ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 171 แบบนั้นไม่ถือเป็นปัญหาใหญ่หรือ
ยูรันมองหลานชิงอวี้กับหนานอวี้ซึ่งกำลังโต้เถียงกันอย่างไม่มีผู้ใดยอมใคร ก่อนพึมพำในใจ
[อืม สงครามน้ำลายเช่นนี้ต้องมีถั่วต้มจริง ๆ นั่นแหละ]
จากนั้นเขาก็เหลือบมองเฮยหลงกับเยว่หลิน ก่อนขยับสายตาไปทางบันได เป็นสัญญาณให้ทั้งสองรีบออกจากพื้นที่อันตราย
งูทั้งสองเข้าใจความหมายทันที
“พวกข้าขอตัวก่อนขอรับ!”
“ขอตัวเจ้าค่ะ!”
ทั้งคู่รีบคำนับ ก่อนหมุนตัวชิ่งหนีลงจากดาดฟ้าโดยไม่คิดหันกลับมามองแม้แต่น้อย
[เรื่องภายในครอบครัวของนายท่าน พวกเราไม่ขอยุ่งเด็ดขาด!]
“พอได้แล้ว จะเถียงกันทำไมนักหนา?”
ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนมองทั้งสองคนสลับกัน
“จะครั้งแรก ครั้งที่สอง หรือครั้งที่สาม ข้าว่าไม่เห็นสำคัญเลย มันต่างกันตรงไหน?”
“ต่างสิ!”
ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ตะโกนขึ้นพร้อมกัน
ยูรันชะงักเล็กน้อย
“ต่างตรงไหน?”
ไป๋หลิงกัดฟัน
“สำหรับเจ้าอาจไม่ต่าง แต่สำหรับพวกข้ามันต่าง!”
หนานอวี้พยักหน้ารัว ๆ ส่วนหลานชิงอวี้กำหมัดแน่นด้วยความคับข้องใจ
“ใช่เจ้าค่ะ! โดยเฉพาะข้าที่ยังไม่มีสักครั้ง!”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อืม เช่นนั้นก็ทำให้มีเสียสิ”
หลานชิงอวี้นิ่งค้าง ก่อนดวงตาจะสว่างวาบขึ้นมาทันที
[ศิษย์พี่พูดเองแล้วนะ!]
ทว่ายูรันกลับถามต่อด้วยความสงสัย
“แล้วสรุปว่ามันต่างกันตรงจำนวนครั้งหรือ? ผู้ใดได้น้อยหรือได้มากกว่ากันอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่!”
ไป๋หลิงตบโต๊ะดังปัง
“ประเด็นไม่ได้อยู่ที่จำนวนครั้ง!”
หนานอวี้ซึ่งกำลังแอบนับจำนวนของตนอยู่ในใจก็รีบพยักหน้าตาม
“ชะ ใช่! ไม่เกี่ยวกับจำนวนเลยสักนิด!”
ยูรันเหลือบมองนาง
“หากไม่เกี่ยว แล้วท่านแอบนับอยู่ทำไม?”
“ข้าไม่ได้แอบนับนะ!”
แล้วสรุปปัญหามันอยู่ที่ใดกันแน่?”
ยูรันขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจจริง ๆ
“ข้าไม่เข้าใจ”
ไป๋หลิงสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับอารมณ์
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวน แต่อยู่ที่ความรู้สึกว่าใครเป็นคนแรกที่เจ้ายอมรับต่างหาก”
หนานอวี้รีบพยักหน้า
“ใช่! คนแรกย่อมมีความหมายเป็นพิเศษ!”
ส่วนหลานชิงอวี้กลับทำหน้าหดหู่
“สำหรับข้า ปัญหาคือทุกคนกำลังก้าวไปข้างหน้า มีเพียงข้าที่ยังยืนอยู่ที่เดิมเจ้าค่ะ...”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวตามตรง
“อืม ข้าเคยเป็นฝ่ายเริ่มก่อนด้วยหรือ?”
เขาชี้เข้าหาตัวเองด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ข้าไม่ใช่พวกหื่นกามนะโว้ย พวกเจ้าเคยเห็นข้ามองสตรีไปทั่วเหมือนศิษย์พี่เย่ หรือเที่ยวแต๊ะอั๋งผู้หญิงไปทั่วหรืออย่างไร?”
