ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 173 นี่สินะทัณฑ์สวรรค์ของวิถีเทพ
เซี่ยหลานอิงเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาเปล่งประกาย
“สามี วิชาเหล่านี้ท่านเป็นผู้สร้างขึ้นเองหรือ?”
ยูรันตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
“เปล่า ขโมยมา”
“……”
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบกริบ
เซี่ยหลานอิงกะพริบตาปริบ ๆ
“ขะ ขโมยมาจากผู้ใด?”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม รู้สึกว่าจะถูกเรียกว่าประกายแสงอะไรสักอย่างนี่แหละ เป็นรุ่นที่สี่ ชื่อว่า มิ...” Beep
“ชื่อเดิมของวิชาคือเทพอัสนีเหิน หลักการของมันคือต้องสร้างตราประทับสูตรคาถาเอาไว้บนวัตถุหรือร่างของเป้าหมายก่อน”
“จากนั้นผู้ใช้จึงสามารถเคลื่อนย้ายผ่านมิติและเวลาไปยังตำแหน่งของตราประทับนั้นได้ในชั่วพริบตา โดยแทบไม่มีข้อจำกัดเรื่องระยะทาง”
ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
“จุดเด่นอีกอย่างคือตราประทับจะคงอยู่ถาวร ไม่หายไปเอง เว้นแต่วัตถุหรือเป้าหมายซึ่งรองรับตราประทับจะถูกทำลาย”
“แต่ข้ารู้สึกว่ามันเฉพาะทางเกินไป หากไม่มีตราประทับก็ไปที่อื่นไม่ได้ ข้าจึงนำหลักการมาปรับปรุง แยกมันออกเป็นก้าวพริบตา เหยียบเวหา การตรวจจับ และการควบคุม”
เขาถอนหายใจอย่างจนใจ
“ส่วนชื่อเทพนภาเหิน ข้าไม่ได้เป็นคนตั้งเสียหน่อย ไม่รู้ว่าใครเห็นข้าใช้แล้วเอาไปเรียกเช่นนั้น สุดท้ายทุกคนก็เรียกตามกันไปเอง”
“ยังมีเทพส่งสวรรค์อีกนะ”
ยูรันกล่าวต่อราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
“ชื่อเดิมของมันคือวิชามิติย้ายสวรรค์ หลักการคือเปลี่ยนวัตถุให้กลายเป็นแสง แล้วส่งไปปรากฏยังจุดหมายซึ่งกำหนดเอาไว้”
เซี่ยหลานอิงมองถ้วยชาในมือ
“เช่นนั้นมันแตกต่างจากเทพส่งสวรรค์อย่างไร?”
“วิชาเดิมอันตรายเกินไป โดยเฉพาะเวลาส่งสิ่งมีชีวิต”
ยูรันตอบอย่างตรงไปตรงมา
“หากร่างกายของผู้ถูกส่งไม่แข็งแกร่งพอ ก็อาจทนต่อกระบวนการเปลี่ยนสภาพและการเคลื่อนย้ายไม่ได้ พอถึงจุดหมายแทนที่จะได้คนสมบูรณ์หนึ่งคน อาจเหลือเพียงเศษเนื้อกองหนึ่ง”
มือของเซี่ยหลานอิงซึ่งถือถ้วยชาแข็งค้างทันที
“……”
ยูรันชี้ไปยังถ้วยชาตรงหน้านาง
“ข้าจึงตัดขั้นตอนการเปลี่ยนวัตถุให้เป็นแสงทิ้ง แล้วใช้หลักการของเทพนภาเหินส่งสิ่งนั้นข้ามมิติไปยังจุดหมายโดยตรง แบบนี้ปลอดภัยกว่าและใช้พลังน้อยกว่าด้วย”
หลานชิงอวี้พยักหน้าหงึก ๆ
“แล้วชื่อเทพส่งสวรรค์ ศิษย์พี่เป็นผู้ตั้งหรือเจ้าคะ?”
“เปล่า”
ยูรันส่ายหน้า
“ไม่รู้ว่าใครเป็นคนคิดชื่อขึ้นมาเหมือนกัน ข้าใช้ให้ดูครั้งเดียว วันรุ่งขึ้นทุกคนก็เรียกมันว่าเทพส่งสวรรค์ไปแล้ว”
ไป๋หลิงมองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน
“สรุปคือหลักการเจ้าขโมยมา วิธีใช้เจ้าปรับปรุงเอง แต่ชื่อกลับเป็นผู้อื่นตั้งให้ทั้งหมด?”
“อืม”
ยูรันพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ
“ประหยัดแรงดีจะตาย”
ทว่าทันทีที่ทั้งสี่คนกำลังจะออกเดินทาง เสียงเก้าอี้ขยับก็ดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมกัน
หลิงเยวี่ย เซี่ยหลานอิง เฮยหลง และเยว่หลินต่างลุกขึ้นจากที่นั่ง ไม่มีผู้ใดคิดจะแยกย้ายไปทำธุระของตนเอง
ยูรันหันกลับมามอง
“พวกท่านจะตามไปด้วยหรือ?”
