ตอนที่ 172 ที่แท้ข้าเพิ่งก้าวผ่านประตูเข้ามาเท่านั้นหรือ
คืนนั้น ภายในห้องนอนของยูรัน
ม่านกันเสียงถูกกางครอบคลุมทั่วทั้งห้อง ประตูและหน้าต่างปิดสนิท ขณะที่แสงจากตะเกียงบนผนังส่องบรรยากาศภายในให้ดูสลัวราง
หนานอวี้นั่งอยู่กลางเตียง ข้อมือทั้งสองถูกมัดไว้ ใบหน้าของนางแดงก่ำมาตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้
ไป๋หลิงนั่งอยู่ด้านหนึ่งของเตียง ส่วนหลานชิงอวี้ยืนอยู่อีกด้านด้วยท่าทางตื่นเต้นจนแทบปิดไม่มิด
ยูรันตรวจดูปมผ้าให้แน่ใจว่าไม่รัดแน่นเกินไป ก่อนกำชับเป็นครั้งสุดท้าย
“นี่เป็นเพียงการทดสอบ หากท่านรู้สึกไม่ไหวหรืออยากให้หยุดก็บอกทันที เข้าใจหรือไม่?”
หนานอวี้กลืนน้ำลาย ก่อนพยักหน้าช้า ๆ
“อืม ข้าเข้าใจแล้ว”
ยูรันหันไปมองไป๋หลิงกับหลานชิงอวี้
“ส่วนพวกเจ้าสองคนก็อย่าแกล้งนางจนเกินไป คืนนี้พวกเรามาตรวจสอบอาการ ไม่ได้มาทรมานนางจริง ๆ”
ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างสงบ
“ข้ารู้แล้ว”
หลานชิงอวี้เองก็พยักหน้ารัว ๆ
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”
หนานอวี้มองท่าทางกระตือรือร้นของศิษย์น้อง ก่อนความรู้สึกไม่ดีจะผุดขึ้นมาในใจ
[เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่านางไม่เข้าใจเลยสักนิด...]
ยูรันถอยออกมาเล็กน้อย ก่อนกล่าวกับทั้งสองคน
“เริ่มได้เลย ทำตามปกติ”
ไป๋หลิงเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ส่วนหลานชิงอวี้ซึ่งเฝ้ารอช่วงเวลานี้มานานก็เข้าร่วมตามด้วยดวงตาเปล่งประกาย
ไม่นานเสียงครวญครางของทั้งสองก็ดังขึ้นภายในม่านกันเสียงอย่างต่อเนื่อง
หนานอวี้กัดฟันแน่น พยายามไม่สนใจภาพตรงหน้า
[ข้าไม่ได้เสพติด...]
[ข้าเพียงอยากถูกทำเช่นนั้นบ้างเท่านั้นเอง!]
[ข้าต้องอดทนให้ได้!]
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
หลานชิงอวี้นอนหอบหายใจอยู่ข้างยูรัน ใบหน้าแดงก่ำและเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
“แฮ่ก ๆ...สุดยอดมากเลยเจ้าค่ะศิษย์พี่”
นางหันไปมองไป๋หลิง
“ท่วงท่าของศิษย์พี่รองเองก็ร้ายกาจมากเจ้าค่ะ ข้าได้เรียนรู้หลายอย่างเลย”
ไป๋หลิงซึ่งเหนื่อยไม่ต่างกันหันมาถามยูรัน
“แฮ่ก ๆ...สรุปแล้วผลเป็นอย่างไรบ้าง?”
ส่วนหนานอวี้ยังคงถูกมัดอยู่ที่เดิม น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความอัดอั้น
“ฮือ ๆ...”
ยูรันตรวจสอบอาการของนางอย่างละเอียด ก่อนพยักหน้า
“อืม ทุกอย่างยังปกติดี นางเพียงมีอารมณ์มากเกินไปเท่านั้น”
เขาปลดผ้าที่มัดข้อมือของหนานอวี้ออก
“ดูเหมือนต่อให้ถูกมัดเอาไว้ทั้งคืน นางก็คงไม่มีอาการอย่างที่ข้ากังวล”
หนานอวี้โผเข้ากอดเขาทันที
“ในเมื่อรู้แล้วก็รีบรับผิดชอบข้าเสียที! ข้าทนดูพวกเจ้ามาตั้งหนึ่งชั่วยามแล้วนะ!”
