คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 170 แล้วอีกอย่างข้าเป็นศิษย์พี่นะโว๊ย7,944 ตัวอักษร

ตอนที่ 170 แล้วอีกอย่างข้าเป็นศิษย์พี่นะโว๊ย

ยูรันลุกขึ้นจากโต๊ะ ก่อนตบมือเบา ๆ

“เอาละ แยกย้ายกันได้แล้ว”

“ข้าจะไปสร้างคอกสัตว์อสูรให้เรียบร้อย จากนั้นค่อยปล่อยพวกมันออกจากกระจก แล้วเตรียมโรงฟักไข่ต่อ”

กล่าวจบ ร่างของเขาก็หายวับไปทันที

ทุกคนมองที่นั่งว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเอง

เวลาล่วงเลยมาจนถึงช่วงเที่ยง

ยูรันกลับมายังดาดฟ้าเพื่อเตรียมอาหารกลางวัน ก่อนเหลือบเห็นหลิงเยวี่ยนั่งสงบนิ่งอยู่ที่เดิม

เขาหรี่ตามองนางอย่างพิจารณา

“สรุปแล้ว...”

“อาจารย์ฝึกสำเร็จหรือยัง?”

หลิงเยวี่ยเบือนสายตาหนีเล็กน้อย

“...ยัง”

แม้น้ำเสียงของนางจะสงบนิ่ง แต่ปลายหูซึ่งแดงระเรื่อกลับเปิดเผยความอับอายออกมาจนหมดสิ้น.

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นลูบคาง

“อืมมมมม...”

“ทำไมกันนะ ทั้งที่ข้าพาท่านเดินจนจดจำความรู้สึกได้แล้วแท้ ๆ”

เขาพิจารณาหลิงเยวี่ยอยู่นาน แต่ยังหาสาเหตุไม่ได้ จึงหันไปหาเซี่ยหลานอิงซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล

“แล้วเจ้าล่ะ หลานอิง?”

“ฝึกสำเร็จหรือยัง?”

เซี่ยหลานอิงเงยหน้าขึ้นมองเขา

“หืม?”

“ข้าถามว่าเจ้าฝึกก้าวพริบตาสำเร็จหรือยัง”

“ไม่ได้”

นางตอบอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่มีความอับอายแม้แต่น้อย

“...”

ยูรันมองเซี่ยหลานอิง ก่อนหันกลับไปมองหลิงเยวี่ย

หลิงเยวี่ยซึ่งนั่งตัวตรงอยู่ข้างกันพลันผ่อนคลายลงเล็กน้อย

[อย่างน้อยก็ไม่ได้มีเพียงข้าคนเดียว...]

ยูรันยกมือขึ้นลูบคางอีกครั้ง

“แปลกจริง ๆ”

“ข้าพาพวกท่านเดินด้วยวิธีเดียวกัน เหตุใดหลิงเอ๋อร์ถึงทำได้ทันที แต่พวกท่านสองคนกลับยังใช้ไม่ได้กันนะ?”

เซี่ยหลานอิงยักไหล่

“หากข้ารู้ว่าติดตรงไหน ข้าก็คงฝึกสำเร็จไปแล้ว”

ยูรันลูบคางพลางครุ่นคิด

“อืมมม...แปลว่า...”

เซี่ยหลานอิงขมวดคิ้ว

“แปลว่าอะไร?”

“แปลว่าเจ้ามีพรสวรรค์ด้อยกว่าหลานของเจ้าน่ะสิ”

ยูรันกล่าวต่อโดยไม่สนใจสีหน้าของนาง

“เยว่หลีใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามก็ฝึกได้ทั้งก้าวพริบตากับเหยียบเวหา”

“ก้าวพริบตาข้าเพียงพานางเดินอยู่รอบสองรอบให้จดจำความรู้สึก หลังจากนั้นนางก็ทำได้ด้วยตัวเองแล้ว”

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

ฉึก!

