ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 167 ข้าไม่ได้เสพติดนะ!
ยูรันมองทารกซึ่งกำลังหลับสบาย ก่อนเรียกอย่างไม่เกรงใจ
“ตื่น มีคนอยากคุยกับแก”
ทารกขยับตัวเล็กน้อย แต่ยังคงหลับตาและดูดนิ้วต่อไป ราวกับไม่ได้ยินคำเรียก
ยูรันจึงใช้นิ้วสะกิดแก้มของมันเบา ๆ
“ตื่นเร็วเข้า”
“ถ้าเป็นไปได้ก็ให้นางจับแก้มหน่อยแล้วกัน”
ทารกค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย
“บุ...?”
มันหันมองยูรันด้วยสีหน้าไม่พอใจ ก่อนเลื่อนสายตาไปยังเซี่ยหลานอิงซึ่งกำลังจ้องตนเองด้วยดวงตาเปล่งประกาย
เซี่ยหลานอิงขยับใบหน้าเข้าไปใกล้
“น่ารักจริง ๆ...”
ทารกเอียงศีรษะ ก่อนมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างพิจารณา
“บู้?”
ทุกคนรอบโต๊ะเงียบลง รอดูว่าคราวนี้ทารกจะยอมให้จับเหมือนหลิงเยวี่ย หรือแสดงท่าทีรังเกียจเหมือนตอนพบหลานชิงอวี้.
ทารกจ้องเซี่ยหลานอิงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใบหน้าจิ้มลิ้มจะค่อย ๆ ยับย่น
คิ้วเล็กขมวดเข้าหากัน จมูกย่น ริมฝีปากเบะลงอย่างชัดเจน จากนั้นมันก็รีบลอยถอยหลังออกไปหลายช่วงตัว
“บู่!”
สีหน้ารังเกียจในครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าตอนพบหลานชิงอวี้เสียอีก
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยหลานอิงแข็งค้างทันที
“มัน...ไม่ชอบข้าหรือ?”
หลานชิงอวี้ซึ่งเคยประสบชะตากรรมเดียวกันรีบพยักหน้าอย่างเข้าอกเข้าใจ
“พระองค์อย่าเสียพระทัยเลยเจ้าค่ะ ตอนพบข้าครั้งแรกมันก็ทำหน้าเช่นนั้นเหมือนกัน”
นางมองทารกอีกครั้ง ก่อนเม้มริมฝีปาก
“แต่ดูเหมือนครั้งนี้จะรังเกียจมากกว่าเล็กน้อย...”
ฉึก!
คำปลอบใจของหลานชิงอวี้แทงเข้าใส่เซี่ยหลานอิงซ้ำทันที
ยูรันมองทารกสลับกับหลิงเยวี่ย ก่อนเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง
[หืม...]
[หรือว่าเจ้าเด็กนี่จะชอบคนตามนิสัย สติ ความสุขุม และความฉลาด?]
[จากที่สังเกตมาสักพัก อาจารย์มีคุณสมบัติเหล่านี้มากที่สุด มันจึงยอมเข้าไปนอนในอ้อมกอดของนางเอง]
[ส่วนคนอื่นบางครั้งก็มี บางครั้งก็ไม่มี...]
ยูรันมองสีหน้ารังเกียจอย่างรุนแรงของทารกอีกครั้ง
[อืม ต้องใช่แน่ ๆ]
เขาเหลือบมองเซี่ยหลานอิงซึ่งกำลังกำหมัดแน่น ก่อนตัดสินใจเก็บข้อสันนิษฐานนี้เอาไว้ในใจอย่างเงียบ ๆ
[เรื่องนี้ไม่พูดออกไปน่าจะดีกว่า]
ทารกลอยวนไปมาอยู่ท่ามกลางดาราจักร ก่อนสายตาจะเหลือบไปเห็นหลิงเยวี่ยซึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง
สีหน้ายู่ยี่ของมันพลันเปลี่ยนไปทันที
ดวงตาคู่เล็กโค้งลง ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้างราวกับสระอิ
“บู้!”
มันหมุนตัวกลางอากาศอย่างร่าเริง ก่อนพุ่งเข้าไปซุกอยู่ในอ้อมกอดของหลิงเยวี่ยด้วยความคุ้นเคย
จากนั้นก็หลับตาลงและดูดนิ้วต่อ ราวกับสถานที่แห่งนั้นเป็นที่นอนของตนเองมาตั้งแต่แรก
“...”
เซี่ยหลานอิงอ้าปากค้าง มองทารกสลับกับหลิงเยวี่ยหลายรอบ
“นะ...นี่...”
