คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 162 ข้าไม่ยอมแน่ กลับไปคราวนี้ข้าจะฝึกจนกว่าจะใช้ได้ให้ดู!7,478 ตัวอักษร

ตอนที่ 162 ข้าไม่ยอมแน่ กลับไปคราวนี้ข้าจะฝึกจนกว่าจะใช้ได้ให้ดู!

ยูรันมองเหล่าผู้เข้าแข่งขันซึ่งพร้อมใจกันปฏิเสธ ก่อนถอนหายใจด้วยความเสียดาย

“ปฏิเสธกันเสียได้”

จากนั้นเขาก็เหลือบมองกลุ่มศิษย์หญิงบนอัฒจันทร์ซึ่งกำลังเฝ้ารอด้วยแววตาเปล่งประกาย

“แต่ข้าไม่ค่อยชอบปฏิเสธคำขอของสตรีสักเท่าไรนัก”

“...”

เหล่าผู้เข้าแข่งขันนิ่งค้างไปพร้อมกัน

[แล้วเจ้าจะถามพวกข้าไปทำมะเขืออะไร?!]

ยูรันคลายการควบคุมมังกรไม้

กึก! กึก! กึก!

มังกรขนาดมหึมาพลันแยกออกเป็นชิ้นส่วน ก่อนร่วงกระจัดกระจายลงบนเวทีดังเดิม

จากนั้นมือทั้งสองของเขาก็เริ่มผสานมุทราชุดใหม่

“คาถาลม...คลื่นวายุ"

ครืน!

กระแสลมมหาศาลก่อตัวขึ้นรอบกายยูรัน ก่อนหมุนวนจนกลายเป็นพายุที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เหล่าศิษย์ซึ่งเพิ่งพยุงตัวลุกขึ้นพลันหน้าซีด

“เดี๋ยวก่อน!”

“อย่านะโว้ย!”

“หนีเร็ววววว!”

“ว้ากกกกก!”

ทุกคนรีบวิ่งหนีออกจากบริเวณเวทีอย่างไม่คิดชีวิต บางคนถึงกับใช้ยันต์หลบหนีโดยไม่สนใจความสิ้นเปลือง

ทว่ายูรันยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น

นิ้วมือของเขาเปลี่ยนไปผสานมุทราชุดที่สองต่อทันที

“คาถาเพลิง...มังกรอัคคี"

เปลวเพลิงเริ่มรวมตัวอยู่ภายในลำคอ ขณะที่กระแสลมรอบกายหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ

“คาถาผสาน...มังกรเพลิงคลื่นผลาญพิภพ"

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกจนหน้าอกขยายออก

ซูดดดดดดดดดดดดด!

เมื่อยูรันอ้าปากอีกครั้ง เปลวเพลิงร้อนระอุก็ระเบิดออกมาอย่างดุดัน

ฟู่ววววววววววววว!

เปลวเพลิงถูกคลื่นวายุอัดแน่นจนก่อรูปร่างเป็นมังกรอัคคีขนาดมหึมา มันแผดเสียงคำรามพลางพุ่งลงจากท้องฟ้าด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัว

แรงลมยิ่งโหมกระพือเปลวเพลิงให้รุนแรงขึ้นทุกขณะ กระทั่งท้องฟ้าเหนือสนามประลองถูกย้อมจนกลายเป็นสีแดงฉาน

“อ๊ากกกก! มาแล้ววววว!”

“มารดามันเถอะ เขาพ่นไฟออกจากปากได้จริงด้วย!”

“วิ่งสิวะ! จะยืนรอให้มันเผาหรืออย่างไร?!”

เหล่าศิษย์ด้านล่างแตกกระเจิง ขณะที่มังกรเพลิงคลื่นผลาญพิภพคำรามกึกก้อง ก่อนโถมกระหน่ำลงสู่เวทีประลองอย่างรุนแรง

ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!

เสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วทั้งยอดเขาหลัก

พื้นดินสั่นสะเทือนราวกับเกิดแผ่นดินไหว อาคารโดยรอบสั่นไหวอย่างรุนแรง คลื่นเพลิงผสมกระแสลมระเบิดออกไปทุกทิศทางจนเหล่าศิษย์แตกตื่น

“ม่านพลังจะพังแล้ว!”

