คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 163 การประลองรอบพิเศษ7,488 ตัวอักษร

ตอนที่ 163 การประลองรอบพิเศษ

หนานอวี้เดินกลับขึ้นมายังอัฒจันทร์ด้วยสีหน้าหงุดหงิด ก่อนกระแทกตัวนั่งลงข้างยูรันอย่างแรง

นางกอดอกแล้วจ้องไป๋หลิงบนเวทีเขม็ง

[คอยดูเถอะ! กลับไปข้าจะฝึกก้าวพริบตาทั้งวันทั้งคืนเลย!]

ไม่นานนัก การประลองอีกฝั่งก็สิ้นสุดลง

เย่อ้าวเทียนสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้และผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ แม้เสื้อผ้าจะฉีกขาดและทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผล แต่กลิ่นอายของเขายังคงแข็งแกร่งอย่างน่าหวาดหวั่น

คู่ต่อสู้ในรอบชิงจึงกลายเป็นไป๋หลิงกับเย่อ้าวเทียน

หลานชิงอวี้มองทั้งสองคนบนเวที ก่อนถามยูรันอีกครั้ง

“รอบนี้ศิษย์พี่คิดว่าผู้ใดจะชนะเจ้าคะ?”

“ศิษย์พี่เย่อย่างแน่นอน”

ยูรันตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาครุ่นคิด

ทุกคนบนอัฒจันทร์หันมามองเขาพร้อมกัน

“แม้เขาจะมีสภาพสะบักสะบอมอยู่บ้าง แต่น้ำแข็งของหลิงเอ๋อร์ยังเอาชนะเขาไม่ได้หรอก”

ยูรันมองเย่อ้าวเทียนอย่างพิจารณา

“หากรีดพลังจากกายาทรราชโลหิตคลั่งออกมาอย่างเต็มที่ ความแข็งแกร่งของเขาน่าจะขึ้นไปถึงระดับวิญญาณทารกขั้นสูงสุดได้เลย”

หนานอวี้ซึ่งกำลังหงุดหงิดพลันชะงัก

“แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”

ยูรันพยักหน้า

“หลิงเอ๋อร์เพิ่งเปลี่ยนวิถีได้ไม่กี่วัน ต่อให้ระดับพลังเพิ่มขึ้น แต่นางยังควบคุมและนำพลังใหม่ออกมาใช้ได้ไม่เต็มที่”

“ส่วนศิษย์พี่เย่ใช้กายาของตนเองต่อสู้ข้ามขอบเขตมานานแล้ว ประสบการณ์ต่างกันมากเกินไป”

เขาหยิบถั่วเข้าปากอย่างสบายใจ

“หากไม่มีสิ่งใดเหนือความคาดหมาย รอบนี้หลิงเอ๋อร์แพ้แน่”

เซี่ยหลานอิงยิ่งฟังก็ยิ่งเต็มไปด้วยความสงสัย

[วิถีที่เขาพูดถึงคืออะไร?]

[แล้วก้าวพริบตาคือวิชาแบบใดกันแน่?]

นางเหลือบมองยูรัน ก่อนหันไปมองไป๋หลิงบนเวที

[แถมยังเรียกนางว่าหลิงเอ๋อร์อีก พวกเขาสนิทสนมกันเร็วเกินไปแล้วกระมัง?]

[ไม่ได้การ ข้าเองต้องรีบจู่โจมเขาบ้างแล้ว!]

[ช่วงที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ข้าพลาดเรื่องอะไรไปมากเพียงใดกันแน่เนี่ย?!]

เสียงประกาศเริ่มการแข่งขันดังขึ้นในเวลานั้นพอดี

ไป๋หลิงเป็นฝ่ายลงมือก่อน นางใช้ก้าวพริบตาหายตัวไปจากตำแหน่งเดิม ก่อนปรากฏขึ้นด้านข้างเย่อ้าวเทียนพร้อมซัดฝ่ามือเยือกแข็งเข้าใส่

ตูม!