นางชี้ไปยังทารกด้วยนิ้วสั่นระริก
“นี่มันสองมาตรฐานชัด ๆ!”
หลานชิงอวี้รีบพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรุนแรง
“ใช่ไหมเพคะ! ข้าบอกแล้วว่ามันสองมาตรฐาน!”
หลิงเยวี่ยก้มมองทารกในอ้อมกอด ก่อนใช้นิ้วลูบแก้มนุ่มนิ่มของมันเบา ๆ
ทารกไม่เพียงไม่ขัดขืน แต่ยังขยับใบหน้าเข้าหาปลายนิ้วของนางด้วยรอยยิ้ม
มุมปากของหลิงเยวี่ยยกขึ้นอย่างปิดไม่มิด
“หึ”
นางเหลือบมองเซี่ยหลานอิง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ
“ดูเหมือนองค์รัชทายาทก็มีวันนี้เหมือนกันนะเพคะ”
ฉึก!
เซี่ยหลานอิงยกมือกุมหน้าอกทันที
นับตั้งแต่ถือกำเนิดมา นางไม่เคยคิดเลยว่าวันหนึ่งตนเองจะถูกทารกซึ่งยังพูดไม่ได้เลือกปฏิบัติต่อหน้าเช่นนี้
ยูรันมองทารกซึ่งกำลังนอนหลับอย่างมีความสุขในอ้อมกอดของหลิงเยวี่ย ก่อนถอนหายใจภายในใจ
[อืม ชัดเจนแล้ว]
[เจ้าเด็กนี่เลือกคนจากนิสัย ความสุขุม สติ และความฉลาดจริง ๆ ด้วย]
[เฮ้อ...]
เขาตัดสินใจไม่เปิดเผยข้อสรุปดังกล่าวออกมา ก่อนหันกลับมาหาทุกคน
“เอาเถอะ ยังมีเรื่องใดอยากถามอีกหรือไม่?”
เซี่ยหลานอิงพยายามละสายตาจากทารกสองมาตรฐาน ก่อนพยักหน้า
“มี”
“ในเมื่อไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้สามารถเปลี่ยนเข้าสู่วิถีแห่งเส้นทางดาราได้...”
นางมองยูรันด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าเองก็สามารถเปลี่ยนวิถีได้หรือไม่?”
“ผู้ใดก็สามารถเปลี่ยนได้ทั้งนั้นแหละ”
ยูรันตอบทันที ก่อนมองเซี่ยหลานอิงด้วยความสงสัย
“แต่เมื่อครู่ท่านไม่ได้ฟังหรือ?”
“การเปลี่ยนวิถีมีความเสี่ยง หากควบคุมพลังผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ดาราจักรอาจระเบิดจนร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัสได้”
“ยิ่งตบะเดิมสูงเท่าไร พลังซึ่งต้องแลกเปลี่ยนก็ยิ่งมหาศาล และควบคุมได้ยากขึ้นเท่านั้น”
เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย
“ทั้งที่รู้ว่ามีความเสี่ยง แล้วเหตุใดท่านจึงอยากเปลี่ยนวิถี?”
เซี่ยหลานอิงเอียงศีรษะเล็กน้อย ราวกับไม่เข้าใจว่าเหตุใดยูรันจึงต้องถามเรื่องง่ายดายเช่นนี้
“ข้าก็ต้องเปลี่ยนไปใช้วิถีเดียวกับสามีของข้าสิ”
“เรื่องเช่นนี้จำเป็นต้องมีเหตุผลอื่นด้วยหรือ?”
“...”
ทุกคนรอบโต๊ะนิ่งค้างไปพร้อมกัน
ไป๋หลิงขมวดคิ้วจนแทบเป็นปม ส่วนหนานอวี้กับหลานชิงอวี้มองเซี่ยหลานอิงด้วยสีหน้าซับซ้อน
มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่ยังคงนั่งอย่างสงบนิ่ง ราวกับคำตอบเมื่อครู่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ยูรันมองนางอยู่นาน ก่อนเหลือบไปยังทารกซึ่งกำลังซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของหลิงเยวี่ย
[อืม...]
[ข้าพอจะรู้แล้วว่าเหตุใดเจ้าเด็กนี่ถึงทำหน้ารังเกียจนางรุนแรงกว่าตอนเห็นชิงอวี้]
[สตรีผู้นี้มันหมาเลียชัด ๆ]
[หรือไม่ก็พอมีความรักแล้ว ความรักจึงบังตาจนทำให้นางโง่ลง]
ยูรันมองท้องฟ้าซึ่งเริ่มมืดลง ก่อนตบมือเบา ๆ
“หากไม่มีคำถามแล้วก็พอเท่านี้แหละ”
“นี่ก็ใกล้จะค่ำแล้ว แยกย้ายกันไปฝึกเสียหน่อยเถอะ”
เซี่ยหลานอิงรีบยกมือห้าม
“เดี๋ยวก่อน”
ยูรันหันกลับมามอง
“มีอะไรอีก?”
