คลังนิยายสัตย์สาบานแห่งดวงดาวอ่านล่าสุด

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 158 สามีของข้าเก่งเกินไปแล้ว7,712 ตัวอักษร

ตอนที่ 158 สามีของข้าเก่งเกินไปแล้ว

เมื่อเวลาใกล้เที่ยง เจ้าสำนักปรากฏตัวเหนือเวที ก่อนประกาศเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันสนามระดับสร้างรากฐานอย่างกะทันหัน

เพื่อไม่ให้การช่วยยูรันดูโจ่งแจ้ง เขาจึงเปลี่ยนการแข่งขันทั้งหมดเป็นการประลองแบบตะลุมบอน

“การแข่งขันสนามระดับสร้างรากฐานในช่วงบ่าย จะให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนขึ้นเวทีพร้อมกัน”

“ผู้ที่ถูกผลักตกจากเวทีหรือหมดสภาพต่อสู้จะถือว่าแพ้ ส่วนอันดับจะตัดสินตามลำดับการตกรอบ”

“ผู้ที่ยืนหยัดอยู่บนเวทีเป็นคนสุดท้ายจะเป็นผู้ชนะ!”

สิ้นเสียงประกาศ เหล่าศิษย์ต่างส่งเสียงฮือฮา บางคนตื่นเต้น บางคนรีบมองหาพรรคพวกเพื่อร่วมมือกันชั่วคราว

เจ้าสำนักมองภาพเบื้องล่าง ก่อนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

[แบบนี้คงไม่มีผู้ใดสงสัยแล้ว]

[ช่วงบ่ายก็รอดูทุกคนรุมยำเจ้าเด็กนั่นบนเวทีเถอะ]

หลังเจ้าสำนักจากไป หลานชิงอวี้ก็หันมาถามยูรันทันที

“นี่คือเรื่องที่ศิษย์พี่ไปขอเจ้าสำนักมาหรือเจ้าคะ?”

“ใช่”

ยูรันพยักหน้า

“ข้าตกลงว่าจะมอบโอสถระดับเจ็ดให้เขาหนึ่งเม็ด กับหงส์ฟ้าอีกหนึ่งตัว”

“ว่าอย่างไรนะ?!”

หนานอวี้ร้องลั่น

“นั่นคือสัตว์วิเศษนะ เจ้าจะยกให้เขาง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?!”

หลิงเยวี่ยเองก็ขมวดคิ้วด้วยความกังวล

“นั่นสิ รันเอ๋อร์ ข้าว่าข้อแลกเปลี่ยนนี้ไม่ค่อยเหมาะสมนัก”

“นอกจากหงส์ฟ้ายังมีโอสถระดับเจ็ดอีกหนึ่งเม็ด แค่เปลี่ยนรูปแบบการประลอง จำเป็นต้องจ่ายมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”

“อืม...”

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ในเมื่อโอสถระดับหกยังเป็นขยะ โอสถระดับเจ็ดก็คงเป็นเพียงขยะที่มีค่ามากขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยมิใช่หรือ?”

หลิงเยวี่ยรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอีกครั้งโดยไม่มีสาเหตุ

“เดี๋ยวข้าค่อยไปขอจิ๊กมาจากผู้อาวุโสซูก็สิ้นเรื่อง”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ส่วนหงส์ฟ้าก็แค่หงส์กระจอก ๆ ตัวหนึ่ง จะเสียดายไปทำไม?”

“พวกเรายังมีสัตว์วิเศษชนิดอื่นต้องสร้างอีกมาก หงส์ฟ้านับเป็นเพียงสายพันธุ์ระดับล่างสุดด้วยซ้ำ”

ทุกคนจมอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

ไป๋หลิงมองหน้าเขา ก่อนถามคำถามสำคัญ

“แล้วผู้อาวุโสซูรู้หรือยังว่าเจ้าจะไปขอโอสถระดับเจ็ดจากเขา?”