เย่อ้าวเทียนยกแขนขึ้นป้องกัน แต่ความเย็นยังคงแผ่ปกคลุมไปทั่วแขนของเขาอย่างรวดเร็ว

พรึ่บ! พรึ่บ! พรึ่บ!

ไป๋หลิงเปลี่ยนตำแหน่งอย่างต่อเนื่อง โจมตีจากจุดอับสายตาครั้งแล้วครั้งเล่า จนเย่อ้าวเทียนแทบไม่มีโอกาสตอบโต้

“เร็วมาก!”

“นั่นมันวิชาเคลื่อนไหวชนิดใดกัน?!”

“ข้ามองการเคลื่อนไหวของนางไม่ทันเลย!”

ไม่นานนัก เกล็ดน้ำแข็งก็ปกคลุมร่างของเย่อ้าวเทียนไปเกือบครึ่งตัว

ทว่าแทนที่จะหวาดกลัว เขากลับแสยะยิ้มออกมา

ตูม!

พลังจากกายาทรราชโลหิตคลั่งระเบิดออกจากร่าง น้ำแข็งทั้งหมดแตกกระจายในชั่วพริบตา กลิ่นอายของเขาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกือบเทียบเท่าผู้บำเพ็ญขอบเขตวิญญาณทารกขั้นสูงสุด

บาดแผลซึ่งเกิดจากการโจมตีก่อนหน้าก็เริ่มฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ไป๋หลิงยังคงใช้ก้าวพริบตาโจมตีจากหลายทิศทาง แต่เย่อ้าวเทียนเลิกพยายามไล่ตามนางแล้ว

เขารวบรวมพลังทั้งหมด ก่อนระเบิดคลื่นพลังออกไปรอบตัวโดยไม่เว้นช่องว่าง

ตูมมมมม!

การโจมตีปกคลุมทั่วทั้งเวที ทำให้ไป๋หลิงไม่เหลือตำแหน่งปลอดภัยสำหรับปรากฏตัว

นางรีบสร้างกำแพงน้ำแข็งขึ้นป้องกัน แต่ด้วยความแตกต่างของพลัง กำแพงทั้งหมดจึงแตกกระจายอย่างรวดเร็ว

ร่างของไป๋หลิงถูกแรงกระแทกผลักถอยหลัง ก่อนหลุดออกจากขอบเวทีในที่สุด

“ผู้ชนะ เย่อ้าวเทียน!”

ผลการประลองเป็นไปตามที่ยูรันคาดการณ์เอาไว้

ไป๋หลิงพ่ายแพ้

หลานชิงอวี้มองเย่อ้าวเทียนบนเวที ก่อนหันกลับมาหายูรันด้วยดวงตาเปล่งประกาย

“ว้าว ศิษย์พี่ทายถูกด้วยเจ้าค่ะ!”

“ข้าไม่ได้ทายถูก”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“ผลลัพธ์มันแน่นอนอยู่แล้วต่างหาก”

หนานอวี้ซึ่งยังคงไม่พอใจจากความพ่ายแพ้ของตนเองพลันถามขึ้น

“แล้วถ้าเจ้าเป็นคนต่อสู้กับเขา ผู้ใดจะชนะ?”

“ก็ต้องเป็นข้าสิ”

ยูรันตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด

ทุกคนรอบข้างนิ่งค้างไปพร้อมกัน

พวกเขาหันไปมองยูรันซึ่งอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นปลาย ก่อนหันกลับไปมองเย่อ้าวเทียนซึ่งสามารถรีดพลังจากกายาจนเกือบเทียบเท่าขอบเขตวิญญาณทารกขั้นสูงสุด

จากนั้นจึงหันกลับมามองยูรันอีกครั้ง

[สร้างรากฐานขั้นปลายกับวิญญาณทารกขั้นสูงสุดเนี่ยนะ?!]

หนานอวี้อดถามย้ำไม่ได้

“เจ้าพูดจริงหรือ?”

“เหตุใดจึงไม่เชื่อกัน?”