“รีบเสริมพลังเร็วเข้า!”

เจ้าสำนักกับเหล่าผู้อาวุโสไม่กล้ามัวแต่นั่งดูอีกต่อไป ทุกคนรีบลุกขึ้นพร้อมปลดปล่อยพลังเข้าสู่ม่านคุ้มกันรอบสนาม

ม่านพลังชั้นที่หนึ่งบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง

ชั้นที่สองปรากฏรอยแตกร้าว

กระทั่งชั้นที่สามยังสั่นสะเทือนจนส่งเสียงครืนครั่น

เจ้าสำนักกัดฟันกางม่านพลังเพิ่มอีกหลายชั้น จึงสามารถกักเปลวเพลิงและคลื่นแรงกระแทกทั้งหมดเอาไว้ภายในสนามได้สำเร็จ

ผ่านไปครู่ใหญ่ เสียงระเบิดจึงค่อย ๆ สงบลง

กลุ่มควันหนาทึบลอยปกคลุมไปทั่วเวที กลิ่นไหม้กระจายออกไปทั่วทั้งลานประลอง

เมื่อสายลมพัดกลุ่มควันจางหาย ภาพตรงหน้าก็ทำให้ทุกคนตกอยู่ในความเงียบ

เวทีประลองซึ่งเคยแข็งแกร่งถูกทำลายจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม

ตรงจุดที่มังกรเพลิงปะทะลงมา ปรากฏหลุมขนาดมหึมา พื้นหินรอบปากหลุมถูกหลอมละลายจนกลายเป็นสีแดงฉาน รอยแตกร้าวแผ่กระจายออกไปทั่วทั้งสนามราวกับใยแมงมุม

แม้แต่ชิ้นส่วนมังกรไม้ซึ่งกระจัดกระจายอยู่บนเวทีก็ถูกเผาจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน

“...”

ไม่มีผู้ใดสามารถกล่าวสิ่งใดออกมาได้

ยูรันยังคงยืนอยู่กลางอากาศ เขาก้มลงมองผลงานของตนเอง ก่อนยกมือขึ้นลูบคางอย่างใช้ความคิด

“อืม...”

“ดูเหมือนจะทำเกินไปหน่อยนะ”

เขาพยักหน้าราวกับเพิ่งค้นพบข้อผิดพลาดสำคัญ

“น่าจะใช้เพียงไฟอย่างเดียว ไม่น่าผสานลมเข้าไปด้วยเลย”

ทุกคนหันไปมองเขาพร้อมกัน

[นี่เรียกว่าเกินไปเพียงหน่อยเดียวหรือ?!]

เจ้าสำนักมองหลุมขนาดมหึมาบนเวที ก่อนยกมือขึ้นกุมหน้าอกด้วยความเจ็บปวด

[เวทีประลองของข้า...]

ส่วนเหล่าศิษย์หญิงกลับกรีดร้องออกมาดังยิ่งกว่าเดิม

“กรี๊ดดดดด! ศิษย์พี่ยูพ่นไฟได้จริง ๆ ด้วย!”

เหล่าศิษย์ซึ่งเพิ่งหนีรอดออกมาได้หันไปมองพวกนางด้วยสายตาว่างเปล่า

[พวกเจ้าดีใจกับเรื่องนั้นจริง ๆ หรือ?!]

ยูรันมองเหล่าผู้เข้าแข่งขันซึ่งยืนกระจัดกระจายอยู่นอกเวที ก่อนกล่าวขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

“อืม ของรางวัลสำหรับการประลองครั้งนี้ข้าไม่เอาแล้วกัน”

ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมกัน

“นำไปแบ่งให้ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเท่า ๆ กันนั่นแหละ”

“แม้จะแพ้พร้อมกันหมด แต่อย่างน้อยพวกเจ้าก็ร่วมมือกันต้านเอาไว้ได้ตั้งนาน”

ยูรันโบกมือเบา ๆ

“เอาไปแบ่งกันเสีย จะได้ไม่หมดกำลังใจก่อน”

เหล่าศิษย์หญิงซึ่งเข้าร่วมการแข่งขันพลันดวงตาเปล่งประกาย

“ว้าว...”