เซี่ยหลานอิงพยักหน้าทันที
“แน่นอน ข้าเองก็อยากเห็นว่าทัณฑ์สวรรค์ของเส้นทางซึ่งสามีสร้างขึ้นจะแตกต่างจากปกติเพียงใด”
หลิงเยวี่ยกล่าวอย่างสงบ
“ข้าต้องรู้ระดับความรุนแรงเอาไว้ หากภายหลังตัดสินใจเปลี่ยนวิถี จะได้เตรียมรับมือถูก”
เฮยหลงกับเยว่หลินเองก็รีบประสานมือ
“พวกเราเองก็อยากเห็นขอรับ”
“ขอพวกเราตามไปด้วยนะเจ้าคะ”
ยูรันซึ่งกำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบพลันชะงักกลางคัน
“เดี๋ยวก่อนนะ...”
ทุกคนหันกลับมามองเขา
“เออ ข้าลืมไปเลยว่าเจ้าต้องข้ามทัณฑ์สวรรค์ด้วย”
หลานชิงอวี้อ้าปากค้าง
“ศิษย์พี่ลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ?!”
“ตอนนี้นึกออกแล้วก็ใช้ได้”
ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนลุกขึ้นจากที่นั่ง
“เอาละ แยกย้ายกันได้ ส่วนชิงอวี้ เจ้าตามข้ามา พวกเราต้องไปข้ามทัณฑ์สวรรค์ให้ไกลจากยอดเขาหน่อย หาสถานที่ซึ่งไม่มีผู้คนและไม่มีสิ่งปลูกสร้างอยู่ใกล้ ๆ”
จากนั้นเขาก็หันไปทางไป๋หลิงกับหนานอวี้
“หลิงเอ๋อร์กับศิษย์พี่สามจะตามไปดูด้วยก็ได้ พวกเจ้าจะได้รู้ว่าทัณฑ์สวรรค์ของเส้นทางดารารุนแรงเพียงใด ภายหลังถึงคราวของตัวเองจะได้รับมือถูก”
ไป๋หลิงขมวดคิ้ว
“แล้วชิงอวี้จะรับไหวหรือ?”
“ไม่ต้องกังวล”
ยูรันตอบอย่างสบาย ๆ
“ข้าจะรับทัณฑ์สวรรค์เอาไว้เอง นางเพียงประคองดาราจักรและทำให้การทะลวงขั้นสมบูรณ์ก็พอ”
เขาก้าวออกจากโต๊ะ ก่อนหันกลับมาเรียกทั้งสามคน
“ไปเถอะ ยิ่งชักช้า นางยิ่งต้องฝืนกดตบะเอาไว้นาน”
หลานชิงอวี้รีบตามไปทันที ขณะที่ไป๋หลิงกับหนานอวี้มองหน้ากัน ก่อนลุกตามออกไปเช่นกัน
ทว่าทันทีที่ทั้งสี่คนกำลังจะออกเดินทาง เสียงเก้าอี้ขยับก็ดังขึ้นจากด้านหลังพร้อมกัน
หลิงเยวี่ย เซี่ยหลานอิง เฮยหลง และเยว่หลินต่างลุกขึ้นจากที่นั่ง ไม่มีผู้ใดคิดจะแยกย้ายไปทำธุระของตนเอง
ยูรันหันกลับมามอง
“พวกท่านจะตามไปด้วยหรือ?”
เซี่ยหลานอิงพยักหน้าทันที
“แน่นอน ข้าเองก็อยากเห็นว่าทัณฑ์สวรรค์ของเส้นทางซึ่งสามีสร้างขึ้นจะแตกต่างจากปกติเพียงใด”
หลิงเยวี่ยกล่าวอย่างสงบ
“ข้าต้องรู้ระดับความรุนแรงเอาไว้ หากภายหลังตัดสินใจเปลี่ยนวิถี จะได้เตรียมรับมือถูก”
เฮยหลงกับเยว่หลินเองก็รีบประสานมือ
“พวกเราเองก็อยากเห็นขอรับ”
“ขอพวกเราตามไปด้วยนะเจ้าคะ”
ไม่นานหลังหลิงเยวี่ยมาถึง ประตูมิติอีกแห่งก็เปิดออกตามมาติด ๆ
เยว่หลินก้าวออกมาจากด้านในพร้อมเฮยหลง ทั้งสองเงยหน้ามองนิมิตสามชั้นบนท้องฟ้า ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปทันที
ส่วนไป๋หลิง หนานอวี้ และเซี่ยหลานอิงตามมาถึงในภายหลัง สภาพของทั้งสามเหนื่อยหอบอย่างหนัก เห็นได้ชัดว่าพยายามเร่งความเร็วตลอดระยะทางห้าร้อยลี้
ทันทีที่มาถึง พวกนางก็พบว่าทัณฑ์สวรรค์ก่อตัวเสร็จสมบูรณ์แล้ว
หนานอวี้เงยหน้ามองท้องฟ้าพลางหอบหายใจ
“แฮ่ก ๆๆ...เอ่อ นี่คือทัณฑ์สวรรค์จริงหรือ ศิษย์พี่รอง?”
