คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 166 อืม ข้าจะระวังตัว7,896 ตัวอักษร

ตอนที่ 166 อืม ข้าจะระวังตัว

เซี่ยหลานอิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยความสงสัย

“แล้วมุทราหลายชุดซึ่งเจ้าใช้ก่อนปล่อยวิชาแต่ละครั้งมีหน้าที่อะไร?”

“มันจำเป็นต่อการควบคุมพลัง หรือช่วยเพิ่มความรุนแรงของวิชาอย่างนั้นหรือ?”

“ไม่มี”

ยูรันตอบทันที

เซี่ยหลานอิงกะพริบตาปริบ ๆ

“ไม่มีหรือ?”

“อืม มันมีไว้เพื่อความเท่เฉย ๆ”

ยูรันยกมือขึ้นจำลองท่าผสานมุทรา

“ลองคิดดูสิ หากอยู่ดี ๆ พลังปรากฏขึ้นมาเองโดยที่ข้าไม่ทำอะไรเลย มันก็ไม่เท่ไม่ใช่หรือ?”

“ข้าจึงต้องผสานมุทราเสียก่อน แล้วค่อยกล่าวประโยคคลาสสิกออกมา”

สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“คาถาสายฟ้า...พันปักษา!”

จากนั้นจึงกลับมานั่งตามปกติ

“เห็นหรือไม่? โคตรเท่”

“อีกอย่าง พอข้าประกาศชื่อออกไป ทุกคนก็รู้ทันทีว่าวิชานั้นเรียกว่าอะไร”

“หลังการประลองจะได้มาขอให้ข้าช่วยสอนได้ถูก ไม่ต้องเสียเวลามานั่งอธิบายกันใหม่”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“แถมพวกเขายังมองว่ามันเท่อีกด้วย มีแต่ได้กับได้”

“...”

ทุกคนรอบโต๊ะนิ่งค้างไปพร้อมกัน

เซี่ยหลานอิงพยายามทบทวนภาพยูรันผสานมุทราท่ามกลางก้อนเมฆ ก่อนเรียกกิเลนสายฟ้าลงมาจากฟากฟ้าอีกครั้ง

[ท่าทางทั้งหมดนั่น...]

[ไม่มีประโยชน์ต่อวิชาเลยแม้แต่น้อยหรือ?!]

หลิงเยวี่ยยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วอย่างเหนื่อยใจ

[รันเอ๋อร์สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งสำนัก เพียงเพราะต้องการให้ตนเองดูเท่เท่านั้นสินะ...]

ยูรันมองสีหน้าไม่อยากเชื่อของทุกคน ก่อนถอนหายใจ

“เฮ้อ ดูเหมือนพวกท่านจะไม่เชื่อสินะ”

“เช่นนั้นก็ดูนี่”

กล่าวจบ โดยไม่ผสานมุทรา ไม่ยกมือ และไม่ประกาศชื่อวิชา พันปักษาก็ปรากฏขึ้นรอบฝ่ามือของเขาทันที

เปรี๊ยะ! เปรี๊ยง! เปรี๊ยะ!

“จี๊ดดดดดดดดดดดดด!”

เสียงสายฟ้าแหลมคมดุจเสียงนกนับพันตัวกรีดร้องพร้อมกันดังสนั่นไปทั่วดาดฟ้า

ทุกคนรีบยกมือปิดหู ขณะที่ถ้วยชามบนโต๊ะสั่นกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง

ยูรันดีดนิ้วเบา ๆ

เป๊าะ!

พันปักษาดับหายไปทันที

“เห็นหรือไม่?”

“ไม่ต้องผสานมุทรา ไม่ต้องประกาศชื่อ ก็ใช้ได้เหมือนกันทุกอย่าง”

“แต่หากข้าเพียงยกมือขึ้นแล้วสายฟ้าปรากฏออกมาเฉย ๆ พวกท่านจะรู้หรือว่ามันเรียกว่าอะไร?”

ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ

“นี่เป็นการประลองนะ มันก็ต้องทำให้ดูเท่และน่าจดจำสิ”

“ไม่ได้จะฆ่าแกงกันจริง ๆ เสียหน่อย”

เซี่ยหลานอิงอดถามไม่ได้

“แล้วหากเป็นการต่อสู้ซึ่งต้องสังหารอีกฝ่าย เจ้าจะไม่ทำเช่นนี้หรือ?”

“จะทำไปทำไม?”

ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องประหลาด

“เวลาจะฆ่าคน ข้าจะมัวเสียเวลาผสานมุทรา ประกาศชื่อวิชา แล้วรอให้อีกฝ่ายเตรียมรับมือเพื่ออะไร?”

เขาใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก ก่อนกล่าวต่ออย่างสบาย ๆ

“หักคอทิ้งตั้งแต่อีกฝ่ายยังไม่รู้ตัวก็จบแล้ว”

“ในเมื่อคนตายไม่มีโอกาสรับรู้ว่าข้าเท่เพียงใด แล้วข้าจะทำให้ดูเท่ไปทำไม?”

ทุกคนรอบโต๊ะพลันรู้สึกหนาวเย็นบริเวณต้นคอขึ้นมาพร้อมกัน

เซี่ยหลานอิงยกมือแตะลำคอตนเองโดยไม่รู้ตัว

[เหตุผลของเขาฟังดูถูกต้อง...]

[แต่เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าบุรุษตรงหน้าน่ากลัวขึ้นมากะทันหันกันนะ?]

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าแก้คำพูดของตนเอง

“อืม ไม่สิ จะบอกว่าข้าชอบหักคอก็คงไม่ถูกต้องนัก”

ทุกคนชะงัก ก่อนหันกลับมามองเขาอีกครั้ง

“ข้าชอบควักหัวใจออกมาในครั้งเดียวมากกว่า”

ยูรันกล่าวต่อด้วยท่าทีสบาย ๆ

“ผู้ที่ถูกโจมตีแทบไม่ทันรู้สึกตัว กว่าจะรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ร่างกายก็เริ่มเย็นเฉียบเพราะไม่มีหัวใจคอยสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงสมองแล้ว”

“จากนั้นก็หมดสติไป”

ตะเกียบในมือของเซี่ยหลานอิงหยุดค้างกลางอากาศ

ยูรันยังไม่หยุดอธิบาย

“หรือหากต้องการให้เร็วกว่านั้น จะกระชากสมองออกมาโดยตรงก็ได้เหมือนกัน”

“วิธีนั้นจบทันที ไม่ต้องเสียเวลารอ”

ทั่วทั้งโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบอันน่าพิศวง

เฮยหลงกับเยว่หลินรีบก้มหน้าลงพร้อมกัน ขณะที่หลานชิงอวี้ค่อย ๆ วางตะเกียบในมือลงเพราะหมดความอยากอาหารอย่างฉับพลัน

หนานอวี้กับเซี่ยหลานอิงยกมือปิดหน้าอกและลำคอของตนเองโดยไม่รู้ตัว

แม้แต่หลิงเยวี่ยยังมองลูกศิษย์ตรงหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อน

ส่วนยูรันกลับคีบเนื้อเข้าปากอีกคำอย่างเป็นธรรมชาติ

ไป๋หลิงสูดลมหายใจลึก ก่อนกล่าวเตือน

“สามี”

“พวกเรากำลังกินข้าวอยู่”

“อ้อ”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ถ้าเช่นนั้นถามข้าต่อเถอะ”

หนานอวี้รีบถามต่อ

“ถ้าเช่นนั้นวิชาเพลิงทั้งหมดที่เจ้าใช้ ข้าสามารถเรียนได้หรือไม่?”

ยูรันมองนางด้วยความประหลาดใจ

“ศิษย์พี่ ท่านจะเรียนไปทำไม?”

“ท่านใช้เปลวเพลิงได้อยู่แล้วมิใช่หรือ?”

หนานอวี้ชะงัก

“แต่วิชาของเจ้าเปลี่ยนเปลวเพลิงให้กลายเป็นมังกรได้ อีกทั้งยังพ่นออกจากปากได้ด้วยนะ!”