ไป๋หลิงพลิกตัวนอนลง ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่าง
“พวกเจ้าทำกันต่อเถอะ ข้าขอนอนพักเอาแรงก่อน”
“ไม่ได้!”
หนานอวี้รีบคว้าแขนของนางเอาไว้
“คืนนี้พวกเจ้าสองคนก็อย่าหวังว่าจะรอดไปได้เช่นกัน!”
จากนั้นนางก็หันไปหายูรัน
“ศิษย์น้อง จัดหนัก ๆ เลยนะ เอาให้พวกนางรู้ว่าข้าทรมานเพียงใดตลอดหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมา!”
ไป๋หลิงหันขวับกลับมา
“ยัยบ้านี่ พอได้แล้ว!”
ทว่ายูรันไม่ได้สนใจการโต้เถียงของทั้งสอง เขาดึงทั้งสามคนกลับเข้ามาพร้อมกัน ก่อนกางม่านกันเสียงให้แน่นหนายิ่งกว่าเดิม
ตลอดคืนนั้นไม่มีผู้ใดได้พักอย่างที่ต้องการ
ระหว่างบำเพ็ญคู่ ยูรันยังบอกหลานชิงอวี้ด้วยว่าไม่ต้องหลอมรวมวาสนา เดี๋ยวผลจากกายเทพจะหลอมรวมให้เอง
ไป๋หลิงนอนกอดแขนซ้ายของยูรัน ส่วนหนานอวี้กอดแขนขวาเอาไว้แน่น ขณะที่หลานชิงอวี้นอนทับอยู่บนตัวเขา ใบหน้าซุกลงกับแผงอก
จนกระทั่งแสงอรุณส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา
หลานชิงอวี้สะดุ้งตื่นขึ้นอย่างกะทันหัน ก่อนรีบยันตัวขึ้นจากแผงอกของยูรัน
“ข้า ๆๆ...กำลังจะทะลวงขั้นแล้ว!”
หนานอวี้ลืมตาขึ้นทันที
“อะไรนะ?”
ไป๋หลิงเองก็รีบเขย่าแขนยูรัน
“นี่ ตื่นได้แล้ว ชิงอวี้กำลังจะทะลวงขั้น”
ยูรันขมวดคิ้ว ก่อนดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะ
“โอ๊ย ก็กลั้นเอาไว้ก่อนสิ”
หลานชิงอวี้ชะงัก
“ให้ข้ากลั้นหรือเจ้าคะ?”
“ใช่ หากเจ้าทะลวงตอนนี้ ทัณฑ์สวรรค์ก็ผ่าลงมาตรงตำหนักพอดี”
ยูรันตอบด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“พวกเรายังไม่ได้ใส่เสื้อผ้ากันสักคน จะให้ออกไปรับทัณฑ์สวรรค์ทั้งสภาพนี้หรืออย่างไร? กลั้นเอาไว้แล้วนอนต่อ”
“……”
หลานชิงอวี้รีบสงบจิต กลั้นพลังเอาไว้
เมื่อแน่ใจว่ายังไม่ทะลวงขั้น นางก็ล้มตัวกลับไปนอนทับยูรันเหมือนเดิม
“กลั้นไว้แล้วเจ้าค่ะ”
ยูรันกอดนางเอาไว้
ไป๋หลิงกับหนานอวี้มองทั้งสองคนด้วยสีหน้าพูดไม่ออก
[เรื่องทะลวงขั้นกับทัณฑ์สวรรค์ ถูกจัดการง่าย ๆ เช่นนี้เลยหรือ?]
