คลังนิยายสัตย์สาบานแห่งดวงดาวอ่านล่าสุด

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 165 ต้องขอบคุณท่านด้วยนะ7,611 ตัวอักษร

ตอนที่ 165 ต้องขอบคุณท่านด้วยนะ

ยูรันมองกิเลนสายฟ้าซึ่งยืนตระหง่านเหนือก้อนเมฆ ก่อนยิ้มอย่างพึงพอใจ

“ศิษย์พี่เย่ ข้าหวังว่าท่านจะรีบหมดสติไปนะ”

“ข้าอุตส่าห์เตรียมการอลังการถึงเพียงนี้ หากท่านยังไม่สลบ ข้าคงต้องใช้ไม้ตายอื่นเพิ่มแล้ว”

เขาถอนหายใจอย่างเกียจคร้าน

“แบบนั้นออกจะยุ่งยากเกินไปหน่อย”

เย่อ้าวเทียนเงยหน้ามองกิเลนสายฟ้าเหนือศีรษะ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง

“ยูรัน...”

“หน็อยแน่ แก!”

ตูม!

เส้นเลือดทั่วร่างปูดนูน กล้ามเนื้อขยายตัว พลังปราณโลหิตก่อตัวเป็นเกราะปกคลุมร่าง

“คิดว่าสายฟ้าเพียงเท่านี้จะเอาชนะข้าได้หรือ?!”

“ข้าจะทำลายมันให้เจ้าดู!”

ยูรันไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงมองอีกฝ่ายซึ่งกำลังรีดพลังออกมาจนถึงขีดสุด

จากนั้นมือที่ชูขึ้นสู่ท้องฟ้าก็ฟาดลงมา

โฮกกกกกกก!

กิเลนสายฟ้าแผดเสียงคำราม ก่อนกระโจนลงมาจากก้อนเมฆ

กีบทั้งสี่เหยียบย่ำกลางอากาศจนเกิดเสียงฟ้าผ่าสะเทือนเลื่อนลั่น ร่างมหึมากลายเป็นลำแสงสีขาวอมฟ้า พุ่งใส่เย่อ้าวเทียนจนแทบไม่มีผู้ใดมองทัน

“รีบเสริมม่านพลัง!”

เจ้าสำนักตะโกนลั่น

เหล่าผู้อาวุโสรีบปลดปล่อยพลัง ม่านคุ้มกันหลายสิบชั้นปรากฏขึ้นรอบเวทีในพริบตา

เย่อ้าวเทียนกัดฟัน ก่อนรวบรวมพลังทั้งหมดไว้ในหมัดขวา

“เข้ามา!”

“ข้าไม่แพ้เจ้าเด็ดขาด!”

หมัดซึ่งอัดแน่นด้วยพลังโลหิตปะทะกิเลนสายฟ้าซึ่งพุ่งลงมาจากฟากฟ้าอย่างจัง

แสงสว่างสีขาวอมฟ้าระเบิดขึ้นจนทุกคนต้องหลับตาลง

เปรี้ยงงงงงงงงงงงงง!

เสียงระเบิดดังราวท้องฟ้าถล่ม ยอดเขาหลักสั่นสะเทือน ม่านพลังหลายสิบชั้นบิดเบี้ยวแล้วแตกกระจายทีละชั้น

ภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ขอบเขตแก่นทองคำจะใช้ร่างกายรับได้โดยตรง

ต่อให้เย่อ้าวเทียนรีดพลังจนเกือบเทียบเท่าวิญญาณทารกขั้นสูงสุด ผลลัพธ์ก็ไม่เปลี่ยนแปลง

ผ่านไปครู่ใหญ่ แสงสว่างจึงค่อย ๆ จางหาย

ฝุ่นควันปกคลุมทั่วเวที เส้นสายอัสนียังคงแล่นตามพื้น ส่งเสียงเปรี๊ยะ ๆ ต่อเนื่อง

เมื่อสายลมพัดกลุ่มควันออกไป ภาพซึ่งปรากฏตรงหน้าก็ทำให้ทั่วทั้งลานประลองเงียบสนิท

กลางหลุมขนาดใหญ่ เย่อ้าวเทียนนอนหมดสติอยู่บนพื้น

ทั่วร่างดำเมี่ยม เสื้อผ้าขาดวิ่น เส้นผมตั้งชัน และยังมีควันขาวลอยออกจากปากเป็นระยะ