“เปลวเพลิงนั่นเพียงถูกเปลี่ยนรูปร่างเท่านั้น”

ยูรันยกมือขึ้น ก่อนสร้างเปลวไฟขนาดเล็กและบังคับให้มันเปลี่ยนเป็นรูปร่างต่าง ๆ

“หากท่านต้องการมังกร ก็ควบคุมเปลวเพลิงให้กลายเป็นมังกรสิ ยากตรงไหน?”

“ส่วนหากอยากพ่นไฟออกจากปาก ก็เพียงปล่อยเปลวเพลิงออกมาทางปาก”

“หลักการเดียวกับตอนที่ท่านปล่อยเปลวเพลิงออกมาปกคลุมรอบร่างนั่นแหละ แค่เปลี่ยนตำแหน่งซึ่งใช้ปลดปล่อยพลังเท่านั้นเอง”“...”

หนานอวี้อ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง

“เจ้าอธิบายเสียเหมือนมันง่ายมากเลยนะ”

ยูรันเอียงศีรษะ

“แล้วมันยากตรงไหน?”

ยูรันมองหนานอวี้ซึ่งยังคงพยายามทำความเข้าใจว่าการพ่นไฟออกจากปากง่ายตรงไหน ก่อนโบกมือเปลี่ยนเรื่อง

“อืม เท่านี้แหละ ต่อไปเป็นเรื่องราวที่ผ่านมา”

เขาหันไปหาเซี่ยหลานอิง

“องค์รัชทายาทน่าจะเป็นคนที่สงสัยและอยากรู้เรื่องทั้งหมดมากที่สุด”

เซี่ยหลานอิงพยักหน้าทันที

“ถูกต้อง ข้าต้องการรู้ทุกเรื่อง”

ยูรันถอนหายใจ

“ดูเหมือนข้าควรบันทึกเอาไว้เสียที ภายหลังหากมีผู้ใดมาถามอีก ข้าจะได้โยนศิลาบันทึกภาพให้ดู ไม่ต้องมานั่งเล่าซ้ำตั้งแต่ต้น”

เขาหันไปเรียกเฮยหลง

“ไปเอาศิลาบันทึกภาพมา”

“แล้วเจ้าก็เป็นคนอธิบายแทนข้าด้วยนะ เอาทั้งหมด ทุกเหตุการณ์ อย่าให้ตกหล่น”

เฮยหลงชะงัก

“ให้ข้าเล่าทั้งหมดหรือขอรับ?”

“อืม เริ่มตั้งแต่ภารกิจแรกนอกสำนักที่เมือง...”

ยูรันนิ่งคิดอยู่นาน

“เมืองอะไรนะ?”

“...”

ทุกคนรอบโต๊ะมองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า

เฮยหลงถอนหายใจ ก่อนรีบไปนำศิลาบันทึกภาพมาและเปิดใช้งาน จากนั้นจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตามลำดับ

การเล่าเรื่องครั้งนี้กินเวลายาวนานกว่าที่คาดเอาไว้มาก

เฮยหลงเป็นผู้บรรยายหลัก ส่วนเยว่หลิน ไป๋หลิง หนานอวี้ หลานชิงอวี้ และหลิงเยวี่ยช่วยกันเสริมรายละเอียดในส่วนที่ตนเองรู้

ตั้งแต่ภารกิจแรกหลังออกจากสำนัก การเดินทางไปยังพรรคมารอัสดง ตลอดจนเรื่องทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นในเมืองหลอมศิลา

พวกเขายังเล่าถึงการรักษาลู่ชิงถาน การรวมตระกูลลู่กับตระกูลไป๋ วิถีแห่งเส้นทางดารา ของวิเศษประจำตระกูล เนตรดาราพิสุทธิ์ ต้นไม้แห่งดวงดาว เพลิงแห่งปัญญา กายเทพดาราสวรรค์ และครรภ์แห่งดวงดาว

ทุกครั้งที่เฮยหลงคิดว่าตนเองเล่าครบแล้ว ก็มักมีใครบางคนนึกเรื่องซึ่งตกหล่นขึ้นมาได้เสมอ

“เดี๋ยวก่อน ยังมีเรื่องสร้างหงส์ฟ้าด้วย”

“อย่าลืมเรื่องก้าวพริบตากับเหยียบเวหา”

“เรื่องทารกในดาราจักรก็ยังไม่ได้เล่า”

“แล้วเรื่องสุริยุปราคาจำลองเล่า?”