ยูรันกล่าวขึ้นอีกครั้งทั้งที่ยังหลับตา
“แล้วก็คิดเอาไว้ด้วยว่าครั้งต่อไปจะทำอย่างไร”
เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“หึ เมื่อคืนเห็นพวกเจ้าสามคนผลัดกันเล้าโลมกันเอง มีความสุขกันนักนี่”
ร่างของสตรีทั้งสามแข็งค้างพร้อมกัน เมื่อนึกถึงเรื่องที่ทำลงไปเมื่อคืน
หลานชิงอวี้รีบซุกหน้าลงกับแผงอกของเขา ขณะที่หนานอวี้กับไป๋หลิงต่างดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดใบหน้าด้วยความอับอาย
ไม่มีผู้ใดกล้าตอบกลับแม้แต่คำเดียว
หลังจากทุกคนลุกจากเตียง ระหว่างมื้อเช้า
ยูรันหันไปมองเซี่ยหลานอิง
“สรุปแล้ว ก้าวพริบตาฝึกสำเร็จหรือยังนะ?”
เซี่ยหลานอิงเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“หึ สำเร็จแล้ว ของเพียงเท่านี้จะหยุดข้าได้อย่างไร?”
“แล้วเหยียบเวหาเล่า?”
“นั่นก็สำเร็จแล้วเหมือนกัน”
ยูรันพยักหน้า ก่อนถามต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
“แล้วใช้ก้าวพริบตาขณะกำลังเหยียบเวหาได้หรือยัง?”
เซี่ยหลานอิงชะงัก
“เอ๊ะ?”
ยูรันเองก็ชะงักตาม
“เอ๊ะ?”
ทั้งสองคนมองหน้ากันอยู่หลายอึดใจ
ไป๋หลิงยกถ้วยชาขึ้นปิดรอยยิ้ม หนานอวี้เม้มริมฝีปากกลั้นหัวเราะจนไหล่สั่น ส่วนหลานชิงอวี้รีบหันหน้าหนีเพราะกลัวว่าจะหลุดหัวเราะออกมา
ยูรันขมวดคิ้ว
“อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่เคยคิดจะใช้สองวิชาร่วมกัน?”
เซี่ยหลานอิงกะพริบตาปริบ ๆ
“สองวิชานี้ใช้ร่วมกันได้ด้วยหรือ?”
ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตบหน้าผากตัวเอง
“อืม ข้ารู้แล้วว่าลืมเล่าเรื่องอะไร”
จากนั้นเขาก็หันไปอีกด้าน
“เฮยหลง!”
เฮยหลงรีบลุกขึ้นทันที ก่อนหยิบศิลาบันทึกภาพออกมาวางบนโต๊ะแล้วส่งพลังเข้าไป แสงจากศิลาพลันสว่างขึ้น เตรียมบันทึกเรื่องราวต่อจากครั้งก่อน
เฮยหลงพยักหน้า ก่อนเริ่มอธิบาย
เซี่ยหลานอิงนิ่งฟังจนดวงตาค่อย ๆ เบิกกว้าง
“หมายความว่าก้าวพริบตากับเหยียบเวหาซึ่งข้าฝึกสำเร็จ เป็นเพียงพื้นฐานสองส่วนเท่านั้นหรือ?”
ยูรันพยักหน้า
“ใช่สิ และยังมีขั้นต่อไปอีกด้วยนะ”
หลานชิงอวี้ชะงัก
“ยังมีต่ออีกหรือเจ้าคะ?”
“มีสิ หากเป็นหลักการพื้นฐาน ย่อมนำมาต่อและผสมกันได้ทั้งหมด”
ยูรันยกมือขึ้นเล็กน้อย ถ้วยชาบนโต๊ะพลันลอยขึ้นกลางอากาศ
“หลักการต่อไปคือใช้พลังจิต หรือพลังชนิดใดก็ได้ซึ่งสามารถควบคุมสิ่งของ แล้วนำมาใช้ควบคุมร่างกายของตนเอง เช่นยกตัวเองขึ้นหรือดึงตัวเองไปยังทิศทางต่าง ๆ”
“เมื่อพัฒนาการควบคุมและการรับรู้จนถึงขีดสุด หลักการนี้จะถูกเรียกว่า...เจ้าแห่งการสัมผัส”
เซี่ยหลานอิงตั้งใจฟัง ก่อนถามทันที
“แล้วเมื่อนำไปรวมกับเทพนภาเหินเล่า?”