“สอนก้าวพริบตากับเหยียบเวหาให้ข้าด้วย”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“อืม เช่นนั้นก็เรียนพร้อมกับอาจารย์เลยแล้วกัน”
เขาลุกขึ้นจากที่นั่ง
“ไปเถอะ ส่วนคนที่เหลือแยกย้ายกันได้แล้ว”
ทุกคนพยักหน้ารับ ก่อนทยอยลุกออกจากโต๊ะ
ไป๋หลิงเดินเข้ามาหายูรันเป็นคนแรก นางเอื้อมมือจับคอเสื้อของเขา ก่อนโน้มตัวเข้าไปจุมพิตริมฝีปากเบา ๆ หนึ่งครั้ง
“ตั้งใจสอนนะ สามี”
จากนั้นนางก็เหลือบมองเซี่ยหลานอิง พร้อมส่งสายตาเยาะเย้ยให้อย่างผู้ชนะ
เซี่ยหลานอิงกลับไม่ได้รู้สึกรู้สาแม้แต่น้อย
นางเพียงยิ้มบาง ก่อนเดินเข้ามาหายูรันและทำแบบเดียวกันทุกประการ
จุ๊บ!
“ข้าจะตั้งใจเรียนเหมือนกัน สามีในอนาคต”
ไป๋หลิงกัดฟันกรอด ขณะจ้องเซี่ยหลานอิงเขม็ง
[ยัยนี่ช่างลงมือรวดเร็วนักนะ!]
[รอให้ตบะของข้าสูงกว่านี้ก่อนเถอะ ข้าจะเชือดเจ้าทิ้งให้ดู!]
หนานอวี้มองริมฝีปากของยูรัน ก่อนเม้มริมฝีปากตนเองอย่างเสียดาย
[ข้าเองก็อยากจูบศิษย์น้องเหมือนกันนะ...]
[แต่หากเข้าไปตอนนี้ ศิษย์พี่รองคงเชือดข้าก่อนองค์รัชทายาทแน่]
ส่วนหลานชิงอวี้แทบกรีดร้องอยู่ภายในใจ
[กรี๊ดดดดด!]
[ขืนยังชักช้าต่อไป ทุกคนคงแซงหน้าข้าไปหมด!]
[ข้าต้องหาโอกาสลงมือบ้างแล้ว!]
ท่ามกลางกระแสความคิดอันวุ่นวาย ยูรันกลับไม่สนใจการแข่งขันของพวกนางแม้แต่น้อย
เขาตบมือเรียกสติทุกคน
“เอาละ เสียเวลาไปมากแล้ว”
“เริ่มฝึกกันเถอะ”
หลังจากนั้น ยูรันก็เริ่มสอนก้าวพริบตาให้หลิงเยวี่ยกับเซี่ยหลานอิงพร้อมกัน
เขาจับมือของทั้งสองเอาไว้ ก่อนพาเดินไปรอบยอดเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อให้พวกนางจดจำความรู้สึกของการย่นระยะทางด้วยจำนวนก้าวที่น้อยที่สุด
การฝึกดำเนินต่อไปจนถึงช่วงดึก
เมื่อมั่นใจว่าทั้งสองจดจำความรู้สึกเอาไว้ได้แล้ว ยูรันจึงปล่อยให้พวกนางกลับไปทำความเข้าใจและทดลองด้วยตนเอง
จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกลับห้องพัก
กลางดึกคืนนั้น
หนานอวี้นอนพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจข่มตาหลับได้
ภาพไป๋หลิงกับเซี่ยหลานอิงจูบยูรันต่อหน้าต่อตายังคงวนเวียนอยู่ภายในความคิด
“บัดซบ...”
สุดท้ายนางก็ทนต่อไปไม่ไหว ลุกจากเตียงแล้วรีบวิ่งไปยังห้องของไป๋หลิง
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ประตูเปิดออกพร้อมใบหน้าเย็นชาของไป๋หลิง
“ดึกถึงเพียงนี้แล้ว เจ้ามีอะไร?”
หนานอวี้เม้มริมฝีปาก ก่อนรวบรวมความกล้ากล่าวออกมา
“ศิษย์พี่รอง...ไปหาศิษย์น้องกับข้าเถอะ”
ไป๋หลิงหรี่ตามองนาง
“เหตุใดข้าต้องไปด้วย?”