“ทั้งหล่อ ทั้งแข็งแกร่ง แถมยังใจดีอีกด้วย!”

“เขาชนะแล้วกลับยอมแบ่งของรางวัลให้พวกเราเท่า ๆ กันด้วยนะ!”

“ศิษย์พี่ยูช่างใจกว้างเหลือเกิน!”

ส่วนเหล่าศิษย์ชายซึ่งเมื่อครู่ยังสบถด่ายูรันอยู่ ต่างเปลี่ยนท่าทีทันทีเมื่อได้ยินว่าจะได้รับส่วนแบ่งของรางวัล

ชายผู้หนึ่งรีบคุกเข่าลง ก่อนประสานมือคารวะอย่างจริงใจ

“ขอบพระคุณศิษย์พี่ยู!”

คนอื่นเห็นดังนั้นก็รีบทำตาม

“ศิษย์พี่ใจกว้างยิ่งนัก!”

“บุญคุณครั้งนี้พวกเราจะไม่มีวันลืม!”

“ต่อไปหากผู้ใดกล้ากล่าวว่าศิษย์พี่เป็นคนโอ้อวด ข้าจะเป็นคนแรกที่จัดการมันเอง!”

ผู้ชมบนอัฒจันทร์มองภาพเหล่าศิษย์ชายแทบจะกราบเท้ายูรันด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

เมื่อครู่พวกเขายังตะโกนสาปแช่งกันอยู่แท้ ๆ

แต่พอได้ยินคำว่าแบ่งของรางวัล ท่าทีก็เปลี่ยนไปในพริบตา

ยูรันไม่ได้สนใจปฏิกิริยาเหล่านั้น เขาก้าวลงจากอากาศราวกับกำลังเดินลงบันไดที่มองไม่เห็น ก่อนกลับมายังอัฒจันทร์อย่างสบาย ๆ

ทันทีที่เขานั่งลง ทุกคนก็หันมาจ้องพร้อมกัน

ยูรันหยิบถ้วยชาขึ้นมาจิบ ก่อนเอียงศีรษะอย่างสงสัย

“มองข้าทำไมกัน?”

หนานอวี้ขยับเข้ามาหายูรันทันที

“ศิษย์น้อง สอนวิชาเพลิงเมื่อครู่ให้ข้าหน่อยสิ”

ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น

“ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเจ้าจะเชี่ยวชาญวิชาเพลิงถึงเพียงนี้!”

ยูรันเอียงศีรษะ

“ใครบอกว่าข้าถนัดวิชาเพลิง?”

หนานอวี้ชะงัก

“เอ๊ะ?”

หลานชิงอวี้ถอนหายใจ ก่อนช่วยอธิบายอย่างรู้ทัน

“ศิษย์พี่สามเจ้าคะ ศิษย์พี่ยูกำลังจะบอกว่าไม่มีวิชาใดที่เขาไม่ถนัดต่างหาก”

นางส่ายหน้าเบา ๆ

“ท่านก็รู้ว่าเขาเก่งกาจถึงเพียงใด เหตุใดยังต้องถามคำถามเช่นนี้อีก?”

อึก!

หนานอวี้รู้สึกราวกับถูกแทงเข้ากลางอกจนแทบทรุดลงกับพื้น

“ถะ...ถ้าเช่นนั้นยิ่งต้องสอนข้า!”

นางกำหมัดแน่น

“รับรองว่าหากเจ้าสอนวิชาเมื่อครู่ให้ ข้าจะซัดเย่อ้าวเทียนให้กระอักเลือดแทนเจ้าเอง!”

“อ๋อ ไม่ต้องหรอก”

ยูรันโบกมือปฏิเสธ

“จากการแสดงอันเท่ระเบิดของข้าเมื่อครู่ เขาคงกระอักเลือดไปแล้วกระมัง”

“ฮ่า ๆๆๆ!”

ภายในมุมมืดอีกด้านหนึ่งของอัฒจันทร์

“อึก!”

