คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 175 ถึงจะไม่รู้ว่าทำได้อย่างไรก็เถอะ แต่ข้าทำได้แล้ววววววว7,205 ตัวอักษร

ตอนที่ 175 ถึงจะไม่รู้ว่าทำได้อย่างไรก็เถอะ แต่ข้าทำได้แล้ววววววว

ยูรันกวาดมองท้องฟ้าซึ่งเมฆทัณฑ์กำลังสลายตัว

พรึ่บ!

ร่างของเขาหายวับไปจากกลางอากาศโดยไม่มีคำบอกกล่าวแม้แต่คำเดียว

“……”

เหล่าผู้อาวุโสกับศิษย์ทั้งหลายมองตำแหน่งซึ่งเคยมีคนยืนอยู่ด้วยสีหน้างุนงง

ศิษย์คนหนึ่งกะพริบตาปริบ ๆ

“ห๊ะ? เขาหายไปอีกแล้ว?”

อีกคนพลันนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ ก่อนตะโกนอย่างร้อนรน

“บ้าเอ๊ย! แล้วพันปักษาของข้าเล่า?! ข้ายังไม่ได้ขอให้เขาสอนเลยนะ!”

“ข้าเองก็ยังไม่ได้ถามเรื่องวิชายืนกลางอากาศ!”

“รีบกลับสำนักเร็วเข้า! เขาต้องกลับยอดเขาจันทราแน่!”

เหล่าศิษย์หลายคนเตรียมขี่กระบี่ตามไปทันที แต่กลับถูกผู้อาวุโสขวางเอาไว้

“พวกเจ้าจะไปทำอะไร ยอดเขาจันทราเป็นเขตส่วนตัว!”

“กลับไปพักรักษาตัวก่อน เรื่องขอเรียนวิชาค่อยว่ากันภายหลัง!”

เหล่าศิษย์ได้แต่คร่ำครวญ ขณะที่เจ้าสำนักมองทิศทางของยอดเขาจันทราด้วยสีหน้าซับซ้อน

“ก่อเรื่องใหญ่โตเสร็จก็หนีกลับทันที...เจ้าเด็กนี่ไม่คิดจะอธิบายอะไรเลยหรือ?”

หลิงเยวี่ยไม่ได้ตอบ นางเปิดประตูมิติขึ้นตรงหน้า ก่อนพาทุกคนกลับยอดเขาตามไป

ณ ดาดฟ้าของตำหนักมรกต

เมื่อทุกคนมาถึง ยูรันก็นั่งอยู่ที่โต๊ะเรียบร้อยแล้ว เขากำลังรินชาให้ตนเองอย่างสบายใจ ราวกับคนซึ่งเพิ่งรับทัณฑ์สวรรค์สามชั้นไม่ใช่เขา

ยูรันเหลือบมองทุกคนซึ่งทยอยออกมาจากประตูมิติ

“กลับมากันแล้วหรือ?”

หนานอวี้มองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

“เจ้าหนีกลับมาโดยไม่บอกสักคำเลยนะ!”

“เรื่องจบแล้วจะยืนตากลมอยู่ตรงนั้นต่อทำไม?”

ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนตบที่นั่งว่างรอบโต๊ะ

“นั่งลงก่อน”

เมื่อทุกคนนั่งเรียบร้อย เขาจึงกวาดตามองไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้

“เอาละ เริ่มจากคำถามแรก พวกเจ้าคิดอย่างไรกับทัณฑ์สวรรค์ของวิถีนี้?”

หลานชิงอวี้ตอบทันที

“หากไม่มีศิษย์พี่ ข้าตายแน่เจ้าค่ะ”

ไป๋หลิงพยักหน้าเห็นด้วย

“นางได้รับพลังเพียงส่วนเล็กน้อยยังแทบทนไม่ไหว ส่วนที่เจ้ารับเอาไว้รุนแรงเกินกว่าผู้บำเพ็ญระดับเดียวกันจะต้านทานได้”

หนานอวี้หน้าซีดเมื่อนึกถึงกระบี่ประหารเทพ

“แล้วภายหลังพวกเราต้องเผชิญนิมิตเช่นนั้นทุกครั้งที่ทะลวงขั้นหรือ?”