คำพูดของยูรันไม่ได้แทงเข้าไปในใจของเซี่ยหลานอิงเพียงคนเดียว

หลิงเยวี่ย ไป๋หลิง หนานอวี้ หลานชิงอวี้ เฮยหลง และเยว่หลินต่างได้รับความเสียหายไปพร้อมกัน

แม้แต่ไป๋หลิงซึ่งฝึกก้าวพริบตาสำเร็จแล้วก็ยังชะงัก เพราะนางต้องให้ยูรันช่วยชี้แนะและพาเดินอยู่หลายรอบกว่าจะทำได้

หลานชิงอวี้มองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

“เอ่อ ศิษย์พี่ เป็นผู้ใดก็ต้องโกรธทั้งนั้นแหละเจ้าค่ะ”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“อย่างนั้นหรือ?”

หลิงเยวี่ยซึ่งนั่งเงียบมาตลอดวางตะเกียบลง ก่อนลุกขึ้นโดยไม่กล่าวสิ่งใดแม้แต่คำเดียว

พรึ่บ!

ร่างของนางหายวับไปจากโต๊ะทันที เห็นได้ชัดว่าตามเซี่ยหลานอิงออกไปฝึกแล้วเช่นกัน

ยูรันมองตำแหน่งที่ทั้งสองเคยนั่ง ก่อนหันมาถามคนที่เหลือ

“อาจารย์ก็โกรธด้วยหรือ?”

ทุกคนพยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

เซี่ยหลานอิงกำตะเกียบแน่นจนแทบหัก สีหน้ามืดครึ้มด้วยความอับอายและไม่ยินยอม

[ข้าอ่อนกว่าเยว่หลีอย่างนั้นหรือ?!]

นางก้มหน้าก้มตาพุ้ยข้าวเข้าปากอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจก็กินจนหมดชาม ก่อนวางตะเกียบลงดังปังแล้วลุกพรวดขึ้น

“ข้าอิ่มแล้ว!”

กล่าวจบ นางก็รีบวิ่งออกไปฝึกต่อทันที ทิ้งให้ทุกคนมองตามอย่างพูดไม่ออก

ยูรันมองชามข้าวซึ่งว่างเปล่าของนาง ก่อนพึมพำ

“แค่บอกว่าอ่อนกว่าหลาน เหตุใดต้องเอาความโกรธไปลงกับข้าวด้วย?”

“ข้าว่าไม่ใช่หรอก”

ยูรันคีบอาหารเข้าปากอย่างไม่รีบร้อน

“อาจารย์เพียงศักดิ์ศรีค้ำคอ แล้วก็อับอายที่ฝึกช้ากว่าศิษย์ของตนเองเท่านั้น”

ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมองทิศทางที่หลิงเยวี่ยเพิ่งหายตัวไป

หลานชิงอวี้ถอนหายใจ

“ศิษย์พี่ บางเรื่องถึงแม้จะคิดถูก ท่านก็ไม่จำเป็นต้องพูดออกมาตรง ๆ นะเจ้าคะ”

“อืม ๆ ในเมื่ออาจารย์ไม่อยู่แล้ว ข้าจะสอนอะไรเจ้าสักเรื่องก็แล้วกัน ชิงอวี้”

หลานชิงอวี้ชะงัก ก่อนตั้งใจฟัง

“เรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”

ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ความจริงนั้นโหดร้าย แต่ความจริงก็คือความจริง”

“หน้าที่ของมันคือทำให้คนฉลาดยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก้าวเดินต่อไป แม้จะไม่ถูกใจเพียงใดก็ต้องยอมรับให้ได้”

ยูรันหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างจริงจัง

“ส่วนคนโง่มักยอมรับความจริงไม่ได้ จึงเอาแต่ปฏิเสธ หาข้อแก้ตัว หรือหลอกตัวเองอยู่ร่ำไป”

ทุกคนบนโต๊ะอาหารเงียบกริบ

หลานชิงอวี้กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนถามอย่างระมัดระวัง

“เช่นนั้นศิษย์พี่กำลังบอกว่า อาจารย์กับหลานอิงเป็นคนโง่หรือเจ้าคะ?”