ยูรันชี้ไปยังเย่อ้าวเทียนบนเวที

“อาจารย์ ให้ข้าประลองกับเขาสักรอบสิ”

“จะให้ศิษย์พี่เย่เสพโอสถรักษาบาดแผลจนกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ก่อนก็ได้ ข้าไม่ถือ”

ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกันอีกครั้ง

หลิงเยวี่ยพิจารณาสีหน้าของยูรันอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้พูดเล่น นางจึงส่งกระแสจิตไปหาเจ้าสำนักทันที

[เจ้าสำนัก จัดการประลองพิเศษอีกหนึ่งรอบ]

[ให้ยูรันประลองกับเย่อ้าวเทียนหลังจากเย่อ้าวเทียนฟื้นฟูพลังเรียบร้อยแล้ว]

เจ้าสำนักซึ่งกำลังเตรียมประกาศผลการแข่งขันพลันชะงักค้าง

[ห๊ะ?!]

เขาหันขวับมามองยูรัน ก่อนส่งกระแสจิตกลับไปอย่างไม่อยากเชื่อ

[เจ้าเด็กนี่เอาจริงหรือ?!]

[คนหนึ่งอยู่เพียงขอบเขตสร้างรากฐาน แต่อีกคนสามารถรีดพลังจนเกือบเทียบเท่าวิญญาณทารกขั้นสูงสุดเลยนะ!]

หลิงเยวี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

[เขาเป็นคนร้องขอเอง]

[หากเขาบอกว่าชนะได้ ก็หมายความว่าเขาชนะได้]

เจ้าสำนักมองหลิงเยวี่ย ก่อนหันกลับไปมองยูรันอีกครั้ง

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นชูให้เขา พร้อมพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าตนเองเอาจริง

มุมปากของเจ้าสำนักกระตุกเล็กน้อย

[ศิษย์อาจารย์คู่นี้เสียสติกันไปหมดแล้วหรืออย่างไร?]

เจ้าสำนักยืนครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนถอนหายใจและก้าวออกไปเหนือเวทีอีกครั้ง

พลังปราณขยายเสียงของเขาให้ดังกังวานไปทั่วทั้งลานประลอง

“ทุกคนอยู่ในความสงบ!”

เสียงพูดคุยรอบอัฒจันทร์ค่อย ๆ เงียบลง สายตาทุกคู่หันไปมองเจ้าสำนักพร้อมกัน

“การแข่งขันสนามระดับแก่นทองคำสิ้นสุดลงแล้ว ผู้ชนะในครั้งนี้คือเย่อ้าวเทียน!”

เสียงโห่ร้องดังขึ้นรอบสนาม แต่เจ้าสำนักยังไม่ได้ลงจากแท่น

เขายกมือห้ามเสียง ก่อนประกาศต่อ

“อย่างไรก็ตาม วันนี้จะมีการประลองรอบพิเศษเพิ่มอีกหนึ่งรอบ”

“ผู้เข้าร่วมการประลองคือเย่อ้าวเทียน ผู้ชนะสนามระดับแก่นทองคำ...”

เจ้าสำนักหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองยูรัน

“กับยูรัน ผู้ชนะสนามระดับสร้างรากฐาน!”

“...”

ทั่วทั้งลานเงียบสนิทไปหลายอึดใจ

จากนั้นเสียงฮือฮาก็ระเบิดขึ้นพร้อมกัน

“อะไรนะ?!”

“ข้าได้ยินผิดไปหรือไม่ ผู้บำเพ็ญสร้างรากฐานจะประลองกับผู้ชนะสนามแก่นทองคำ?!”

“ไม่ใช่แก่นทองคำธรรมดานะ เย่อ้าวเทียนสามารถรีดพลังจนเกือบเทียบเท่าวิญญาณทารกขั้นสูงสุดได้!”

“แต่ยูรันเพิ่งจัดการผู้บำเพ็ญสร้างรากฐานเกือบร้อยคนพร้อมกัน!”

“นั่นเขาใช้อาวุธกับวิชาขนาดใหญ่ หากต่อสู้ตัวต่อตัวจะเหมือนกันได้อย่างไร?”