ส่วนยูรันยังคงยืนอยู่กลางอากาศในตำแหน่งเดิม ร่างกายไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน

เขาค่อย ๆ ก้าวลงมายืนข้างหลุม ก่อนมองสภาพของเย่อ้าวเทียนด้วยความเห็นใจ

“น่าสงสารจริง ๆ”

“ข้าก็บอกแล้วว่านี่คือภัยพิบัติทางธรรมชาติ”

ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ

“ทำไมถึงเอาร่างกายเข้าไปรับตรง ๆ”

“ปล่อยพลังออกมาต้านจากระยะไกลก็ได้มิใช่รึไง?”

ทุกคนรอบสนามมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า

[แล้วเหตุใดเจ้าไม่บอกวิธีรับมือให้เขาฟังก่อนปล่อยกิเลนลงมาเล่า?!]

เจ้าสำนักใช้สัมผัสวิญญาณตรวจสอบ เมื่อพบว่าเย่อ้าวเทียนเพียงหมดสติจึงถอนหายใจโล่งอก

จากนั้นเขามองยูรัน ก่อนประกาศผลด้วยน้ำเสียงซับซ้อน

“ผู้ชนะการประลองรอบพิเศษ...”

“ยูรัน!”

สิ้นเสียงประกาศ เหล่าศิษย์หญิงบนอัฒจันทร์ก็กรีดร้องพร้อมกัน

“กรี๊ดดดดดด!”

“ศิษย์พี่ยูชนะจริง ๆ ด้วย!”

“สร้างรากฐานเอาชนะพลังเทียบเท่าวิญญาณทารกขั้นสูงสุดได้ นี่มันบ้าเกินไปแล้ว!”

ศิษย์หญิงคนหนึ่งยกมือกุมหน้าอก ดวงตายังคงจับจ้องยูรันไม่กะพริบ

“ทั้งมังกรไม้ มังกรเพลิง แล้วตอนนี้ยังมีกิเลนสายฟ้าอีก...”

“เหตุใดเขาจึงเท่ได้ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีกันนะ? ข้าชอบตอนผสานมุทราพันปักษาที่สุด!”

ศิษย์หญิงอีกคนหน้าแดงก่ำ ก่อนรวบรวมความกล้าตะโกน

“ศิษย์พี่ยูเจ้าคะ รับข้าเป็นภรรยาอีกคนเถอะ!”

“ข้าด้วยเจ้าค่ะ!”

บนอัฒจันทร์อีกฝั่ง ไป๋หลิงค่อย ๆ กำหมัดแน่นขึ้น

กร๊อบ!

ที่วางแขนของเก้าอี้แตกร้าวทันที

ส่วนเหล่าศิษย์ชายซึ่งเคยอิจฉายูรัน บัดนี้ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนเขาอีก

ชายผู้หนึ่งมองสายฟ้าภายในก้อนเมฆ ก่อนถามอย่างตื่นเต้น

“เมื่อครู่วิชานั้นเรียกว่าอะไรนะ พันปักษาหรือกิเลนสายฟ้า?”

“พันปักษาใช้เหนี่ยวนำสายฟ้า ส่วนกิเลนไม่ใช่วิชา เขาบอกว่ามันเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติ”

“มารดามันเถอะ ยิ่งฟังยิ่งเท่!”

ศิษย์ชายอีกคนกำหมัดแน่น

“หากข้าไปขอให้เขาสอน เขาจะยอมสอนหรือไม่?”

“ข้าเองก็อยากเรียน!”

อีกคนมองหลุมบนเวที ก่อนกลืนน้ำลาย

“แต่พวกเจ้าคิดว่าตนเองจะเรียนไหวจริงหรือ?”

ทุกคนเงียบลงไปชั่วขณะ

จากนั้นศิษย์คนเดิมก็กัดฟันตอบ

“จะเรียนไหวหรือไม่ค่อยว่ากัน อย่างน้อยต้องลองขอเขาดูก่อน!”

“วิชาเมื่อครู่โคตรเท่!”