“ก็ข้าไม่กล้าไปคนเดียวนี่!”
หนานอวี้กล่าวด้วยสีหน้าร้อนรน
“ข้ากลัวว่าท่านจะจับข้ามัด แล้วบังคับให้ยืนดูท่านกับศิษย์น้องพลอดรักกันอีก!”
นางเขย่าแขนของไป๋หลิงไม่หยุด
“นะ ศิษย์พี่รอง ข้าทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ”
“นะ ๆๆ ข้าจะลงแดงตายอยู่แล้ว!”
ไป๋หลิงมองนางด้วยสีหน้าว่างเปล่า
“เจ้านี่เหลวไหลใหญ่แล้ว เพิ่งผ่านมาไม่กี่วัน เจ้าจะลงแดงได้อย่างไร?”
“ฮือ ๆ ข้าไม่สน!”
“ท่านต้องไปกับข้า ข้าไม่ไหวแล้วจริง ๆ นะ!”
หนานอวี้เกาะแขนอีกฝ่ายแน่น ไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ
หลังถูกอ้อนวอนอยู่นาน ไป๋หลิงก็ถอนหายใจอย่างจนใจ
“เอาละ ๆ ข้าไปด้วยก็ได้”
ดวงตาของหนานอวี้สว่างขึ้นทันที
“ศิษย์พี่รองดีที่สุดเลย!”
“เบาเสียงหน่อย เดี๋ยวทุกคนก็ตื่นกันหมด”
ทั้งสองเดินมาถึงหน้าห้องของยูรัน แต่ยังไม่ทันยกมือเคาะ ประตูก็เปิดออกจากด้านในเสียก่อน
ยูรันยืนอยู่ตรงประตู ก่อนหรี่ตามองหนานอวี้อย่างสงสัย
“พวกท่านมาทำอะไรกัน?”
หนานอวี้ไม่ตอบ
นางพุ่งเข้าไปโอบคอเขา ก่อนจูบลงไปทันที
ไป๋หลิงเดินตามเข้ามาภายในห้อง แล้วปิดประตูลงอย่างใจเย็น
“นางบอกว่าทนไม่ไหวจนกำลังจะลงแดง ข้าจึงต้องพามาด้วย”
“อีกอย่าง นางกลัวว่าข้าจะจับมัดเอาไว้ แล้วบังคับให้ดูพวกเราพลอดรักกันอีก”
“อ๋อ”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้จริง ๆ นะ”
หนานอวี้ชะงัก ก่อนค่อย ๆ ปล่อยแขนออกจากคอของเขา
ยูรันมองนางอย่างพิจารณา
“บางทีศิษย์พี่สามอาจชอบยืนดูผู้อื่นพลอดรักกันจนเสร็จสมก็ได้”
เฮือก!
หนานอวี้หน้าแดงก่ำ ก่อนรีบส่ายหน้ารัว ๆ
“ข้าไม่ใช่คนแบบนั้นนะ!”
“อืม หากยังไม่แน่ใจ เช่นนั้นลองมัดเอาไว้สักคืนดีหรือไม่?”
“ไม่เอา!”
หนานอวี้ตะโกนปฏิเสธทันที
ยูรันหลุดหัวเราะ ก่อนยกมือขยี้ศีรษะนางเบา ๆ
“รู้แล้ว ข้าเพียงแกล้งท่านเล่นเท่านั้น”
หนานอวี้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ยูรันกลับครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง
“แต่ว่า...”
“เมื่อครู่ท่านบอกว่าตนเองกำลังจะลงแดง นั่นหมายความว่าท่านเริ่มเสพติดแล้วมิใช่หรือ?”
เขาหันไปมองไป๋หลิง
“หากเป็นเช่นนั้นก็ควรมัดเอาไว้จริง ๆ นะ จะได้ช่วยให้เลิกเสพติด”
“ข้าไม่ได้เสพติดนะ!”
หนานอวี้รีบปฏิเสธเสียงดัง
ไป๋หลิงยกมือขึ้นลูบคาง ก่อนพยักหน้าเห็นด้วยกับยูรัน
“ข้าว่าเขาพูดมีเหตุผล”
“ศิษย์พี่รอง!”
หนานอวี้มองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนถอยหลังไปชิดประตูอย่างระแวดระวัง
“พวกท่านกำลังรวมหัวกันแกล้งข้าอีกแล้วใช่หรือไม่?!”
ยูรันกับไป๋หลิงมองหน้ากัน ก่อนยกมุมปากขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
หนานอวี้เริ่มรู้สึกว่าตนเองตัดสินใจผิดพลาดเสียแล้วที่ลากไป๋หลิงมาด้วย.