“มีแต่ผู้อื่นเข้ามาจับข้า แอบย่องมาหาข้า หรือไม่ก็ลากข้าเข้าห้องทั้งนั้น”
ยูรันหันไปมองไป๋หลิง
“แม้แต่วันที่ไปห้องศิษย์พี่รอง ข้าก็เพียงจูบให้รางวัลนิดเดียวเท่านั้น”
“แต่ท่านกลับจูบคืนเสียจนตัวเองหายใจแทบไม่ทัน จากนั้นยังพูดว่า ‘เจ้าเริ่มก่อนนะ คืนนี้ดับไฟให้ข้าเสีย’”
เขาเลิกคิ้วถามซ้ำหลายครั้ง
“หืม? หืม? หืม? หืม? หืม? หืม?”
ใบหน้าของไป๋หลิงแดงก่ำขึ้นทันที
“หยุดพูดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“ข้าพูดผิดตรงไหน?”
“เจ้าพูดไม่ผิด แต่ไม่จำเป็นต้องเล่าละเอียดขนาดนั้น!”
ส่วนหลานชิงอวี้กลับก้มหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง
[หมายความว่าหากข้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ศิษย์พี่ก็จะไม่ปฏิเสธสินะ...]
ไป๋หลิงหันขวับไปมองนางทันที
“ชิงอวี้ หยุดความคิดของเจ้าเดี๋ยวนี้”
หลานชิงอวี้เชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ยอมถอย
“หึ ไม่!”
นางตบโต๊ะดังปัง ก่อนประกาศด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ข้าขอบอกเอาไว้ตรงนี้เลย คืนนี้ไม่ว่าอย่างไร ข้าก็ต้องได้!”
ทั่วทั้งดาดฟ้าพลันตกอยู่ในความเงียบ
ไป๋หลิงหรี่ตามองนาง ขณะที่หนานอวี้อ้าปากค้างกับความกล้าหาญอันไร้ยางอายของศิษย์น้อง
ส่วนยูรันกลับพยักหน้าอย่างชื่นชม
“อืม มีความมุ่งมั่นดี เช่นนั้นคืนนี้เจ้าต้องฝึกก้าวพริบตาให้สำเร็จนะ”
“ข้าไม่ได้หมายถึงก้าวพริบตาเจ้าค่ะ!”
“อ้าว แล้วหมายถึงอะไร?”
“ก็หมายถึงท่านนั่นแหละ!”
ยูรันชี้หน้าตัวเอง
“ข้า?”
“ใช่!”
ยูรันนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนถามอย่างจริงจัง
“ก่อนจะประกาศว่าเจ้าต้องได้ อย่างน้อยไม่คิดจะถามความสมัครใจของข้าก่อนหรือ?”
หลานชิงอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง
“เช่นนั้นคืนนี้ศิษย์พี่จะปฏิเสธข้าหรือเจ้าคะ?”
ยูรันตอบอย่างไม่ลังเล
“ข้าไม่เคยปฏิเสธอยู่แล้ว ขอเพียงภรรยาทุกคนของข้ายอมรับได้ ไม่คิดฆ่าฟันกันเอง ทุกอย่างก็จบ”
หลานชิงอวี้ตาลุกวาวทันที
“เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาแล้วเจ้าค่ะ!”
ไป๋หลิงหันขวับไปมองนาง
“ใครบอกว่าไม่มีปัญหา?”
หลานชิงอวี้รีบยื่นมือไปกอดแขนอีกฝ่ายแน่น
“ศิษย์พี่รองเจ้าคะ พวกเราเป็นศิษย์พี่น้องซึ่งรักใคร่กลมเกลียวกันมาตั้งหลายปี ท่านคงไม่คิดฆ่าข้าหรอกใช่ไหมเจ้าคะ?”
ไป๋หลิงยิ้มเย็น
“ไม่ฆ่า แต่จับมัดไว้ทั้งคืนยังทำได้”
ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าขอเตือนพวกเจ้าเอาไว้เหมือนเดิม ระวังตัวกันให้ดีเถอะ”
ทั้งสามคนชะงักพร้อมกัน
“พวกเจ้าก็รู้อยู่แล้วมิใช่หรือว่าอาจารย์เองก็เหมือนกัน?”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารพลันแข็งค้าง
ยูรันกระแอมเบา ๆ ก่อนกล่าวต่ออย่างติดขัดเล็กน้อย
“ตอนนี้อาจารย์ยังอดทนอยู่ และนางก็ยอมปล่อยให้พวกเจ้าลงมือก่อนด้วย”
เขาเหลือบมองทั้งสามคนสลับกัน
“แต่หากพวกเจ้า...เอ่อ กินมากเกินไป แล้วนางรู้เรื่องทุกอย่างเข้าละก็...”
ยูรันหยุดไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังเลือกคำพูดซึ่งฟังดูไม่รุนแรงจนเกินไป
“อืม นางอาจจับพวกเจ้ามัด ทรมานไม่ให้ทำอะไร แล้วบังคับให้นั่งดูนางกับข้าแทนก็ได้”
ยูรันกระแอมอีกครั้ง สีหน้าดูพูดยากยิ่งกว่าเดิม
“เอ่อ...แล้วหากเกิดเรื่องเช่นนั้นบ่อยเกินไป พวกเจ้าอาจเคยชินจนกลายเป็นพวกเสพติดการถูกมัดขณะนั่งดูผู้อื่นทำกิจกรรมกัน”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่ออย่างอ้อมค้อม
“จากนั้นก็อาจ...เอ่อ เสร็จสมได้โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสบุรุษด้วยซ้ำ”
“……”
ยูรันเหลือบมองหนานอวี้
“ตอนนี้ศิษย์พี่สามเริ่มมีอาการเช่นนั้นโผล่ออกมานิดหนึ่งแล้ว เพราะฉะนั้นพวกเจ้าควรระวังเอาไว้”
ไป๋หลิงกับหลานชิงอวี้หันขวับไปมองหนานอวี้พร้อมกัน
“ข้าไม่ได้เป็นนะ!”
หนานอวี้รีบลุกขึ้นปฏิเสธเสียงหลง
ยูรันพยักหน้าอย่างใจเย็น
“อืม ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นนั้น ข้าจึงใช้คำว่าเริ่มมีอาการไง”
“ข้าก็บอกว่าไม่ได้เป็นอย่างไรเล่า!”
ยูรันมองหนานอวี้ ก่อนเสนอด้วยสีหน้าจริงจัง
“เช่นนั้นคืนนี้ลองให้พวกเรามัดท่านเอาไว้ แล้วนั่งดูข้ากับชิงอวี้ดีหรือไม่?”
“จะได้พิสูจน์กันไปเลย หากท่านทนดูจนจบได้โดยไม่มีอาการอะไร ทุกอย่างก็จบ”
หนานอวี้นิ่งค้างไปทันที
ภาพบางอย่างผุดขึ้นในหัวจนใบหน้าของนางแดงก่ำ นางอ้าปากคล้ายจะปฏิเสธ แต่ผ่านไปหลายอึดใจก็ยังไม่มีเสียงหลุดออกมา
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อืม แค่ต้องใช้เวลาคิดนานขนาดนี้ ผลก็ค่อนข้างชัดเจนแล้ว”
“ไม่ชัดเจนสักหน่อย!”
หนานอวี้รีบตะโกนปฏิเสธ
ส่วนหลานชิงอวี้กลับตาลุกวาว
“เดี๋ยวก่อนนะเจ้าคะ เมื่อครู่ศิษย์พี่พูดว่า คืนนี้ท่านกับข้าใช่หรือไม่?”
ไป๋หลิงยกมือกุมหน้าผาก
“เหตุใดเจ้าถึงเลือกฟังเพียงส่วนนั้นกัน?”
ยูรันส่ายหน้าช้า ๆ ก่อนถอนหายใจ
“อันตราย ๆ ข้าว่าคงต้องงดแล้วละ ศิษย์พี่สาม”
หนานอวี้หน้าซีดลงทันที
“งดอะไร?”
“ก็เรื่องนั้นทั้งหมดไง จนกว่าท่านจะเลิกมีอาการเช่นนี้”
“ไม่ได้!”
หนานอวี้พุ่งเข้าไปคว้าแขนเขาเอาไว้แทบจะทันที
“เหตุใดต้องงดด้วย! ข้าไม่ได้เสพติดเสียหน่อย ข้ายังปกติดีทุกอย่าง!”