เย่อ้าวเทียนรีบยกมือปิดปาก ก่อนมองโลหิตซึ่งไหลออกมาตามซอกนิ้วด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว

การแข่งขันดำเนินไปอย่างรวดเร็วกว่ากำหนดมาก

เนื่องจากการแข่งขันสนามระดับสร้างรากฐานจบลงภายในเวลาเพียงไม่นาน เจ้าสำนักจึงตัดสินใจเริ่มการแข่งขันสนามระดับแก่นทองคำต่อทันที

ผลลัพธ์เป็นไปตามที่ทุกคนคาดการณ์

ไป๋หลิงกับหนานอวี้เอาชนะคู่ต่อสู้ของตนเองมาได้อย่างต่อเนื่อง แม้ทั้งสองจะยังไม่คุ้นเคยกับพลังจากวิถีแห่งเส้นทางดาราอย่างสมบูรณ์ แต่ระดับพลังที่แท้จริงก็เหนือกว่าผู้บำเพ็ญแก่นทองคำทั่วไปไปไกลแล้ว

ไม่นานนัก ทั้งสองก็ผ่านเข้าสู่รอบสี่คนสุดท้าย และต้องเผชิญหน้ากันเองในรอบรองชนะเลิศ

หลานชิงอวี้มองสตรีทั้งสองบนเวที ก่อนหันมาถามยูรัน

“ศิษย์พี่คิดว่าผู้ใดจะชนะเจ้าคะ?”

“หลิงเอ๋อร์”

ยูรันตอบทันที

“ศิษย์พี่สามยังใช้ก้าวพริบตาไม่ได้ แต่นางใช้ได้แล้ว ความได้เปรียบจึงค่อนข้างชัดเจน”

ดวงตาของหลานชิงอวี้เป็นประกาย

“ว้าว จริงหรือเจ้าคะ?”

“อืม รอดูเถอะ”

เซี่ยหลานอิงซึ่งนั่งฟังอยู่ด้านข้างหันมาถามด้วยความสงสัย

“ก้าวพริบตาคืออะไร?”

หลิงเยวี่ยตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

“รอให้การประลองจบลงก่อน แล้วพวกเราค่อยอธิบายให้พระองค์ฟัง”

[ตอนนี้ข้าเองยังใช้ไม่ได้ จะให้อธิบายไปมากกว่านี้ได้อย่างไรกัน...]

บนเวที หนานอวี้เปิดฉากโจมตีก่อน เปลวเพลิงร้อนแรงแผ่ออกจากร่าง ก่อนพุ่งเข้าปกคลุมพื้นที่รอบตัวไป๋หลิงอย่างรวดเร็ว

ทว่าในขณะที่เปลวเพลิงกำลังจะเข้าถึงตัว เป้าหมายตรงหน้ากลับหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย

พรึ่บ!

ไป๋หลิงปรากฏตัวขึ้นด้านหลังหนานอวี้โดยไม่มีสัญญาณเตือน ก่อนใช้ฝ่ามือกระแทกเข้ากลางแผ่นหลังอย่างแม่นยำ

หนานอวี้พยายามหมุนตัวตอบโต้ แต่ไป๋หลิงกลับหายไปอีกครั้ง

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

ไม่ว่าหนานอวี้จะหันไปทางใด ไป๋หลิงก็ปรากฏตัวขึ้นในจุดอับสายตาก่อนเสมอ

สุดท้ายไป๋หลิงใช้จังหวะที่หนานอวี้เสียสมดุล ผลักนางกระเด็นออกนอกเวทีได้สำเร็จ

“ผู้ชนะ ไป๋หลิง!”

หนานอวี้พยุงตัวลุกขึ้น ก่อนกำหมัดทุบพื้นด้วยความคับแค้น

“บัดซบ ๆๆๆ!”

“ทั้งที่พวกเราอยู่ในขอบเขตเดียวกันแท้ ๆ แต่ข้ากลับแพ้เพียงเพราะยังใช้ก้าวพริบตาไม่ได้!”

นางเงยหน้ามองไป๋หลิงซึ่งยืนอย่างสงบนิ่งอยู่บนเวที ก่อนกัดฟันกรอด

“ข้าไม่ยอมแน่ กลับไปคราวนี้ข้าจะฝึกจนกว่าจะใช้ได้ให้ดู!”