?!]

ใบหน้าของไป๋หลิงค่อย ๆ ซีดลง

[อึก...]

[นี่มันทุกคนเลยมิใช่หรือ?!]

[หรือสุดท้ายแล้ว บนยอดเขาจันทราแห่งนี้จะไม่มีสตรีคนใดรอดพ้นเงื้อมมือของเขาเลยสักคน?]

ไป๋หลิงชะงัก ก่อนรีบแก้ความคิดของตนเองใหม่

[ไม่สิ จะบอกว่าไม่มีผู้ใดรอดพ้นเงื้อมมือเขาก็คงไม่ถูก]

[เพราะเท่าที่ข้าเห็น สามีแทบไม่ได้เป็นฝ่ายลงมือทำอะไรเลย มีแต่พวกนางที่เตรียมกระโจนเข้าใส่เขา!]

[ต้องบอกว่าสามีของข้าต่างหากที่กำลังจะไม่รอดพ้นเงื้อมมือของผู้ใดเลย!]

เมื่อคิดได้เช่นนั้น สีหน้าของไป๋หลิงก็ยิ่งเคร่งเครียดกว่าเดิม

[ไม่ได้การ ข้าต้องจับตาดูเขาเอาไว้ให้ดี]

[ปล่อยให้อยู่ตามลำพังเพียงครู่เดียว พอกลับมาอีกทีอาจมีภรรยาเพิ่มขึ้นอีกคนแล้วก็ได้!]

นางกวาดตามองยูรันอีกครั้ง

ชายหนุ่มยังคงนั่งกินอาหารอย่างสบายใจ ไม่รู้เลยว่าภรรยาของตนกำลังจินตนาการไปไกลถึงเพียงใด

[สามีของข้าเก่งเกินไปแล้ว...]

[ไม่สิ นี่ไม่ใช่เวลามาภูมิใจ!]

[หากยังปล่อยเอาไว้เช่นนี้ ข้าจะจำชื่อทุกคนได้หมดหรือ?!]

กร๊อบ!

ตะเกียบในมือของไป๋หลิงแตกร้าวทันที

ยูรันชะงัก ก่อนคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ชามของนางอย่างเงียบ ๆ

[อืม ดูเหมือนหลิงเอ๋อร์จะอารมณ์ไม่ดี อาจจะคิดอะไรอยู่ก็เป็นได้ ช่างเถอะ]