“ไม่ใช่”

ยูรันส่ายหน้า

“พวกนางโกรธก็จริง แต่ยังรีบออกไปฝึกทันที นั่นหมายความว่าพวกนางยอมรับความจริงแล้ว เพียงแค่ยังทำใจไม่ได้เท่านั้น”

เขาคีบอาหารเข้าปากอีกคำ

“ความโกรธไม่ใช่เรื่องน่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองอ่อนแอ แต่กลับไม่ยอมทำอะไรเพื่อเปลี่ยนแปลงมันต่างหาก”

“ข้ายกตัวอย่างให้ฟังแล้วกัน”

ยูรันเหลือบมองหนานอวี้ ก่อนหันกลับมาหาหลานชิงอวี้

“อย่างศิษย์พี่สาม เมื่อนางรู้ความจริงว่าข้ากำลังจะแต่งงานกับหลิงเอ๋อร์ นางก็ยังกล้าทำอะไรสักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานการณ์”

หนานอวี้สำลักอาหารทันที

“แค่ก ๆ!”

“ในขณะที่เจ้ารู้ทุกอย่างมาตั้งนานแล้ว แต่กลับไม่ยอมทำอะไรเลย”

ยูรันมองหลานชิงอวี้ซึ่งกำลังหน้าแดงขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนถามอย่างตรงไปตรงมา

“เจ้าคิดจะรอไปถึงเมื่อไรกัน?”

“……”

หลานชิงอวี้นิ่งค้างไปทั้งตัว สมองขาวโพลนจนลืมแม้กระทั่งเคี้ยวอาหารในปาก

[เดี๋ยวก่อนนะ...]

[นี่ศิษย์พี่กำลังสอนให้ข้ายอมรับความจริง หรือกำลังเปิดโอกาสให้ข้าลงมือกันแน่?!]

ไป๋หลิงหรี่ตามองเขา

“สามี เจ้ากำลังเปิดโอกาสให้นางอยู่หรือเปล่า?”

“ไม่ใช่ ข้าเพียงพูดไปอย่างนั้นเอง”

ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนเหลือบมองหลานชิงอวี้

“หรือเจ้าจะรอให้นางแอบวางยาพวกเจ้ากับศิษย์พี่สาม แล้วค่อยย่องมาหาข้าแทน?”

เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ

“จากนั้นพอถูกเจ้าจับได้ นางก็จะถูกมัดเอาไว้เหมือนกันอีกคนไงเล่า”

หลานชิงอวี้ชะงักทันที

[เดี๋ยวนะ...]

[วางยาแล้วค่อยย่องไปหา...]

[เหมือนจะเป็นแผนที่ไม่เลวนี่นา!]

ไป๋หลิงหันขวับไปมองนาง

“เจ้ากำลังคิดจะทำจริง ๆ ใช่หรือไม่?”

“มะ ไม่ใช่นะเจ้าคะ!”

หลานชิงอวี้รีบส่ายหน้าจนเส้นผมสะบัดไปมา

“นางทำแน่ เพียงแต่กำลังหาโอกาสอยู่เท่านั้น”

ยูรันกล่าวอย่างมั่นใจราวกับมองแผนการของหลานชิงอวี้ออกทั้งหมด

“บางทีนางอาจอ้างว่าเป็นยาบำรุง หลอกให้พวกเจ้าสองคนกิน แล้วจับมัดไว้กับเตียง ป้องกันไม่ให้ตื่นขึ้นมาขัดจังหวะ”

มือของหลานชิงอวี้ซึ่งถือชามข้าวสั่นวูบ

[เขารู้ได้อย่างไร?!]

ไป๋หลิงกับหนานอวี้หันขวับไปมองนางพร้อมกัน

“ชิงอวี้...”

“เจ้าเคยคิดจะทำเช่นนั้นจริง ๆ หรือ?”

“ไม่เคยนะเจ้าคะ!”

หลานชิงอวี้รีบปฏิเสธเสียงสูง

“ข้าไม่เคยคิดจะใช้ยาบำรุงเลยสักนิด!”

ทั้งโต๊ะพลันเงียบกริบ

ยูรันเลิกคิ้ว

“อ้อ แสดงว่าเคยคิดจะใช้ยาอย่างอื่นสินะ”

หนานอวี้ตบโต๊ะดังปัง ก่อนชี้หน้าหลานชิงอวี้อย่างเดือดดาล

“ชิงอวี้! หน็อย นังสารเลว! พวกเราเป็นศิษย์พี่ของเจ้านะ!”

“อะ เอ่อ ข้าไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นจริง ๆ นะเจ้าคะ!”