ยูรันก้าวกลับสู่อัฒจันทร์ ท่ามกลางสายตาของทุกคนซึ่งเต็มไปด้วยคำถาม

ทว่าเขาไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดได้เอ่ยปาก

“ข้ากลับไปทำอาหารก่อนนะ”

“หากสงสัยเรื่องใด เอาไว้ค่อยถามกันทีหลัง”

กล่าวจบ ร่างของเขาก็หายวับไปทันที

หลิงเยวี่ยและคนอื่นมองหน้ากัน ก่อนรีบเดินทางกลับยอดเขาจันทราตามไป

ส่วนเหล่าศิษย์ชายหญิงซึ่งกำลังเตรียมเข้ามาขอเรียนวิชา ได้แต่มองอัฒจันทร์ซึ่งว่างเปล่าด้วยความผิดหวัง

“ศิษย์พี่ยูหายไปแล้ว!”

“ข้ายังไม่ทันได้ถามเลย!”

“รีบตามไปยอดเขาจันทราเร็วเข้า!”

“เจ้าอยากถูกผู้อาวุโสหลิงโยนตกเขาหรืออย่างไร?!”

ฝีเท้าของทุกคนหยุดชะงักพร้อมกันทันที


ณ ดาดฟ้า

อาหารจำนวนมากถูกจัดจนเต็มโต๊ะ ยูรันตั้งใจทำเผื่อมากกว่าปกติ เพราะคาดว่าการสนทนาคงยืดยาว ทุกคนจึงกินไปพร้อมกับพูดคุยกันได้

เมื่อทุกคนนั่งประจำที่เรียบร้อย ยูรันก็ยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“เอาละ หากมีอะไรสงสัยก็ถามมาได้เลย”

สิ้นเสียงของเขา ทุกคนก็เอ่ยขึ้นพร้อมกันทันที

“วิถีใหม่คืออะไร?”

“ก้าวพริบตาทำงานอย่างไร?”

“มังกรไม้นั่นสร้างขึ้นมาได้อย่างไร?”

“เจ้าควบคุมน้ำกับไฟพร้อมกันได้อย่างไร?”

“พันปักษากับกิเลนสายฟ้าคือวิชาแบบใด?”

“แล้วเหตุใดเจ้าถึงพ่นไฟออกจากปากได้?!”

เสียงคำถามทับซ้อนกันจนฟังแทบไม่รู้เรื่อง

ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนยกมือห้ามทุกคน

“ทีละคน”

“พวกท่านถามพร้อมกันเช่นนี้ จะให้ข้าตอบผู้ใดก่อน?”

เซี่ยหลานอิงเป็นคนแรกที่ถาม

“ตอนที่เจ้ายืนอยู่กลางอากาศ เหตุใดทุกคนจึงยืนยันว่าเจ้าไม่ได้เหาะ?”

“อืม มันคือวิชาเหยียบเวหา”

ยูรันตอบสั้น ๆ ก่อนโบกมือ

“ต่อไป”

เซี่ยหลานอิงนิ่งค้าง

[จบแล้วหรือ? อย่างน้อยช่วยอธิบายหลักการให้ข้าฟังอีกสักประโยคไม่ได้หรือไร?!]

ไป๋หลิงจึงถามต่อ

“มังกรซึ่งสร้างจากไม้ธรรมดา เหตุใดจึงทนทั้งเปลวเพลิง แรงดันน้ำ และการโจมตีของคนเกือบร้อยคนได้?”

“เพราะข้าเก่งอย่างไรเล่า”

ยูรันตอบอย่างมั่นใจ ก่อนอธิบายเพิ่มเติม

“หลักการคล้ายกับการควบคุมหุ่นเชิด มังกรไม้นั่นเป็นเพียงสื่อกลางปล่อยพลัง”

“เวลาพวกท่านใช้กระบี่ ก็ปล่อยพลังออกมาผ่านตัวกระบี่เหมือนกันมิใช่หรือ?”

เขายกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ข้าเพียงเปลี่ยนจากกระบี่เป็นมังกรไม้ มีสิ่งใดซับซ้อนกัน?”

“เอาละ ต่อไป”

ไป๋หลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย

แม้ฟังดูง่าย แต่การควบคุมไม้ธรรมดาประกอบเป็นมังกรและปล่อยพลังสองธาตุพร้อมกัน ย่อมไม่ใช่สิ่งที่คนทั่วไปทำได้

หลานชิงอวี้รีบถามบ้าง

“แล้วเหตุใดน้ำกับไฟจึงไม่หักล้างกันเอง แต่กลับผสานกันจนรุนแรงกว่าเดิมได้เจ้าคะ?”