“อืม”

ยูรันพยักหน้าอย่างสบายใจ

“และครั้งต่อไปคงไม่ใช่เพียงสามนิมิตแล้ว น่าจะเพิ่มเป็นหกอย่างแน่นอน”

“หก?!”

สตรีทั้งสามอุทานพร้อมกัน

“ใช่ ทัณฑ์ของวิถีเทพจะเพิ่มจำนวนเป็นทวีคูณ จากสามเป็นหก จากหกเป็นสิบสอง จากนั้นก็ยี่สิบสี่ สี่สิบแปด และเก้าสิบหก”

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ส่วนความรุนแรงก็เพิ่มตามขอบเขตกับความแข็งแกร่งของผู้ข้ามทัณฑ์ด้วย”

หนานอวี้เอนหลังพิงเก้าอี้อย่างหมดเรี่ยวแรง

“แค่สามอย่างข้าก็ไม่อยากเข้าใกล้แล้ว ครั้งต่อไปกลับมีหก...”

หลานชิงอวี้รีบมองยูรัน

“ครั้งต่อไปศิษย์พี่จะช่วยข้ารับอีกใช่ไหมเจ้าคะ?”

“ช่วยสิ”

ยูรันตอบทันที

“ทารกของข้ายังกินไม่อิ่มเลย ทัณฑ์มากขึ้นก็นับว่าเป็นเรื่องดี”

ทุกคนมองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

สำหรับพวกนาง ทัณฑ์สวรรค์คือหายนะซึ่งอาจทำให้วิญญาณดับสูญ

แต่สำหรับยูรัน มันกลับกลายเป็นอาหารเลี้ยงทารกไปแล้ว!

ยูรันใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ

“หลังกลืนทัณฑ์สวรรค์ทั้งหมดเข้าไป ทารกของข้าเติบโตจากเด็กแรกเกิดเป็นอายุประมาณหนึ่งเดือน”

“ถึงตอนนี้มันจะอิ่มจนพุงป่องแล้วก็เถอะ แต่พลังที่ได้รับยังน้อยเกินไปอยู่ดี”

หนานอวี้อดถามไม่ได้

“สายฟ้ามากมายขนาดนั้นยังถือว่าน้อยอีกหรือ?”

“อืม หากข้าสร้างภัยพิบัติกิเลนสายฟ้าขึ้นมาให้มันกิน อย่างมากก็เพิ่มได้ครั้งละหนึ่งถึงสองวันเท่านั้น ไม่คุ้มกับพลังที่ต้องใช้สร้าง”

ยูรันโบกมือยุติเรื่อง ก่อนหันไปมองหลิงเยวี่ย

“เอาละ เรื่องต่อไป”

“เหตุใดตอนกลับมาอาจารย์ถึงเปิดประตูมิติให้ทุกคนเห็น?”

มือของหลิงเยวี่ยซึ่งกำลังถือถ้วยชาพลันหยุดชะงัก

ยูรันหรี่ตามองนาง

“ไม่ใช่ว่าท่านกำลังแกล้งบาดเจ็บและปกปิดระดับพลัง เพื่อหลอกศิษย์พี่เย่อยู่หรือ?”

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเงียบลงทันที

หลิงเยวี่ยนิ่งค้างไปหลายอึดใจ ก่อนหลบสายตาเล็กน้อย

“ข้า...ลืม”

“ลืม?”

ยูรันมองนางอย่างเหลือเชื่อ

“ท่านวางแผนหลอกเขามาตั้งนาน แต่กลับเปิดประตูมิติต่อหน้าเจ้าสำนัก ผู้อาวุโส และศิษย์เกือบครึ่งสำนักเนี่ยนะ?”

