ตอนที่ 166 อืม ข้าจะระวังตัว
เซี่ยหลานอิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถามด้วยความสงสัย
“แล้วมุทราหลายชุดซึ่งเจ้าใช้ก่อนปล่อยวิชาแต่ละครั้งมีหน้าที่อะไร?”
“มันจำเป็นต่อการควบคุมพลัง หรือช่วยเพิ่มความรุนแรงของวิชาอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่มี”
ยูรันตอบทันที
เซี่ยหลานอิงกะพริบตาปริบ ๆ
“ไม่มีหรือ?”
“อืม มันมีไว้เพื่อความเท่เฉย ๆ”
ยูรันยกมือขึ้นจำลองท่าผสานมุทรา
“ลองคิดดูสิ หากอยู่ดี ๆ พลังปรากฏขึ้นมาเองโดยที่ข้าไม่ทำอะไรเลย มันก็ไม่เท่ไม่ใช่หรือ?”
“ข้าจึงต้องผสานมุทราเสียก่อน แล้วค่อยกล่าวประโยคคลาสสิกออกมา”
สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจัง ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“คาถาสายฟ้า...พันปักษา!”
จากนั้นจึงกลับมานั่งตามปกติ
“เห็นหรือไม่? โคตรเท่”
“อีกอย่าง พอข้าประกาศชื่อออกไป ทุกคนก็รู้ทันทีว่าวิชานั้นเรียกว่าอะไร”
“หลังการประลองจะได้มาขอให้ข้าช่วยสอนได้ถูก ไม่ต้องเสียเวลามานั่งอธิบายกันใหม่”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“แถมพวกเขายังมองว่ามันเท่อีกด้วย มีแต่ได้กับได้”
“...”
ทุกคนรอบโต๊ะนิ่งค้างไปพร้อมกัน
เซี่ยหลานอิงพยายามทบทวนภาพยูรันผสานมุทราท่ามกลางก้อนเมฆ ก่อนเรียกกิเลนสายฟ้าลงมาจากฟากฟ้าอีกครั้ง
[ท่าทางทั้งหมดนั่น...]
[ไม่มีประโยชน์ต่อวิชาเลยแม้แต่น้อยหรือ?!]
หลิงเยวี่ยยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้วอย่างเหนื่อยใจ
[รันเอ๋อร์สร้างความตกตะลึงไปทั่วทั้งสำนัก เพียงเพราะต้องการให้ตนเองดูเท่เท่านั้นสินะ...]
ยูรันมองสีหน้าไม่อยากเชื่อของทุกคน ก่อนถอนหายใจ
“เฮ้อ ดูเหมือนพวกท่านจะไม่เชื่อสินะ”
“เช่นนั้นก็ดูนี่”
กล่าวจบ โดยไม่ผสานมุทรา ไม่ยกมือ และไม่ประกาศชื่อวิชา พันปักษาก็ปรากฏขึ้นรอบฝ่ามือของเขาทันที
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยง! เปรี๊ยะ!
“จี๊ดดดดดดดดดดดดด!”
เสียงสายฟ้าแหลมคมดุจเสียงนกนับพันตัวกรีดร้องพร้อมกันดังสนั่นไปทั่วดาดฟ้า
ทุกคนรีบยกมือปิดหู ขณะที่ถ้วยชามบนโต๊ะสั่นกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง
ยูรันดีดนิ้วเบา ๆ
เป๊าะ!
พันปักษาดับหายไปทันที
“เห็นหรือไม่?”
“ไม่ต้องผสานมุทรา ไม่ต้องประกาศชื่อ ก็ใช้ได้เหมือนกันทุกอย่าง”
“แต่หากข้าเพียงยกมือขึ้นแล้วสายฟ้าปรากฏออกมาเฉย ๆ พวกท่านจะรู้หรือว่ามันเรียกว่าอะไร?”
ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ
“นี่เป็นการประลองนะ มันก็ต้องทำให้ดูเท่และน่าจดจำสิ”
“ไม่ได้จะฆ่าแกงกันจริง ๆ เสียหน่อย”
เซี่ยหลานอิงอดถามไม่ได้
“แล้วหากเป็นการต่อสู้ซึ่งต้องสังหารอีกฝ่าย เจ้าจะไม่ทำเช่นนี้หรือ?”
“จะทำไปทำไม?”
ยูรันตอบราวกับเป็นเรื่องประหลาด
“เวลาจะฆ่าคน ข้าจะมัวเสียเวลาผสานมุทรา ประกาศชื่อวิชา แล้วรอให้อีกฝ่ายเตรียมรับมือเพื่ออะไร?”
เขาใช้ตะเกียบคีบอาหารเข้าปาก ก่อนกล่าวต่ออย่างสบาย ๆ
“หักคอทิ้งตั้งแต่อีกฝ่ายยังไม่รู้ตัวก็จบแล้ว”
“ในเมื่อคนตายไม่มีโอกาสรับรู้ว่าข้าเท่เพียงใด แล้วข้าจะทำให้ดูเท่ไปทำไม?”
ทุกคนรอบโต๊ะพลันรู้สึกหนาวเย็นบริเวณต้นคอขึ้นมาพร้อมกัน
เซี่ยหลานอิงยกมือแตะลำคอตนเองโดยไม่รู้ตัว
[เหตุผลของเขาฟังดูถูกต้อง...]
[แต่เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าบุรุษตรงหน้าน่ากลัวขึ้นมากะทันหันกันนะ?]
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนส่ายหน้าแก้คำพูดของตนเอง
“อืม ไม่สิ จะบอกว่าข้าชอบหักคอก็คงไม่ถูกต้องนัก”
ทุกคนชะงัก ก่อนหันกลับมามองเขาอีกครั้ง
“ข้าชอบควักหัวใจออกมาในครั้งเดียวมากกว่า”
ยูรันกล่าวต่อด้วยท่าทีสบาย ๆ
“ผู้ที่ถูกโจมตีแทบไม่ทันรู้สึกตัว กว่าจะรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ร่างกายก็เริ่มเย็นเฉียบเพราะไม่มีหัวใจคอยสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงสมองแล้ว”
“จากนั้นก็หมดสติไป”
ตะเกียบในมือของเซี่ยหลานอิงหยุดค้างกลางอากาศ
ยูรันยังไม่หยุดอธิบาย
“หรือหากต้องการให้เร็วกว่านั้น จะกระชากสมองออกมาโดยตรงก็ได้เหมือนกัน”
“วิธีนั้นจบทันที ไม่ต้องเสียเวลารอ”
ทั่วทั้งโต๊ะอาหารตกอยู่ในความเงียบอันน่าพิศวง
เฮยหลงกับเยว่หลินรีบก้มหน้าลงพร้อมกัน ขณะที่หลานชิงอวี้ค่อย ๆ วางตะเกียบในมือลงเพราะหมดความอยากอาหารอย่างฉับพลัน
หนานอวี้กับเซี่ยหลานอิงยกมือปิดหน้าอกและลำคอของตนเองโดยไม่รู้ตัว
แม้แต่หลิงเยวี่ยยังมองลูกศิษย์ตรงหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อน
ส่วนยูรันกลับคีบเนื้อเข้าปากอีกคำอย่างเป็นธรรมชาติ
ไป๋หลิงสูดลมหายใจลึก ก่อนกล่าวเตือน
“สามี”
“พวกเรากำลังกินข้าวอยู่”
“อ้อ”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ถ้าเช่นนั้นถามข้าต่อเถอะ”
หนานอวี้รีบถามต่อ
“ถ้าเช่นนั้นวิชาเพลิงทั้งหมดที่เจ้าใช้ ข้าสามารถเรียนได้หรือไม่?”
ยูรันมองนางด้วยความประหลาดใจ
“ศิษย์พี่ ท่านจะเรียนไปทำไม?”
“ท่านใช้เปลวเพลิงได้อยู่แล้วมิใช่หรือ?”
หนานอวี้ชะงัก
“แต่วิชาของเจ้าเปลี่ยนเปลวเพลิงให้กลายเป็นมังกรได้ อีกทั้งยังพ่นออกจากปากได้ด้วยนะ!”