“ก็ไม่มีอะไรมาก”

ยูรันยกตะเกียบในมือขึ้นให้นางดู

“มันเหมือนใช้ตะเกียบคีบอาหาร ทั้งสองข้างทำงานร่วมกัน แต่ไม่ได้หลอมเป็นชิ้นเดียวกันมิใช่หรือ?”

“น้ำกับไฟของข้าก็เหมือนกัน พวกมันเพียงเคลื่อนไหวประสานกัน ไม่ได้หลอมรวมจนหักล้างกันเอง”

“เมื่อไม่รวมกัน ข้าก็นำข้อดีของพลังทั้งสองมาใช้พร้อมกันได้ แค่นั้นเอง”

เขาวางตะเกียบลง

“ต่อไป”

หลานชิงอวี้ก้มมองตะเกียบในมือตนเองด้วยสีหน้าว่างเปล่า

[เหตุใดเขาจึงอธิบายเรื่องซึ่งสะเทือนสามัญสำนึกของผู้บำเพ็ญทั่วทั้งแผ่นดิน ให้ฟังเหมือนกำลังสอนข้ากินข้าวกันนะ...]

หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลง ก่อนถามด้วยสีหน้าจริงจัง

“เมฆสายฟ้าเหล่านั้น เจ้าตั้งใจสร้างเอาไว้ตั้งแต่การประลองรอบแรก หรือเพียงเห็นว่าบรรยากาศเหมาะสมจึงคิดใช้กิเลนสายฟ้า?”

“ข้าตั้งใจทิ้งเอาไว้”

ยูรันตอบตามตรง

“ก้อนเมฆเกิดจากเปลวเพลิงสองครั้งแรก ทั้งความร้อน สายน้ำ และคลื่นวายุช่วยผลักไอน้ำขึ้นไปรวมกันบนฟ้า”

“แต่ตอนแรกมันเป็นเพียงก้อนเมฆธรรมดา ยังไม่มีสายฟ้าอยู่ภายใน”

เขายกนิ้วขึ้น ก่อนปล่อยประกายอัสนีขนาดเล็กออกมา

“จากนั้นข้าใช้พันปักษาสร้างสายฟ้าใกล้ก้อนเมฆ ทำให้ประจุสั่นพ้องและก่อกำเนิดสายฟ้าตามธรรมชาติ”

“เมื่อสายฟ้าถือกำเนิด ข้าก็ใช้พลังของตนเหนี่ยวนำพวกมันอีกที จนรวมตัวเป็นรูปร่างกิเลน”

ยูรันเอนหลังอย่างสบาย ๆ

“วิธีนี้สิ้นเปลืองพลังข้าเพียงเล็กน้อย เพราะพลังส่วนใหญ่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ”

“ขอเพียงสถานที่ใดมีเมฆตั้งเค้าหนาทึบ ข้าก็สามารถทำแบบเดียวกันได้ทุกที่”

“หากไม่มีก้อนเมฆ ก็ใช้ความร้อนสูงสร้างขึ้นมาใหม่เสียก่อน แค่นั้นเอง”

หลิงเยวี่ยครุ่นคิดตามอย่างเงียบงัน

ยูรันเหลือบมองหนานอวี้ ก่อนกล่าวต่อ

“เดิมทีหากไม่มีการต่อสู้หลังจากนั้น ก้อนเมฆก็คงค่อย ๆ สลายไปเอง”

“แต่บังเอิญศิษย์พี่สามไม่เชื่อว่าข้าสามารถเอาชนะศิษย์พี่เย่ได้ จึงมีการประลองรอบพิเศษเกิดขึ้นพอดี”

เขายกมุมปากขึ้น

“ทุกอย่างเลยลงตัวเป๊ะ ๆ”

หนานอวี้ชี้เข้าหาตนเองด้วยสีหน้าตกตะลึง

“เดี๋ยวก่อนนะ...”

“สรุปว่ากิเลนสายฟ้านั่นเกิดขึ้นเพราะข้าไม่เชื่อเจ้าหรือ?”

“อืม”

ยูรันพยักหน้า

“ต้องขอบคุณท่านด้วยนะ”

หนานอวี้ไม่รู้ว่าตนเองควรภาคภูมิใจหรือรู้สึกผิดต่อเย่อ้าวเทียนก่อนดี