ทุกคนบนโต๊ะหันมามองนางพร้อมกัน
“……”
หนานอวี้ชะงัก ก่อนค่อย ๆ ปล่อยมือออกจากแขนยูรัน
ยูรันพยักหน้าอย่างเชื่องช้า
“อืม ปฏิกิริยาเมื่อครู่นี้ยิ่งทำให้ข้ามั่นใจว่าอันตรายจริง ๆ”
“ข้าเพียงตกใจเท่านั้น!”
“งั้นก็งดได้สิ”
“ไม่เอา!”
“ก็ได้ เช่นนั้นคืนนี้พวกเราจะจับท่านมัดเอาไว้”
ยูรันยกมือขึ้นนับอย่างจริงจัง
“หากผ่านไปประมาณคนละสามรอบ รวมทั้งหมดหกรอบ แล้วท่านยังไม่เสร็จสมเพียงเพราะนั่งดูอยู่ ก็ถือว่าท่านยังไม่มีปัญหา”
หนานอวี้เบิกตากว้าง
“หะ หกรอบ?!”
“ข้าจริงจังนะ”
ยูรันพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“หากท่านกลายเป็นเช่นนั้นขึ้นมาจริง ๆ ภายหลังจะไม่แย่เอาหรือ?”
เขาหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนอธิบายต่อ
“ข้าเข้าใจว่าการเห็นผู้อื่นกำลังทำกิจกรรมกันแล้วเกิดอารมณ์ตามเป็นเรื่องปกติ แต่หากท่านสามารถเสร็จสมได้เพียงเพราะถูกมัดให้นั่งดู นั่นอาจเริ่มเป็นปัญหาแล้ว”
“เพราะฉะนั้นต้องตรวจสอบให้แน่ใจ”
หนานอวี้หน้าแดงก่ำ ไม่รู้ว่าควรกังวลเรื่องการทดสอบหรือจำนวนรอบก่อนดี
ส่วนหลานชิงอวี้กลับยกมือขึ้นอย่างกระตือรือร้น
“ข้ายินดีช่วยทดสอบเจ้าค่ะ!”
ไป๋หลิงหันขวับไปมองนาง
“ผู้ใดนับเจ้าเป็นหนึ่งในสองคนนั้นกัน?”
“มาทั้งหมดนั่นแหละ จะได้ช่วยกันตรวจสอบอาการให้แน่ชัด”
ยูรันกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังอย่างยิ่ง
“นี่เป็นปัญหาใหญ่ยิ่งกว่าทัณฑ์สวรรค์ผ่าลงมาเสียอีก”
“……”
ทั้งสามคนมองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
หนานอวี้อดถามไม่ได้
“มันใหญ่กว่าทัณฑ์สวรรค์ตรงไหน?”
“ทัณฑ์สวรรค์ผ่าลงมาไม่กี่ครั้งก็จบ”
ยูรันชี้มาทางนาง
“แต่หากท่านเสพติดการถูกมัดจริง ๆ นิสัยเช่นนั้นอาจติดตัวท่านไปตลอดนะ”
ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ต่อไปเพียงเดินผ่านหอนางโลม หรือบังเอิญเห็นผู้อื่นกำลังทำกิจกรรมกัน ท่านอาจเสร็จสมอยู่ตรงนั้นโดยควบคุมตัวเองไม่ได้”
เขาเลิกคิ้วถาม
“แบบนั้นไม่ถือเป็นปัญหาใหญ่หรือ?”
หนานอวี้จินตนาการตามจนใบหน้าซีดเผือด
“มะ ไม่เอานะ! ข้าไม่อยากกลายเป็นเช่นนั้น!”
ไป๋หลิงเองก็พยักหน้าเห็นด้วยอย่างหาได้ยาก
“หากเป็นเช่นนั้นจริง ย่อมไม่ใช่เรื่องซึ่งควรปล่อยเอาไว้”
หลานชิงอวี้ครุ่นคิด ก่อนถามอย่างสงสัย
“แต่การจับนางมัดแล้วบังคับให้นั่งดู มิใช่ว่ายิ่งทำให้อาการหนักขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“นั่นจึงต้องทดสอบเพียงครั้งเดียวให้รู้ผล แล้วหยุดทันทีหากพบว่านางมีอาการ”
ยูรันมองหนานอวี้
“ตอนนี้เข้าใจแล้วหรือยังว่าเหตุใดข้าถึงจริงจัง?”
หนานอวี้พยักหน้าอย่างหวาดหวั่น
“เข้าใจแล้ว...”