ยูรันยกมุมปากขึ้น
“เมื่อนำเจ้าแห่งการสัมผัสมารวมกับเทพนภาเหิน มันจะกลายเป็นเทพส่งสวรรค์”
“ทำให้สามารถส่งทุกสิ่งซึ่งไม่ใช่ตัวผู้ใช้ไปยังจุดหมายได้”
“แบบนี้ไง”
สิ้นเสียง ถ้วยชาเหนือฝ่ามือของเขาพลันหายวับไปโดยไม่มีสัญญาณเตือน
พรึ่บ!
ชั่วพริบตาต่อมา มันก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศตรงหน้าเซี่ยหลานอิง ทั้งที่ไม่ได้เคลื่อนผ่านระยะทางระหว่างกลางแม้แต่น้อย
ทุกคนเบิกตากว้างพร้อมกัน
เพียงชื่อเทพนภาเหินก็เท่มากพออยู่แล้ว แต่เมื่อเพิ่มหลักการอีกหนึ่งอย่างเข้าไป กลับกลายเป็นเทพส่งสวรรค์ซึ่งสามารถส่งสิ่งอื่นข้ามระยะทางได้ตามใจนึก!
หนานอวี้มองถ้วยชาซึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเซี่ยหลานอิง ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ บิดเบี้ยว
[อ๊ากกก! แค่สองวิชาแรกข้ายังฝึกไม่สำเร็จเลย นี่ยังเพิ่มหลักการที่สามกับสี่เข้ามาอีกแล้วหรือ?!]
[แต่ว่า...มันเท่จริง ๆ นั่นแหละ!]
หลิงเยวี่ยยังคงนั่งจิบชาด้วยท่าทีสง่างาม ทว่าความรู้สึกภายในกลับหดหู่จนแทบกระอักเลือด
[พวกนางเริ่มคิดถึงการรวมหลักการทั้งสี่แล้ว...]
[แต่ข้ายังฝึกไม่สำเร็จแม้แต่วิชาเดียว!]
ไป๋หลิงขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างหนัก
[หากใช้พลังจิตยึดตำแหน่งของสิ่งของ แล้วใช้หลักการของก้าวพริบตาส่งมันข้ามระยะทาง...]
[ไม่สิ ข้ายังต้องฝึกใช้ก้าวพริบตาขณะเหยียบเวหาให้สำเร็จก่อน ไม่เช่นนั้นการเพิ่มหลักการใหม่เข้าไปมีแต่จะยิ่งสับสน]
หลานชิงอวี้กลับตาลุกวาวจนแทบพุ่งเข้าไปเกาะแขนยูรัน
[เทพนภาเหินก็เท่มากแล้ว เทพส่งสวรรค์กลับเท่ยิ่งกว่าเดิมอีก!]
[ข้าต้องฝึกให้สำเร็จทั้งหมด ต่อให้ต้องให้ศิษย์พี่จับมือสอนทั้งวันทั้งคืนก็ยอม!]
ส่วนเซี่ยหลานอิงซึ่งเพิ่งภาคภูมิใจกับการฝึกสองวิชาสำเร็จ จ้องถ้วยชาตรงหน้าด้วยสีหน้าแข็งค้าง
[เมื่อครู่ข้ายังคิดว่าตนเองฝึกสำเร็จแล้ว...]
[ที่แท้ข้าเพิ่งก้าวผ่านประตูเข้ามาเท่านั้นหรือ?!]
นางยื่นมือไปรับถ้วยชา ก่อนเงยหน้ามองยูรันด้วยแววตาจริงจังยิ่งกว่าเดิม
[สามีของข้าสร้างวิชาที่เกินสามัญสำนึกเช่นนี้ขึ้นมาได้อย่างไรกัน?]