“ยัง”

ยูรันตอบทันที

“แต่เดี๋ยวเขาก็รู้เองนั่นแหละ”

หลิงเยวี่ยเริ่มรู้สึกสงสารผู้อาวุโสซูขึ้นมาล่วงหน้าเสียแล้ว

ยูรันโบกมืออย่างไม่คิดจะสนทนาเรื่องนี้ต่อ

“ช่างเถอะ ยังมีเวลาพักอยู่ ไปกินข้าวกันดีกว่า”

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนเดินทางกลับยอดเขาจันทราเพื่อรับประทานอาหารกลางวัน

ไม่นานนัก ขบวนเรือเหาะของราชวงศ์ก็มาถึงสำนักเมฆาจันทร์อย่างเร่งรีบ

การมาเยือนโดยไม่แจ้งล่วงหน้าทำให้เจ้าสำนักต้องรีบออกมาต้อนรับอย่างทุลักทุเล

“คารวะองค์รัชทายาท”

เขาประสานมือคำนับ ก่อนถามอย่างระมัดระวัง

“ไม่ทราบว่ามีเหตุอันใด จึงทำให้พระองค์เสด็จมายังสำนักเมฆาจันทร์อย่างกะทันหันพ่ะย่ะค่ะ?”

เซี่ยหลานอิงไม่ได้สนใจพิธีต้อนรับแม้แต่น้อย

“เหตุใดพวกเจ้าจึงเลื่อนการประลองโดยไม่แจ้งให้ข้าทราบ?”

“เอ่อ...”

เจ้าสำนักชะงักไปเล็กน้อย

“นี่เป็นเพียงการประลองศิษย์ใหม่ภายในสำนัก อีกทั้งกระหม่อมมีเหตุจำเป็น จึงต้องเลื่อนให้เร็วขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”

“กระหม่อมได้รับวาสนาบางอย่างและจำเป็นต้องรีบปิดด่าน หากจัดตามกำหนดเดิม เกรงว่าจะไม่สามารถอยู่ควบคุมการประลองด้วยตนเองได้”

เขาประสานมืออีกครั้ง

“เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา กระหม่อมจึงตัดสินใจเลื่อนวันประลอง ขอองค์รัชทายาทโปรดอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

เซี่ยหลานอิงไม่สนใจว่าเจ้าสำนักได้รับวาสนาใดมา นางรีบถามเรื่องสำคัญที่สุดทันที

“แล้วการแข่งขันสนามระดับหลอมรวมปราณจบลงหรือยัง?”

“จบไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

เจ้าสำนักตอบตามตรง

“ช่วงบ่ายเป็นสนามระดับสร้างรากฐาน แต่เหตุใดพระองค์จึงถามถึงสนามหลอมรวมปราณหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

เซี่ยหลานอิงสั่นไหว ใบหน้าพลันซีดลงจนเกือบล้มทั้งยืน

[จบไปแล้ว...]

[ข้ามาไม่ทันจริง ๆ หรือ?!]

นางยังไม่รู้เลยว่ายูรันจะลงแข่งขันในสนามระดับสร้างรากฐานช่วงบ่าย

“อึก...ช่างมันเถอะ”

เซี่ยหลานอิงพยายามประคองสติ ก่อนหันหน้าไปทางยอดเขาจันทรา

“ข้าจะไปหาอะไรกินเสียหน่อย ไม่มีเวลาคุยกับเจ้าแล้ว”

“ไม่ต้องมากพิธี”

กล่าวจบ ร่างของนางก็หายวับไป ก่อนมุ่งหน้าไปยังยอดเขาจันทราด้วยความรวดเร็ว

เจ้าสำนักยืนค้างอยู่ที่เดิม ยังไม่ทันได้เชิญนางเข้าสำนักอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ

[พระองค์เสด็จมาเพียงเพื่อถามว่าการประลองสนามหลอมรวมปราณจบหรือยังหรือ?]

ณ ยอดเขาจันทรา

ทุกคนกำลังนั่งรับประทานอาหารกลางวันอยู่บนดาดฟ้าตามปกติ

ยูรันซึ่งกำลังคีบอาหารพลันชะงักมือ ก่อนหันไปทางเฮยหลงกับเยว่หลิน

“หืม? พวกเจ้าสองตัวไปเอาเก้าอี้กับชุดถ้วยชามมาเพิ่มอีกหนึ่งชุดสิ”

เฮยหลงชะงัก

“มีผู้ใดกำลังจะมาหรือขอรับ?”