“เปลวเพลิงนั่นเพียงถูกเปลี่ยนรูปร่างเท่านั้น”
ยูรันยกมือขึ้น ก่อนสร้างเปลวไฟขนาดเล็กและบังคับให้มันเปลี่ยนเป็นรูปร่างต่าง ๆ
“หากท่านต้องการมังกร ก็ควบคุมเปลวเพลิงให้กลายเป็นมังกรสิ ยากตรงไหน?”
“ส่วนหากอยากพ่นไฟออกจากปาก ก็เพียงปล่อยเปลวเพลิงออกมาทางปาก”
“หลักการเดียวกับตอนที่ท่านปล่อยเปลวเพลิงปกคลุมรอบร่างนั่นแหละ แค่เปลี่ยนตำแหน่งที่ใช้ปลดปล่อยพลังเท่านั้นเอง”
“...”
หนานอวี้อ้าปากค้างอยู่ครู่หนึ่ง
“เจ้าอธิบายเสียเหมือนมันง่ายมากเลยนะ”
ยูรันเอียงศีรษะ
“แล้วมันยากตรงไหน?”
ยูรันมองหนานอวี้ซึ่งยังคงพยายามทำความเข้าใจว่าการพ่นไฟออกจากปากง่ายตรงไหน ก่อนโบกมือเปลี่ยนเรื่อง
“อืม เท่านี้แหละ ต่อไปเป็นเรื่องราวที่ผ่านมา”
เขาหันไปหาเซี่ยหลานอิง
“องค์รัชทายาทน่าจะเป็นคนที่สงสัยและอยากรู้เรื่องทั้งหมดมากที่สุด”
เซี่ยหลานอิงพยักหน้าทันที
“ถูกต้อง ข้าต้องการรู้ทุกเรื่อง”
ยูรันถอนหายใจ
“ดูเหมือนข้าควรบันทึกเอาไว้เสียที ภายหลังหากมีผู้ใดมาถามอีก ข้าจะได้โยนศิลาบันทึกภาพให้ดู ไม่ต้องมานั่งเล่าซ้ำตั้งแต่ต้น”
เขาหันไปเรียกเฮยหลง
“ไปเอาศิลาบันทึกภาพมา”
“แล้วเจ้าก็เป็นคนอธิบายแทนข้าด้วยนะ เอาทั้งหมด ทุกเหตุการณ์ อย่าให้ตกหล่น”
เฮยหลงชะงัก
“ให้ข้าเล่าทั้งหมดหรือขอรับ?”
“อืม เริ่มตั้งแต่ภารกิจแรกนอกสำนักที่เมือง...”
ยูรันนิ่งคิดอยู่นาน
“เมืองอะไรนะ?”
“...”
ทุกคนรอบโต๊ะมองเขาด้วยสีหน้าว่างเปล่า
เฮยหลงถอนหายใจ ก่อนรีบไปนำศิลาบันทึกภาพมาและเปิดใช้งาน จากนั้นจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดตามลำดับ
การเล่าเรื่องกินเวลานานกว่าที่คาดเอาไว้มาก
เฮยหลงเป็นผู้บรรยายหลัก ส่วนคนอื่นช่วยเสริมรายละเอียดที่ตนรู้
ตั้งแต่ภารกิจแรก การเดินทางไปพรรคมารอัสดง จนถึงเรื่องในเมืองหลอมศิลา
พวกเขายังเล่าถึงการรักษาลู่ชิงถาน การรวมตระกูลลู่กับตระกูลไป๋ เส้นทางดารา ของวิเศษประจำตระกูล เนตรดาราพิสุทธิ์ ต้นไม้แห่งดวงดาว เพลิงแห่งปัญญา กายเทพดาราสวรรค์ และครรภ์แห่งดวงดาว
ทุกครั้งที่เฮยหลงคิดว่าเล่าครบ ก็มักมีใครนึกเรื่องตกหล่นขึ้นมาได้
“เดี๋ยวก่อน ยังมีเรื่องสร้างหงส์ฟ้า ก้าวพริบตา เหยียบเวหา ทารกในดาราจักร แล้วก็สุริยุปราคาจำลองด้วย”
เฮยหลงได้แต่สูดลมหายใจลึก ก่อนบันทึกเพิ่มทีละอย่าง
ส่วนยูรันนั่งกินอาหารอยู่ข้าง ๆ อย่างสบายใจ ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเข้ามาช่วยเล่าเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งฟัง สีหน้าของเซี่ยหลานอิงก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