หลานชิงอวี้รีบโบกมือปฏิเสธ ทว่าสายตากลับหลบไปอีกทางอย่างมีพิรุธ

ยูรันพยักหน้าครุ่นคิด

“อืม บางทีอาจไม่เรียกว่ายาบำรุง แต่อ้างว่าเป็นซุปช่วยผ่อนคลาย หรือซุปบรรเทาความเหนื่อยล้าแทน”

เคร้ง!

ตะเกียบในมือหลานชิงอวี้หลุดตกกระทบโต๊ะทันที

[เฮือก!]

ไป๋หลิงหรี่ตามองนางอย่างเย็นชา

“เป็นความจริงสินะ”

“มะ ไม่ใช่นะเจ้าคะ! ข้าเพียงตกใจที่ศิษย์พี่เดาได้ถูก...”

หลานชิงอวี้รีบยกมือปิดปากตัวเอง แต่ทุกอย่างสายเกินไปแล้ว

หนานอวี้ลุกพรวดขึ้น

“นางยอมรับแล้ว!”

“เอาน่า ๆ พวกท่านก็ยอมให้นางเสียสิ ไม่เห็นจะเป็นเรื่องยาก”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ไหน ๆ ก็ยอมรับเรื่องนี้กันได้อยู่แล้วมิใช่หรือ?”

จากนั้นเขาก็เหลือบมองหนานอวี้

“อีกอย่าง ดูเหมือนจะมีบางคนอยากเปิดเผยสถานะของตัวเองเหมือนกันนี่ เห็นร้อนรนมาตั้งแต่หลานอิงบอกให้ข้าเรียกนางด้วยชื่อแล้ว”

“เฮือก!”

หนานอวี้สะดุ้งสุดตัว ก่อนรีบหลบสายตาไป๋หลิงทันที

ยูรันหันกลับมาหาไป๋หลิง

“หลิงเอ๋อร์ หากเจ้ายังไม่ยอม ระวังจะเป็นฝ่ายถูกวางยาแล้วจับมัดไว้เสียเองนะ”

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย

“อืม เมื่อแผนใส่ยาในอาหารโดนจับได้แล้ว นางอาจเปลี่ยนไปใช้ธูปหอมหรือเครื่องหอมแทนก็ได้”

“แค่ก ๆๆๆ!”

หลานชิงอวี้สำลักจนไอออกมาอย่างรุนแรง

[เหตุใดศิษย์พี่ถึงรู้ทุกเรื่องเลยเนี่ย! ข้ากำลังคิดจะเปลี่ยนไปใช้เครื่องหอมพอดี!]

ไป๋หลิงหรี่ตามองนางอย่างเย็นเยียบ

“อืม คิดจะเปลี่ยนวิธีจริง ๆ สินะ”

“มะ ไม่ใช่นะเจ้าคะ!”

“หึ”

หลานชิงอวี้ซึ่งกำลังถูกต้อนจนมุมพลันหันไปหาหนานอวี้ทันที

“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ ศิษย์พี่สามหมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าอยากเปิดเผย?”

นางหรี่ตามองอีกฝ่าย ก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“หรือว่าท่านกับศิษย์พี่ยูหลับนอนกันแล้ว แต่ปิดบังเอาไว้จนถูกศิษย์พี่รองจับได้เจ้าคะ?”

“เฮือก!”

หนานอวี้หน้าซีดเผือดทันที

“จะ เจ้าเอาเรื่องอะไรมาพูด! ไม่มีหลักฐานเสียหน่อย!”

หลานชิงอวี้หันไปมองไป๋หลิง

“ศิษย์พี่รองเจ้าคะ?”

ไป๋หลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ ก่อนตอบสั้น ๆ

“ใช่”

หลานชิงอวี้นิ่งค้างไปหลายอึดใจ ก่อนตบโต๊ะดังปังแล้วชี้หน้าหนานอวี้

“หน็อย นังสารเลว! พวกเราเป็นศิษย์พี่น้องกันแท้ ๆ แต่ท่านกลับแอบกินศิษย์พี่ยูไปก่อนข้าอย่างนั้นหรือ?!”

หนานอวี้รีบชี้กลับทันที

“เจ้าที่คิดจะวางยาพวกข้าไม่มีสิทธิ์พูดเช่นนั้นนะ! แล้วอีกอย่างข้าเป็นศิษย์พี่นะโว๊ย”