“อืม ข้ามีลางสังหรณ์ว่าเดี๋ยวจะมีคนมากินข้าวเพิ่ม”

หนานอวี้มองไปรอบ ๆ อย่างสงสัย

“ผู้ใด?”

ยูรันยักไหล่ ก่อนคีบอาหารเข้าปากต่อ

“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร?”

“เดี๋ยวมาถึงก็รู้เองนั่นแหละ”

เฮยหลงกับเยว่หลินมองหน้ากัน ก่อนรีบไปนำเก้าอี้และถ้วยชามมาเพิ่มตามคำสั่ง

ไม่นานนัก อากาศเหนือดาดฟ้าพลันสั่นไหว

พรึ่บ!

เซี่ยหลานอิงปรากฏขึ้นท่ามกลางสายตาของทุกคน นางยังสวมฉลองพระองค์เต็มยศ ลมหายใจถี่จากการเร่งเดินทาง

ทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบ

เซี่ยหลานอิงกวาดตามองทุกคน ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ยูรัน

“ข้ามาไม่ทันใช่หรือไม่?”

ยูรันเอียงศีรษะ

“ไม่ทันอะไร?”

“ก็การประลองของเจ้าอย่างไรเล่า!”

“อ๋อ ยังไม่ได้เริ่ม”

ยูรันชี้ไปทางลานประลองบนยอดเขาหลัก

“ข้าลงสนามระดับสร้างรากฐาน การแข่งขันจะเริ่มช่วงบ่าย”

เซี่ยหลานอิงซึ่งเกร็งมาตลอดทางพลันผ่อนคลาย นางยกมือทาบหน้าอกแล้วถอนหายใจโล่งอก

“ดี...ยังดีที่ข้ามาทัน”

จากนั้นนางก็ชะงักไปเล็กน้อย

“เดี๋ยวก่อน เจ้าอยู่ขอบเขตสร้างรากฐานแล้วหรือ?”

“ใช่”

“แล้วเหตุใดไม่มีผู้ใดบอกข้า?!”

ยูรันตอบกลับด้วยสีหน้าบริสุทธิ์

“ท่านไม่เคยถามนี่”

เซี่ยหลานอิงกำหมัดแน่น แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงกลืนความโกรธกลับลงไป

ยูรันชี้ไปยังเก้าอี้และชุดถ้วยชามที่เพิ่งเตรียมเอาไว้

“มาแล้วก็นั่งกินข้าวก่อนสิ พวกเรากำลังรอท่านอยู่พอดี”

เซี่ยหลานอิงมองที่นั่งว่าง ก่อนหันกลับมามองเขาด้วยความประหลาดใจ

“เจ้ารู้ว่าข้าจะมาหรือ?”

“ไม่รู้”

“แล้วเหตุใดจึงเตรียมที่นั่งเอาไว้?”

“ข้าแค่รู้สึกว่าจะมีคนมาเพิ่ม”

ยูรันคีบอาหารเข้าปากอย่างไม่ใส่ใจ

“ดูเหมือนลางสังหรณ์ของข้าจะยังใช้ได้ดีอยู่”

เซี่ยหลานอิงเม้มริมฝีปากกลั้นรอยยิ้ม ก่อนเดินไปนั่งลงข้างเขาอย่างเป็นธรรมชาติ

สายตาของไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้พลันเลื่อนตามนางไปพร้อมกัน

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเปลี่ยนไปทันที

ตะเกียบในมือของไป๋หลิงหยุดชะงัก

นางมองเซี่ยหลานอิงซึ่งเร่งเดินทางมาเพราะกลัวพลาดชมการประลองของยูรัน ก่อนหรี่ตาลงช้า ๆ

[หน็อย...ข้าก็ว่าอยู่ เหตุใดตั้งแต่เช้าจึงรู้สึกไม่สบายใจแปลก ๆ]

[ถึงกับเร่งเรือเหาะมาถึงก่อนเที่ยง หากบอกว่าไม่ได้ชอบสามีของข้า ใครจะเชื่อลงกัน?]