หลิงเยวี่ยกระแอมเบา ๆ

“ตอนนั้นข้าเห็นพวกเจ้ากลับกันหมดแล้ว จึงเปิดประตูตามไปโดยไม่ทันคิด”

หนานอวี้รีบยกมือขึ้น

“อาจารย์ยังยกมือฉีกเปิดมิติให้เห็นอย่างชัดเจนด้วยเจ้าค่ะ”

ไป๋หลิงพยักหน้า

“ทุกคนน่าจะเห็นหมดแล้วเจ้าค่ะ”

หลิงเยวี่ยกำถ้วยชาแน่นขึ้นเล็กน้อย

ยูรันถอนหายใจ

“เอาเถอะ หากมีผู้ใดถามก็บอกว่าเป็นยันต์เคลื่อนย้ายหรือสมบัติมิติซึ่งใช้ได้เป็นครั้งคราวแล้วกัน”

“แต่ถ้าข่าวไปถึงหูศิษย์พี่เย่ แล้วเขายังเชื่อว่าท่านบาดเจ็บหนักอยู่ ข้าว่าเขาก็คงโง่เกินเยียวยาแล้วจริง ๆ”

ยูรันครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนโบกมือ

“อืม เอาเถอะ ต่อให้อาจารย์จะบาดเจ็บหรือไม่ ศิษย์พี่เย่ก็คงวางแผนทำอะไรบางอย่างร่วมกับผู้อาวุโสตู้อยู่ดีนั่นแหละ”

เขาหันไปกำชับหลิงเยวี่ย

“ขอเพียงตอนข้าไม่อยู่ ท่านอย่าออกไปพบเขาตามลำพังก็พอ”

หลิงเยวี่ยพยักหน้า

“ข้ารู้แล้ว”

ยูรันจึงหันไปหาเซี่ยหลานอิง

“เรื่องต่อไป หลานอิง เจ้าคิดจะกลับเมื่อไร?”

เซี่ยหลานอิงชะงัก ก่อนทำสีหน้าเศร้าสร้อย

“เจ้าอยากให้ข้ากลับแล้วหรือ? สามีของข้าช่างใจร้ายเหลือเกิน”

ยูรันมองนางนิ่งอยู่หลายอึดใจ

[สตรีผู้นี้ต้องมีปัญหาทางสมองแน่ ๆ]

“ข้าไม่ได้ไล่เจ้า”

เขาถอนหายใจ

“ข้าเพียงสงสัยว่าเจ้าเป็นถึงรัชทายาท ไม่มีราชกิจต้องกลับไปจัดการบ้างหรืออย่างไร?”

“ข้าจะอยู่อีกประมาณเจ็ดวัน”

เซี่ยหลานอิงตอบอย่างอารมณ์ดี

“ข้าอยากเห็นหงส์ฟ้าถือกำเนิดก่อนแล้วค่อยกลับ ระหว่างนี้ก็จะฝึกวิชาซึ่งเจ้าเพิ่งสอนให้ไปด้วย”

“ส่วนทางราชสำนัก ข้าส่งจดหมายด่วนกลับไปแจ้งแล้วว่า เมื่อเสร็จธุระจะเดินทางกลับเอง”

นางชี้ไปยังศิลาบันทึกภาพบนโต๊ะ

“ข้านำศิลาบันทึกภาพก้อนนี้กลับไปให้เสด็จน้าดูด้วยได้หรือไม่?”

“ได้สิ อยากดูก็ดูไปเถอะ”

ยูรันยกมุมปากขึ้น ก่อนหัวเราะอย่างได้ใจ

“ถึงเห็นทุกอย่างแล้วก็ใช่ว่าจะทำตามได้ ฮ่า ๆๆๆๆ!”

ทุกคนบนโต๊ะมองเขาด้วยสีหน้าพูดไม่ออก

เซี่ยหลานอิงหรี่ตาลงเล็กน้อย

“ข้าจะบอกเสด็จน้าด้วยว่าเจ้าหัวเราะเยาะพระนางเช่นนี้”

เสียงหัวเราะของยูรันหยุดชะงัก

“เดี๋ยวก่อน เรื่องนั้นไม่จำเป็นต้องบันทึกก็ได้”

ยูรันตบมือเบา ๆ เป็นสัญญาณจบบทสนทนา

“เอาละ แยกย้ายกันได้แล้ว”

เขาลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนกล่าวทิ้งท้าย

“ตอนเที่ยงข้าจะเอาของบางอย่างมาให้พวกเจ้าดู ส่วนช่วงบ่ายข้าจะไปเลือกภารกิจของสำนักสักหน่อย”

หลานชิงอวี้รีบถามด้วยความสงสัย

“ของอะไรหรือเจ้าคะ?”