ไป๋หลิงจับจ้องนิมิตทั้งสามชั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แรงกดดันรุนแรงกว่าตอนพวกเราข้ามเข้าสู่ขอบเขตสร้างรากฐานไม่รู้กี่เท่า”
“ทั้งที่ชิงอวี้เพิ่งจะทะลวงขั้นแรกของเส้นทางนี้เท่านั้น...”
เซี่ยหลานอิงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
“นี่สินะทัณฑ์สวรรค์ของวิถีเทพ”
นางมองสายฟ้าซึ่งกำลังสะสมพลังอยู่ภายในเมฆดำ ก่อนพึมพำ
“น่ากลัวชะมัด...”
ยูรันพยักหน้า ก่อนคว้าแขนหลานชิงอวี้แล้วพานางพุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง
พรึ่บ!
เพียงก้าวเดียว ร่างของทั้งสองก็หายไปจากสายตา
คนที่เหลือรีบเร่งความเร็วตามไปทันที ทว่าต่อให้พยายามเพียงใด ระยะห่างกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลิงเยวี่ยกับเยว่หลินไม่ได้กังวลนัก ทั้งสองสามารถเปิดประตูมิติได้อยู่แล้ว หลังจับตำแหน่งของยูรันได้จึงฉีกเปิดช่องว่างกลางอากาศ แล้วพาคนอื่นข้ามตามไปพร้อมกัน
ประมาณห้าร้อยลี้จากสำนัก ยูรันพบพื้นที่รกร้างกว้างใหญ่ซึ่งไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ จึงหยุดลงกลางอากาศ
“เอาที่นี่แหละ”
เขาปล่อยหลานชิงอวี้ ก่อนกวาดสัมผัสตรวจสอบพื้นที่โดยรอบอีกครั้ง
“เจ้าเรียกทัณฑ์สวรรค์ลงมาได้เลย ข้าจะปล่อยให้เจ้ารับพลังเฉพาะส่วนซึ่งจำเป็นต่อการทะลวงขั้น นอกนั้นทารกของข้าจะกลืนกินทั้งหมดเอง”
หลานชิงอวี้กลับไม่ได้ตอบ นางยกมือปิดปาก สีหน้าพะอืดพะอมราวกับกำลังจะอาเจียน
“ศิษย์พี่...เร็วเกินไปแล้วเจ้าค่ะ...”
ยูรันถอนหายใจ ก่อนแผ่กลิ่นอายอ่อนโยนเข้าไปช่วยปรับสมดุลภายในร่างของนาง
“เฮ้อ เอ้า ดีขึ้นแล้วก็รีบเรียกลงมาได้แล้ว”
เมื่ออาการคลื่นไส้หายไป หลานชิงอวี้จึงสูดลมหายใจลึก ก่อนปลดการกดตบะทั้งหมดออกในคราวเดียว
ครืนนนนนนนน!
ท้องฟ้าเหนือพื้นที่รกร้างมืดครึ้มลงอย่างฉับพลัน เมฆทัณฑ์จำนวนมหาศาลหมุนวนเข้าหากัน ก่อนนิมิตสวรรค์สามชั้นจะปรากฏซ้อนขึ้นเหนือศีรษะของนาง
แรงกดดันจากแต่ละชั้นทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนผืนดินเบื้องล่างเริ่มแตกร้าว
หลานชิงอวี้เงยหน้ามองนิมิตเหล่านั้นด้วยใบหน้าซีดเผือด
“อะ เอ่อ...ศิษย์พี่ นั่นเป็นทัณฑ์สวรรค์ตามปกติแน่หรือเจ้าคะ?”
“ปกติสำหรับวิถีของพวกเรา”
ยูรันก้าวขึ้นไปยืนเหนือศีรษะของนางเล็กน้อย
“เตรียมรับทัณฑ์อยู่กลางอากาศนี่แหละ ข้าจะอยู่เหนือเจ้าหน่อย จะได้กรองส่วนที่รุนแรงเกินไปออกก่อน”
ครืนนนนนนนนนนนน!
นิมิตทั้งสามชั้นสั่นสะเทือนพร้อมกัน แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกไปหลายสิบลี้
ในเวลานั้นเอง ประตูมิติพลันเปิดออกไม่ไกล หลิงเยวี่ยกับคนอื่น ๆ ก้าวออกมาจากด้านใน
ทันทีที่เห็นยูรันยืนรออยู่ก่อนแล้ว หลิงเยวี่ยก็อดตกตะลึงไม่ได้
[เร็วมาก...]
[เขาเดินทางไกลถึงห้าร้อยลี้โดยไม่มีท่าทีเหนื่อยล้าแม้แต่น้อย ข้าสิ้นเปลืองพลังไปตั้งมากเพื่อเปิดประตูมิติ แต่กลับยังมาถึงช้ากว่าเขา]
นางกำหมัดแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
[นี่สินะก้าวพริบตา...]
[ข้าต้องฝึกให้สำเร็จให้ได้!]