ไป๋หลิงกวาดตามองเซี่ยหลานอิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า

[ทั้งรูปโฉม ฐานะ พรสวรรค์ และระดับพลังล้วนไม่ธรรมดา ศัตรูตัวฉกาจชัด ๆ!]

ทันใดนั้น นางก็นึกถึงคำพูดของยูรันก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้

‘ข้าสนิทกับผู้อาวุโสซู’

ดวงตาของไป๋หลิงพลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย

[เดี๋ยวก่อน ในเมื่อองค์รัชทายาทยังมีท่าทีเช่นนี้ แล้วผู้อาวุโสซูซึ่งสามีบอกว่าสนิทสนมกันมากเล่า?]

[นางเองก็อาจจะชอบสามีของข้าด้วยมิใช่หรือ?!]

ไป๋หลิงหันมองยูรัน ก่อนเริ่มนับรายชื่อสตรีทั้งหมดในใจ

[ลู่ชิงถานเป็นคู่หมั้นที่ผู้ใหญ่ยอมรับแล้ว]

[หนานอวี้ก็แอบขโมยครั้งแรกของเขาไปก่อนข้า]

[ชิงอวี้ก็มองเขาราวกับพร้อมกระโจนเข้าใส่ทุกเมื่อ]

[ไหนจะเยว่หลีที่สามีเอ่ยถึงบ่อยยิ่งกว่าคนบนยอดเขาเดียวกัน...]

[ตอนนี้ยังมีองค์รัชทายาทกับผู้อาวุโสซูเพิ่มเข้ามาอีก!]

นางเหลือบมองหลิงเยวี่ยเล็กน้อย

[ส่วนอาจารย์...]

หลิงเยวี่ยซึ่งกำลังรับประทานอาหารอย่างสง่างามพลันชะงักไปโดยไม่มีสาเหตุ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองไป๋หลิงด้วยความสงสัย

ไป๋หลิงรีบเบือนสายตาหนี

[ไม่สิ ยังไม่หมดเท่านี้!]

[หากศิษย์พี่ใหญ่ น้องสี่ น้องห้าและน้องหกกลับมา แล้วเกิดชอบสามีขึ้นมาอีกจะทำอย่างไร?!]

ใบหน้าของไป๋หลิงค่อย ๆ ซีดลง

[อึก...]

[นี่มันทุกคนเลยมิใช่หรือ?!]

[หรือสุดท้ายแล้ว บนยอดเขาจันทราแห่งนี้จะไม่มีสตรีคนใดรอดพ้นเงื้อมมือของเขาเลยสักคน?]

ไป๋หลิงชะงัก ก่อนรีบแก้ความคิดใหม่

[ไม่สิ สามีแทบไม่ได้เป็นฝ่ายลงมือ มีแต่พวกนางที่เตรียมกระโจนเข้าใส่เขา!]

[ต้องบอกว่าสามีของข้าต่างหากที่กำลังจะไม่รอดพ้นเงื้อมมือของผู้ใดเลย!]

สีหน้าของไป๋หลิงยิ่งเคร่งเครียดกว่าเดิม

[ไม่ได้การ ข้าต้องจับตาดูเขาเอาไว้ให้ดี]

[ปล่อยให้อยู่ตามลำพังเพียงครู่เดียว พอกลับมาอีกทีอาจมีภรรยาเพิ่มขึ้นอีกคนแล้วก็ได้!]

นางกวาดตามองยูรันอีกครั้ง

ชายหนุ่มยังคงกินอาหารอย่างสบายใจ ไม่รู้เลยว่าภรรยากำลังจินตนาการไปไกลเพียงใด

[สามีของข้าเก่งเกินไปแล้ว...]

[ไม่สิ นี่ไม่ใช่เวลามาภูมิใจ!]

[หากยังปล่อยเอาไว้เช่นนี้ ข้าจะจำชื่อทุกคนได้หมดหรือ?!]

กร๊อบ!

ตะเกียบในมือของไป๋หลิงแตกร้าวทันที

ยูรันชะงัก ก่อนคีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ชามของนางอย่างเงียบ ๆ

[อืม ดูเหมือนหลิงเอ๋อร์จะอารมณ์ไม่ดี อาจจะคิดอะไรอยู่ก็เป็นได้ ช่างเถอะ]