นางตกตะลึงจนไม่รู้ว่าควรถามเรื่องใดก่อนดี
กระทั่งเรื่องราวดำเนินมาถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งหลานชิงอวี้เปลี่ยนเข้าสู่วิถีแห่งเส้นทางดาราได้สำเร็จ การบันทึกจึงสิ้นสุดลงเสียที
เฮยหลงปิดการทำงานของศิลาบันทึกภาพ ก่อนวางมันลงบนโต๊ะด้วยความเหนื่อยล้า
“หมดแล้วขอรับ”
ทุกคนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าพร้อมกัน
คราวนี้น่าจะหมดจริง ๆ แล้ว
เซี่ยหลานอิงครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง
“อืม มีหลายเรื่องซึ่งน่าตกใจจริง ๆ”
“เรื่องแรกคือเซี่ยเยว่หลี หลานของข้าซึ่งอยู่กับพรรคมารอัสดง เมื่อกลับไปถึงพระราชวัง ข้าคงต้องทูลถามเสด็จน้าให้รู้เรื่อง”
นางหยุดไปเล็กน้อย ก่อนมองยูรัน
“ส่วนอีกเรื่องคือการที่เจ้าสร้างวิถีบำเพ็ญขึ้นมาใหม่ เรื่องนี้น่าเหลือเชื่อเกินไปจริง ๆ”
“ไม่ใช่”
ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนกล่าวแทรกด้วยสีหน้าจริงจัง
“เรื่องที่น่าตกใจและควรระวังมากที่สุดคือเรื่องของศิษย์พี่เย่ต่างหาก”
เซี่ยหลานอิงขมวดคิ้ว
“เย่อ้าวเทียนหรือ?”
“อืม ระวังเขาเอาไว้ให้ดี”
ยูรันพยักหน้า
“หากท่านเผลอรับยาของเขาเข้าไปแม้เพียงเล็กน้อย ท่านอาจถูกควบคุมและกลายเป็นเตาหลอมของเขาได้”
สีหน้าของเซี่ยหลานอิงเย็นเยียบลงทันที
“อืม ข้าจะระวังตัว”
ยูรันพยักหน้า ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ยังมีสิ่งใดอยากถามอีกหรือไม่?”
เซี่ยหลานอิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าอยากเห็นวิถีใหม่ซึ่งพวกเจ้าพูดถึง”
“แล้วก็ทารกภายในดาราจักรของเจ้า ข้าขอดูด้วยได้หรือไม่?”
“ได้สิ”
ยูรันดีดนิ้วเบา ๆ
เป๊าะ!
ภาพดาราจักรอันกว้างใหญ่พลันแผ่ขยายออกมาตรงหน้า ดวงดาวนับไม่ถ้วนส่องประกายอยู่ท่ามกลางความมืด ระบบดาราหลากหลายหมุนเวียนไปตามวงโคจรของตนเอง
เซี่ยหลานอิงเงยหน้ามองภาพตรงหน้าด้วยดวงตาเบิกกว้าง
แม้นางจะได้ฟังคำอธิบายมาอย่างละเอียดแล้ว แต่การได้เห็นดาราจักรทั้งแห่งปรากฏอยู่ตรงหน้าด้วยตาตนเอง กลับเป็นความรู้สึกซึ่งไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
ยูรันเลื่อนภาพเข้าไปยังส่วนลึกของดาราจักร
ไม่นานนัก ร่างของทารกตัวน้อยซึ่งกำลังนอนหลับและดูดนิ้วอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวก็ปรากฏขึ้นในสายตาของนาง