เจ้าสำนักปล่อยให้ทุกคนถกเถียงกันครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ

“เนื่องจากเย่อ้าวเทียนเพิ่งผ่านการประลองอย่างต่อเนื่อง สำนักจะให้เวลาครึ่งชั่วยามสำหรับพักฟื้น”

“เมื่อร่างกายและพลังกลับคืนสู่สภาพสมบูรณ์ การประลองรอบพิเศษจึงจะเริ่มขึ้น”

เย่อ้าวเทียนเองก็เพิ่งได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก เขาหันไปมองยูรันด้วยความประหลาดใจ ก่อนแววตาจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความเย็นชา

[มันเป็นฝ่ายท้าประลองกับข้าหรือ?]

[หึ เจ้ารนหาที่ตายเองนะ!]

“ข้ายอมรับการประลอง!”

เย่อ้าวเทียนประกาศเสียงดัง ก่อนหยิบโอสถรักษาออกมากลืนลงไปหลายเม็ด

ยูรันยังคงนั่งจิบชาอยู่บนอัฒจันทร์ เขาเพียงยกมือขึ้นโบกให้อีกฝ่ายราวกับกำลังทักทายคนรู้จัก

ท่าทางไม่ทุกข์ร้อนของเขายิ่งทำให้เย่อ้าวเทียนโกรธแค้นกว่าเดิม

ระหว่างช่วงพัก เหล่าผู้อาวุโสรีบซ่อมแซมม่านพลังและจัดเตรียมเวทีสำรองสำหรับการประลองพิเศษโดยเฉพาะ

ส่วนเย่อ้าวเทียนนั่งสมาธิอยู่กลางค่ายกลฟื้นฟู โอสถจำนวนมากถูกกลืนลงไปอย่างต่อเนื่อง บาดแผลทั่วร่างค่อย ๆ สมานตัว พลังปราณซึ่งสูญเสียไปก็กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว

ครึ่งชั่วยามต่อมา เย่อ้าวเทียนลืมตาขึ้น

ตูม!

คลื่นพลังรุนแรงระเบิดออกจากร่าง เสื้อผ้าสำหรับการประลองถูกเปลี่ยนใหม่ บาดแผลทั้งหมดหายไปจนหมดสิ้น แม้แต่พลังปราณก็กลับคืนสู่จุดสูงสุด

สภาพของเขาฟิตเปรี๊ยะเต็มร้อย ไม่มีข้ออ้างเรื่องอาการบาดเจ็บหรือความเหนื่อยล้าเหลืออยู่อีก

“ถึงเวลาแล้ว”

เย่อ้าวเทียนลุกขึ้น ก่อนกระโดดลงไปยืนกลางเวที

อีกด้านหนึ่ง ยูรันวางถ้วยชาลงและลุกจากที่นั่งอย่างเกียจคร้าน

ไป๋หลิงอดถามไม่ได้

“สามี เจ้าแน่ใจหรือ?”

“แน่ใจสิ”

ยูรันก้าวออกไปกลางอากาศ ก่อนค่อย ๆ เดินลงสู่เวทีราวกับกำลังเหยียบบันไดที่มองไม่เห็น

ทันทีที่ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วอัฒจันทร์อีกครั้ง

คนหนึ่งคือผู้บำเพ็ญสร้างรากฐานซึ่งเพิ่งกวาดคู่ต่อสู้เกือบร้อยคนตกเวทีพร้อมกัน

อีกคนคืออัจฉริยะผู้ครอบครองกายาทรราชโลหิตคลั่ง และสามารถรีดพลังจนเกือบเทียบเท่าวิญญาณทารกขั้นสูงสุด

ไม่มีผู้ใดกล้ากะพริบตา เพราะเกรงว่าจะพลาดเหตุการณ์สำคัญแม้แต่ชั่วพริบตา

เจ้าสำนักมองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนยกมือขึ้น

“การประลองรอบพิเศษ...”

“เริ่มได้!”