“ถึงเวลาก็รู้เอง”

ยูรันโบกมือ

“ไปละ”

พรึ่บ!

ร่างของเขาหายวับไปจากดาดฟ้าทันที

ทุกคนมองตำแหน่งซึ่งเคยมีคนนั่งอยู่ ก่อนหันมาสบตากัน

หนานอวี้ขมวดคิ้ว

“เขาคงไม่คิดจะเอาของน่ากลัวมาให้ดูอีกหรอกนะ?”

ไป๋หลิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“สำหรับเขา สิ่งที่เรียกว่า ‘ของบางอย่าง’ มีโอกาสเป็นหายนะได้เสมอ”

หลานชิงอวี้กลับลุกขึ้นอย่างเร่งรีบ

“ข้าไปฝึกต่อก่อนเจ้าค่ะ! หากช่วงบ่ายศิษย์พี่จะไปรับภารกิจ ข้าต้องฝึกก้าวพริบตาให้สำเร็จก่อนหน้านั้นให้ได้!”

หลานชิงอวี้รีบไปยังลานฝึก ก่อนเริ่มทดลองก้าวพริบตาอีกครั้ง

นางหลับตาลง พยายามนึกถึงความรู้สึกตอนยูรันพาเดินเหมือนที่ผ่านมา ทว่าคราวนี้ภาพซึ่งผุดขึ้นในหัวกลับเป็นประสบการณ์เมื่อเช้า

ความรู้สึกตอนถูกยูรันลากข้ามระยะทางห้าร้อยลี้ด้วยความเร็วสูง โลกทั้งใบสลับเปลี่ยนตำแหน่งไปมา จนท้องไส้ของนางปั่นป่วนแทบอาเจียน

[เดี๋ยวก่อน...]

[ตอนนั้นข้าไม่ได้รู้สึกว่าตนเองกำลังวิ่งเลย]

[ข้าเพียงอยู่ตรงนี้ แล้วชั่วพริบตาต่อมาก็ไปปรากฏอยู่อีกที่หนึ่ง...]

หลานชิงอวี้ลืมตาขึ้น ก่อนก้าวออกไปตามสัญชาตญาณ

พรึ่บ!

ร่างของนางหายวับจากพื้นลาน ก่อนปรากฏขึ้นกลางอากาศห่างออกไปหลายสิบจั้ง

โดยไม่ทันได้คิด นางเหยียบอากาศใต้ฝ่าเท้าแล้วก้าวต่ออีกครั้ง

พรึ่บ!

คราวนี้นางปรากฏตัวสูงขึ้นไปอีกหลายสิบจั้ง ทั้งยังยืนอยู่กลางอากาศได้อย่างมั่นคง

หลานชิงอวี้ก้มมองพื้นด้านล่าง ก่อนดวงตาจะค่อย ๆ เบิกกว้าง

“ข้า...ทำได้แล้ว?”

นางทดลองก้าวอีกหลายครั้ง ร่างกายหายวับไปมาบนท้องฟ้าโดยไม่ร่วงลงแม้แต่น้อย

“ข้าทำได้แล้ว!”

เสียงตะโกนของนางดังก้องไปทั่วยอดเขา

“ข้าใช้ทั้งเหยียบเวหาและก้าวพริบตาพร้อมกันได้แล้ว!”

“ถึงจะไม่รู้ว่าทำได้อย่างไรก็เถอะ แต่ข้าทำได้แล้ววววววว!”

คนทั้งหมดบนยอดเขาเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน

เซี่ยหลานอิงซึ่งเพิ่งฝึกสองวิชาแยกกันสำเร็จถึงกับนิ่งค้าง

หลิงเยวี่ยซึ่งยังติดอยู่กับก้าวแรกกำถ้วยชาแน่นขึ้นอย่างเงียบงัน

ฉึก!

ฉึก!

คำว่า “ใช้สองวิชาพร้อมกันได้แล้ว” แทงเข้ากลางใจของทั้งสองอย่างแม่นยำไร้ที่ติ