เฮยหลงได้แต่สูดลมหายใจลึก ก่อนบันทึกเรื่องเหล่านั้นเพิ่มเข้าไปทีละอย่าง

ส่วนยูรันนั่งกินอาหารอยู่ข้าง ๆ อย่างสบายใจ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเข้ามาช่วยเล่าเลยแม้แต่น้อย

ยิ่งฟัง สีหน้าของเซี่ยหลานอิงก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

นางตกตะลึงจนไม่รู้ว่าควรถามเรื่องใดก่อนดี

กระทั่งเรื่องราวดำเนินมาถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งหลานชิงอวี้เปลี่ยนเข้าสู่วิถีแห่งเส้นทางดาราได้สำเร็จ การบันทึกจึงสิ้นสุดลงเสียที

เฮยหลงปิดการทำงานของศิลาบันทึกภาพ ก่อนวางมันลงบนโต๊ะด้วยความเหนื่อยล้า

“หมดแล้วขอรับ”

ทุกคนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าพร้อมกัน

คราวนี้น่าจะหมดจริง ๆ แล้ว

เซี่ยหลานอิงครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง

“อืม มีหลายเรื่องซึ่งน่าตกใจจริง ๆ”

“เรื่องแรกคือเซี่ยเยว่หลี หลานของข้าซึ่งอยู่กับพรรคมารอัสดง เมื่อกลับไปถึงพระราชวัง ข้าคงต้องทูลถามเสด็จน้าให้รู้เรื่อง”

นางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนมองยูรัน

“ส่วนอีกเรื่องคือการที่เจ้าสร้างวิถีบำเพ็ญขึ้นมาใหม่ เรื่องนี้น่าเหลือเชื่อเกินไปจริง ๆ”

“ไม่ใช่”

ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนกล่าวแทรกด้วยสีหน้าจริงจัง

“เรื่องที่น่าตกใจและควรระวังมากที่สุดคือเรื่องของศิษย์พี่เย่ต่างหาก”

เซี่ยหลานอิงขมวดคิ้ว

“เย่อ้าวเทียนหรือ?”

“อืม ระวังเขาเอาไว้ให้ดี”

ยูรันพยักหน้า

“หากท่านเผลอรับยาของเขาเข้าไปแม้เพียงเล็กน้อย ท่านอาจถูกควบคุมและกลายเป็นเตาหลอมของเขาได้”

สีหน้าของเซี่ยหลานอิงเย็นเยียบลงทันที

“อืม ข้าจะระวังตัว”

ยูรันพยักหน้า ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ยังมีสิ่งใดอยากถามอีกหรือไม่?”

เซี่ยหลานอิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้าอยากเห็นวิถีใหม่ซึ่งพวกเจ้าพูดถึง”

“แล้วก็ทารกภายในดาราจักรของเจ้า ข้าขอดูด้วยได้หรือไม่?”

“ได้สิ”

ยูรันดีดนิ้วเบา ๆ

เป๊าะ!

ภาพดาราจักรอันกว้างใหญ่พลันแผ่ขยายออกมาตรงหน้า ดวงดาวนับไม่ถ้วนส่องประกายอยู่ท่ามกลางความมืด ระบบดาราหลากหลายหมุนเวียนไปตามวงโคจรของตนเอง

เซี่ยหลานอิงเงยหน้ามองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง

แม้นางจะได้ฟังคำอธิบายมาอย่างละเอียดแล้ว แต่การได้เห็นดาราจักรทั้งแห่งปรากฏอยู่ตรงหน้าด้วยตาตนเอง กลับเป็นความรู้สึกซึ่งไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

ยูรันเลื่อนภาพเข้าไปยังส่วนลึกของดาราจักร

ไม่นานนัก ร่างของทารกตัวน้อยซึ่งกำลังนอนหลับและดูดนิ้วอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวก็ปรากฏขึ้นในสายตาของนาง